อ.ดร.วิเศษ แสงกาญจนวนิช

….

การปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขที่ได้รับความสนใจในด้านหนึ่งคือ กลไกการชดเชยและการคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการทางสาธารณสุข ทั้งนี้เนื่องจากมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ประกอบการทางสาธารณสุขจำนวนมาก โดยมีสาเหตุมาจากแนวทางการบริการสาธารณสุขที่มุ่งเน้นกำไรในเชิงธุรกิจ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์ ผู้ให้บริการทางการแพทย์กับผู้ป่วยและญาติเปลี่ยนไป

แม้ว่าจะมีการนำวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคที่สะดวก รวดเร็ว และประหยัด มาใช้พิจารณาคดีก็ตาม แต่ข้อจำกัดต่างๆ ก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะคดีมีความซับซ้อนสูงกว่าคดีผู้บริโภคทั่วไป หรือในหลายกรณีก็มีการตัดสินคดีอันเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายโจทย์ ทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อระบบการคลังสาธารณสุข และระบบบริการสาธารณสุข โดยเป็นสาเหตุของการเกิดวิกฤติของระบบการประกันสุขภาพ (Medical Liability Insurance Crisis) ซึ่งเป็นภาวะที่เบี้ยประกันสำหรับแพทย์สูงขึ้นจนไม่สามารถจ่ายได้ (Unaffordability) หรือไม่มีบริษัทใดรับทำประกัน (Inaccessibility) ให้กับแพทย์เฉพาะทางบางสาขาที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้แพทย์ย้ายหรือลาออก กระทบต่อการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ นอกจากนี้ ยังเป็นสาเหตุของเวชปฏิบัติเชิงป้องกัน (Defensive Medicine) ซึ่งเป็นการรักษาที่สูงกว่าหรือต่ำ กว่ามาตรฐานทั่วไป เพื่อป้องกันตัวเองจากการถูกฟ้องร้องทางการแพทย์ ทั้งนี้ แพทย์อาจใช้ความระมัดระวังมากขึ้น โดยการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเกินความจำเป็นของผู้ป่วย (Positive Defensive Medicine) ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายจากรังสีและต้องเสียค่าใช้จ่ายไปกับการทดสอบที่ซ้ำซ้อน  ในทางตรงกันข้ามแพทย์อาจปฏิเสธการรักษาคนไข้ที่อยู่ในขั้นวิกฤติหรือมีโอกาสรอดน้อย (Negative Defensive Medicine) เพื่อป้องกันตนเองจากการถูกฟ้องร้อง (Hettrich et al, 2010, p. 29)

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดความเคลื่อนไหวทั้งในวงการการแพทย์และวงการนักกฎหมายเพื่อแสวงหาทางเลือกอื่นที่จะมาทดแทนกระบวนการฟ้องร้องทางศาลที่มีอยู่เดิม โดยในต่างประเทศได้มีการศึกษาแนวทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำคู่มือมาตรฐานการปฏิบัติทางการแพทย์ การนำระบบอนุญาโตตุลาการมาใช้ การนำระบบชดเชยความเสียหายโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด หรือการจัดตั้งศาลสุขภาพเพื่อดำเนินการพิจารณาคดีฟ้องร้องทางการแพทย์

ระบบการฟ้องร้องทางศาลในคดีทางการแพทย์มักมีเงื่อนไขให้ผู้เรียกร้องค่าเสียหายพิสูจน์ว่าตนได้รับความเสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ ทำให้เกิดบรรยากาศที่มุ่งเน้นการตำหนิ เป็นกลไกที่ไม่สนับสนุนให้คู่ขัดแย้งหันหน้าเข้าหากัน เป็นอุปสรรคต่อการผลักดันให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ เพื่อหาแนวทางพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุขในอนาคต ซึ่งขัดกับหลักปรัชญาหลังนวยุคสายกลางที่เน้นการสนทนาเพื่อให้ได้ความคิดเห็นร่วมกัน กระบวนการยุติธรรมไม่เน้นการชดเชย แต่เน้นการสนทนา พูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจและร่วมกันแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของกระบวนการยุติธรรม

ดังนั้น ปัญหาของการฟ้องร้องทางการแพทย์จึงมีพื้นที่สำหรับการถกปัญหาเชิงปรัชญา ทั้งนี้ในขณะเดียวกันได้มีกระแสของการเสนอให้ตั้งศาลสุขภาพ หรือ ศาลคดีการแพทย์ในลักษณ์ศาลชำนัญพิเศษ เช่นเดียวกับศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลล้มละลาย ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นๆ ด้วยมีหลักการว่า คดีทางการแพทย์เป็นคดีที่ต้องอาศัยความรู้และความชำนาญเฉพาะเรื่องแตกต่างจากคดีแพ่งและคดีอาญาทั่วไป ซึ่งควรได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาที่มีความรู้และความชำนาญในคดีเฉพาะเรื่องนั้นๆ หรือมีบุคคลซึ่งมิใช่ผู้พิพากษาอาชีพแต่มีความรู้และความเข้าใจในคดีเฉพาะเรื่อง มีคุณสมบัติที่เหมาะสมและได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบเข้าร่วม เป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดีด้วย โดยมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลและวิธีพิจารณาของศาลเป็นของตนเองโดยเฉพาะแตกต่างไปจากศาลชั้นต้นธรรมดาเพื่อให้เกิดความคล่องตัว รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ อันจะเป็นการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน

แนวทางนิติปรัชญา จริยธรรมทางการแพทย์และปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุคย่อมจะส่งเสริมการปฏิรูประบบกฎหมายและพัฒนากระบวนการยุติธรรมทั้งระบบให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงและสอดคล้องกับหลักนิติธรรมของธรรมาภิบาลอย่างเป็นรูปธรรม มีการปฏิรูปกระบวนการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐทั้งหลายบังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม เสมอภาค เท่าเทียม โปร่งใส มีประสิทธิภาพถูกต้องตามหลักนิติธรรมและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และให้ประเทศไทยมีระบบและกระบวนการอำนวยความยุติธรรมเป็นมาตรฐานเดียว ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนอันเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018