ทรรศนะต่อปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง

ศ.กีรติ บุญเจือ

 

ปรัชญาหลังนวยุค แบบสายกลางเป็นการเอาจริยศาสตร์มาเป็นปรัชญาบริสุทธิ์

วิชาจริยศาสตร์กับวิชาปรัชญาบริสุทธิ์รวมอยู่ด้วยกันเป็นสิ่งเดียวกันคือคุณลักษณะของปรัชญาหลังนวยุค

จุดเริ่มต้นของ Post Modern เริ่มต้นที่Saussure (โซสซู)ได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า เรื่องของความคิดนั้นได้เริ่มต้นมาจากข้อเตือนใจของ Saussure ที่บอกว่าภาษาอารยัน เป็นภาษาที่แสดงความคิดของมนุษย์ได้อย่างตรงไปตรงมา ทำให้วิเคราะห์ได้ว่าภาษาเราที่เราใช้นั้นต้องทำบทบาท 3 อย่าง คือ 1) บทบาทแสดงอารมณ์ 2) แสดงความคิด   และ 3) แสดงเหตุผล  แต่นักหลังนวยุคได้พิจารณาแล้วมีความเห็นว่าความคิดกับเหตุผลน่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน

Aristotleได้แบ่งเป็น 3 ตอนเพราะความคิดของ Aristotle เริ่มตั้งแต่การที่มีสังกัป Apprehension ก่อนเป็นจุดเริ่มต้นของความคิด แล้วพอมี 2 ความคิดก็จะมาตัดสินเป็นประโยค พอตัดสิน 2 ครั้ง มีส่วนเหมือนกัน ก็จะมาตัดสินครั้งที่ 3 เกิดเป็น Syllogism  เกิดเป็นรูปนิรนัยขึ้นมา Aristotle จึงแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ1) ช่วงรู้ว่าเป็นอะไร ก็เป็น Concept (ช่วงตัดสิน) และ 2) ขั้นใช้เหตุผล

นักภาษา นักตรรกวิทยา คนที่คิดเรื่องนี้ ก่อนที่จะคิดแบบหลังนวยุค จึงมองเห็นเหมือนกันว่าภาษามีบทบาท 3 อย่าง คือ 1) แสดงความรู้สึก2) แสดงความเข้าใจและ 3) แสดงเหตุผล การใช้เหตุผลนั้นมีเป้าหมายคือเพื่อ สร้างความเชื่อถือ ชักชวนให้คนมาเชื่อตามเรา ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับความเข้าใจ

หลังนวยุคมองว่า ความเข้าใจกับเหตุผล  มันไม่ใช่เป็นคนละเรื่อง  มันเป็นการขยายผลออกไปโดยอัตโนมัติของสัญชาตญาณของปัญญาของเรา เมื่อเราเข้าใจอะไรสองสิ่งแล้ว มันไม่อยู่เฉยๆ ต้องตัดสิน  ถ้าตัดสินทีเดียวก็ทิ้งไว้ก่อน แต่ถ้าตัดสินสองครั้งและเห็นว่ามีส่วนหนึ่งเหมือนกัน มันต้องทำต่อไปทันทีเลยเป็นกระบวนการต่อเนื่อง แล้วเอาสิ่งที่ไม่เหมือนกันมาตัดสินเป็นครั้งที่สาม กลายเป็นการอ้างเหตุผล

หลังนวยุคสายกลาง ไม่อยากที่จะสร้างอภิปรัชญาระบบใหม่ขึ้นมา

ระบบอภิปรัชญาคือ ต้องการที่จะสร้างคำสอนเพื่อยืนยันเกี่ยวกับความคิดของเราว่าตรงไหนที่ตรงกับความเป็นจริง ตรงไหนที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยต้องมีเกณฑ์  เมื่อมีเกณฑ์ ก็มีคนไม่เชื่อ เมื่อไม่เชื่อก็ต้องไปหาเกณฑ์ใหม่ และเมื่อถ้ามีคนไม่เชื่อไปเรื่อยๆก็จะมีการสร้างเกณฑ์ใหม่ขึ้นไปอีกเรื่อยๆ เฉกเช่นเดียวกันจึงทำให้ไม่สามารถหาข้อยุติได้

เมื่อหลังนวยุคบอกว่าที่ผ่านมานั้น ไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่เอาระบบอภิปรัชญา เพราะถ้าเอาก็จะยึดมั่นถือมั่น แต่ปรัชญาก็ต้องมีอภิปรัชญา จึงเอาจริยศาสตร์มาเป็นอภิปรัชญา แต่ในสมัยก่อน จริยศาสตร์นั้นก็ต้องมาจากอภิปรัชญา ดังนั้นเมื่อไม่เอาอภิปรัชญา ต้องหมายความว่า ไม่เอาจริยศาสตร์ที่ผ่านมาแล้วด้วย จึงมีการสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาโดยในขณะเดียวกันเป็นทั้งอภิปรัชญาและเป็นทั้งจริยศาสตร์ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนและเมื่อพูดไปแล้วคนไม่สามารถปฏิเสธได้ ซึ่งความสุดยอดที่ว่านี้ก็คือ“ การพัฒนาคุณภาพชีวิต”

แต่ก็เชื่อได้ว่า ไม่ช้านาน หลังนวยุคย่อมต้องมีอภิปรัชญาของตนเองที่จะยืนยัน “ความไม่ยึดมั่นถือมั่น

 

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018