อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต:

กระแสหลังนวยุคนิยม ยอมรับความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ แนวความคิด ทัศนคติ ความเชื่อ ตลอดจนกระบวนทรรศน์ทางความคิดที่แตกต่างกัน และยอมให้มีการนำไปสู่การตีความสิ่งเดียวกันได้ เช่น ความจริงและความดี จนเกิดเป็นความหลากหลาย มีความหมายที่แตกต่างกันไป โดยเน้น การเคารพกันโดยไม่พยายามที่จะไปครอบงำกันและกัน จึงส่งเสริมให้ใช้คำว่าจริยธรรม (ethic) แทนคำว่าศีลธรรม (moral) เพื่อให้สามารถตีความได้โดยไม่ติดข้อจำกัด และถือว่าศีลธรรมเป็นเรื่องของทางศาสนาซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะของศาสนิกชนของศาสนานั้น ๆ

“หลักจริยศาสตร์แบบหลังนวยุคสุดขั้ว” (extreme postmodern ethics) จะต้านระบบ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เชื่อกันว่าเป็นสัจธรรมที่ตายตัวที่สามารถใช้ครอบคลุมไปได้ทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎศีลธรรมที่ตายตัวที่บัญญัติโดยกลุ่มคน หรือบุคคลผู้มีอำนาจ แล้วนำมาใช้บังคับให้ผู้อยู่ใต้อำนาจและผู้ด้อยโอกาส ให้ทุกคนต้องปฏิบัติตาม เกิดการได้เปรียบและเสียเปรียบกันในสังคม โดยที่บ่อยครั้งคนที่ได้เปรียบก็มิได้อยากข่มเหง แต่ผู้ถูกข่มเหงเองกลับยอมเสียเปรียบเพราะคิดว่าเป็นหลักการที่ถูกต้องแล้วดังที่ นิชเฌ (Friedrich Nietzsche 1844-1900) เรียกว่าศีลธรรมอย่างทาส (slave morality. On the genealogy of morality, 1886)

หลักจริยศาสตร์แบบหลังนวยุค เรียกร้องการ “เล่าเรื่องใหม่” (Biting the error: Writer explore narrative, 2004) ให้ใช้กฎศีลธรรมที่มีอยู่เดิมได้โดยไม่ต้องสร้างกฎศีลธรรมขึ้นใหม่ แต่ให้ใช้ในมุมมองหรือทัศนคติใหม่ ที่ให้เกียรติ เคารพและไม่ปฏิเสธความต่าง ด้วยการให้ความเห็นอกเห็นใจ และการดูแลแก่ผู้อื่น (the Other)  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถูกเก็บกด ปิดกั้น เป็นผู้ด้อยโอกาส ชนส่วนน้อย คนชายขอบ ผู้เสียเปรียบในสังคม ฯลฯ เพื่อให้ผู้อื่นเหล่านี้ได้มีโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิตและร่วมสร้างสรรค์สังคมไปพร้อม ๆ กันกับคนส่วนใหญ่โดยไม่จำเป็นต้องคิดและเชื่อเหมือนกัน คุณค่าของความเข้าใจและการยอมรับในความเป็นอื่น (The Otherness) ร่วมไปกับจริยธรรมแห่งการดูแลผู้อื่น (caring the other) ด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเราอยู่เสมอโดยไม่พยายามครอบงำหรือรังเกียจในความต่างคือ การได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ที่เปิดกว้างต่อความแตกต่างหลากหลาย ย่อมเกิดพหุสังคม (plural society) พร้อม ๆ กับการขยายโอกาสที่จะได้ติดต่อสื่อสาร เชื่อมต่อ แลกเปลี่ยน ระหว่างกันได้อย่างไร้พรมแดน

“หลักจริยศาสตร์แบบหลังนวยุคสายกลาง” (moderate postmodern ethics) เน้นการปฏิบัติเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยถือว่าทำอะไรแล้วเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตนำไปสู่ความสุข สิ่งนั้นเป็นความดี และสนับสนุนมุ่งสู่ความดีด้วยการประพฤติดีตามหลักจริยศาสตร์ที่ไม่ยึดติด และมุ่งสู่ความสุขด้วยพลังสร้างสรรค์ พลังปรับตัว พลังร่วมมือ และพลังแสวงหาเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างไม่หยุดยั้ง

หลักจริยศาสตร์หลังนวยุคเป็นแนวทางที่ถูกนำมาใช้ตีความเกณฑ์ตัดสินจริยธรรมและคำตามตามเกณฑ์ตัดสินจริยธรรม โดยมุ่งเน้นให้มนุษย์ได้คิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งนี้มิได้ยอมให้อ้างลัทธิหรือแนวคิดทางจริยธรรมหรือศีลธรรมใดมาเพื่ออ้างความถูกต้องหรือความดีได้ หากแต่ให้พิจารณาอย่างรอบด้านเสียก่อน ทั้งในการนิยาม ประวัติศาสตร์ จิตวิทยา สังคมวิทยา วิทยาศาสตร์ ศาสนาและปรัชญา

ปรัชญาทำให้เกิดการสนใจการเรียนการสอนทางจริยศาสตร์ แต่หลักปรัชญาที่มีความสนใจกระแสคิดต่างๆ ก็ทำให้หลักจริยศาสตร์กลายเป็นกระแสคิดเช่นเดียวกัน การตอบคำถามจริยศาสตร์จึงต้องพิจารณาจากฐานคิดของปรัชญาเป็นสำคัญ ทั้งนี้ เกณฑ์ตัดสินความดี เป็นปัญหาสำคัญ และญาณวิทยายังไม่มีข้อตกลงตายตัว ดังนั้นจึงต้องคิดวิจารณญาณ (critical mind) คือ วิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป

 

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018