ศ.กีรติ บุญเจือ

Kirti Bunchua

 

การวิเคราะห์ความดีและความชั่วตามหลักกระบวนทรรศน์ 5

หลักสูตรของเราเน้นให้วิเคราะห์โดยใช้กระบวนทรรศน์ 5 และเมื่อมีใครเอาปัญหาอะไรให้เรา เราก็ต้องนำมาประกบกับทรัพย์สินที่เรามีอยู่ก็คือ กระบวนทรรศน์ทั้ง 5 สัญชาตญาณ 4 และอะไรต่างๆ มาประยุกต์ใช้ และสิ่งเหล่านี้นี่เอง คือ จุดยืนที่สำคัญของเรา

เมื่อลองวิเคราะห์การทำงานตามหลักในศาสนา ยกตัวอย่างเช่น ในศาสนาคริสต์นั้น สามารถได้ทั้งบุญและบาปเมื่อถามว่าทำอะไรแล้วถึงได้บุญและเมื่อทำอะไรแล้วถึงได้บาป เราทดลองวิเคราะห์ ก็จะพบว่า

กระบวนทรรศน์ที่ 1 Abraham (อับราฮัม) ได้อยู่จนชราภาพและไม่มีลูก จนอายุ 80 แล้ว พระยาห์เวห์ (Yahweh)ได้มาบอกว่า ไม่ต้องเสียใจโดยจะให้ลูก และลูกคนนี้โดยในภายหลังจะได้เป็นต้นตระกูลของชาติที่ยิ่งใหญ่และจะมีลูกหลานมากมาย ซึ่งในปัจจุบันถือว่าชาติยิวกับชาติอาหรับเป็นลูกหลานของ Abraham  โดยลูกหัวปลีเป็นต้นตระกูลของชาติอาหรับ และลูกคนรองมาเป็นเชื้อสายของชาวยิว

ในคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ Abraham (อับราฮัม)ได้พา Isaac (อิสอัค) ซึ่งเป็นลูกชายแห่งพันธสัญญาไปฆ่าเป็นยันต์บูชาถวายแด่พระยาห์เวห์  เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งล่าสุดโดยเมื่อ Isaac เป็นวัยรุ่น ก็ได้มีพระมาบอกว่าให้นำไปฆ่าบูชายัญ และAbraham  ได้นำไปทันที ย่อมคิดได้ว่า Abraham   ไม่รู้หรือว่าการฆ่าคนมันเป็นบาป และไม่ทราบเลยหรือว่าถ้าเมื่อลูกคนนี้โตแล้วจะเป็นต้นตระกูลของชาติที่ยิ่งใหญ่ ถ้าไปฆ่าแล้วจะเป็นอย่างไร และทำไมAbraham   ไม่ได้คิดถึงในจุดนี้เลย?

จึงได้ตีความว่า Abrahamในคัมภีร์สมมุติว่าเป็นคนกระบวนทรรศน์ที่ 1 จึงอยู่ที่น้ำพระทัยของพระเจ้าถ้าไม่ทำตามก็จะเป็นบาป แต่ถ้าทำตามก็จะเป็นบุญ

 

กระบวนทรรศน์ที่ 2 ยึดเอากฎเกณฑ์ตายตัวเป็นมาตรฐานความประพฤติ ยกตัวอย่างเช่น ในศาสนาคริสต์ ตั้งแต่ Moses (โมเสส) ได้รับกฎของพระเจ้า และต่อไปนี้พระเจ้าก็ให้ค่อยๆ บอกกฎทีละกฎโดยต้องให้จำและนำเอาไปใช้ ต่อไปนี้พระยาห์เวห์  จะไม่ได้มาบอกเป็นครั้งๆแล้ว แต่จะมาบอกเป็นกฏเลยทีเดียว ดังนั้นถ้าอะไรตามกฏก็เป็นบุญ นี้คือ กระบวนทรรศน์ที่ 2

 

กระบวนทรรศน์ที่ 3 เกิดขึ้นเฉพาะในบริเวณที่มีศาสดามารับรองว่าในโลกหน้าเท่านั้นที่มีความสุขแท้ คือ ความสุขที่ไม่มีความทุกข์เจือปนและคงอยู่นิรันดรไม่มีที่สิ้นสุด

วิธีที่ได้ความสุขดังกล่าวมีอยู่ทางเดียวก็คือสละความสุขไม่แท้ในโลกนี้เพื่อแลกกับความสุขแท้ในโลกหน้า เพื่อค้ำประกันความความแน่นอนในโลกหน้า พึงสละชีวิตในโลกนี้ด้วยการถือพรต ปฏิบัติตนตลอดชีวิต รับใช้ศาสนา ตามแต่ผู้นำศาสนาจะมอบให้ทำการบวชและระบบชีวิตนักบวชจึงได้เกิดขึ้นในศาสนาต่างๆ

ในยุคกลาง มีนักบวชเกิดขึ้นมากมายในศาสนาคริสต์และทุกศาสนาในยุคกลาง เพราะถือกระบวนทรรศน์ที่ 3  ในต่อมาการบวชและระบบชีวิตนักบวชจึงได้เกิดขึ้นในศาสนาต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องของมวลสมาชิกในแต่ละศาสนา ทุกอย่างน่าจะเรียบร้อยดีตามเจตนาของศาสดา ถ้านักการเมืองไม่ฉวยโอกาสเข้ามาหาผลประโยชน์จากการเสียสละของการแสวงหาความสุขในโลกหน้าของผู้ตั้งใจทำดีเหล่านั้น

โดยขยายผลชี้ชวนว่า ถ้าหากสมัครออกรบและตายในสงครามระหว่างศาสนา ใครที่สมัครออกรบก็จะได้ความสุขนิรันดร์ทันที แต่ไม่น่าจะมีศาสดาองค์ใดสอนว่าการฆ่าคนเป็นเงื่อนไขของการได้ขึ้นสวรรค์

นอกจากทำการแอบอ้างและบิดเบือนเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้าของผู้ชักชวนแล้ว อย่างไรก็ตามกระบวนทรรศน์ที่ 3 ก็ผ่านมาได้อย่างดีทั้งในแง่สร้างสรรค์และในแง่ทำลายที่ไม่ควรจะเกิด ด้วยหลักการว่าไม่มีบุญใดยิ่งใหญ่เท่าบุญอันเกิดจากการเสียสละชีวิตเพื่อศาสนาของตนและไม่มีบาปใดหนักหนาเท่าบาปจากการทรยศต่อศาสนาของตน

 

กระบวนทรรศน์ที่ 4 เป็นผลจากการค้นพบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยคนในกระบวนทรรศน์นี้ได้มีทรรศนคติต่อศาสนาต่างๆหลากหลาย เช่น

1) ศาสนาทุกรูปแบบเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดของมนุษยชาติ

เพราะดูดทรัพย์สินในรูปแบบของการทำบุญเป็นจำนวนมากนำไปทำในเรื่องของศาสนาเช่นสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ทำการต่างๆในศาสนาซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เป็นอุปสรรคขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของสังคม เอาคนฉลาดๆไปบวชแทนที่จะไปค้นคว้าวิธีการทางวิทยาศาสตร์ จึงมีกลุ่มบางคนที่เป็นหัวรุนแรง ได้คิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องทำลายศาสนาเพื่อที่จะได้ให้สังคมมีความเจริญขึ้น

2) ศาสนามิได้เลวร้ายอย่างที่กลุ่มแรกคิด

เพราะผู้นับถือศาสนาต่าง ๆ มีส่วนทำดีมากมายให้แก่มนุษยชาติ แต่ทุกศาสนาก็ล้วนแต่งมงาย

3) ศาสนาของฉันมีเหตุผลอยู่ศาสนาเดียว ศาสนาอื่นๆล้วนงมงาย

การที่คิดแบบนี้จึงทำให้ศาสนาเริ่มตั้งป้อมที่จะสู้กัน

 

กระบวนทรรศน์ที่ 5ไม่สนใจว่าใครเชื่อปรัชญาลัทธิใดหรือนับถือศาสนาใดหรือไม่  แต่ขอให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018