ความสุขแท้ตามความเป็นจริง คือ ความสุขบนความสุขของผู้อื่น ความสุขที่แท้จริงนั้นก็คือ ความสุขของทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้อื่นและตัวเอง (กีรติ บุญเจือ, 2551, หน้า 174) ซึ่งได้พิจารณาว่าตรงกันกับเมตตาอันเป็นภาวะของจิตที่ปราศจากความโกรธ ความอาฆาตมาดร้าย มีแต่ความหวังดี มีไมตรีจิต (พระธรรมกิตติวงศ์, 2548)  โดยผู้วิจัยตีความเพื่อปรับกรอบความคิดด้านเมตตาอย่างสร้างสรรค์ด้วยกระบวนทรรศน์หลังนวยุค (postmodern philosophy) ผ่านแนวคิดมนุษยนิยม ((Humanism) จนพัฒนาเป็นแนวทางเมตตา 6 ด้าน ดังนี้

self

1 เมตตาต่อตนเอง
เมตตาคือความปรารถนาดีต่อผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน นั่นคือการมีสุขบนความสุขของผู้อื่น แต่ถ้ามีทุกข์บนความสุขย่อมไม่ใช่สุขแท้ ดังนั้นเมตตาจะต้องเมตตาตัวเองด้วยเช่นกัน การที่เมตตา การทำบุญทำทาน การสร้างความดีหรือจะถือเป็นการสั่งสมบารมี รวมถึงการให้อื่น ๆ อีกมากมายนั้น คนส่วนใหญ่จะละเลยตนเองเพราะตีความเป็นการเสียสละ หรือเป็น ทานะ ซึ่งจะต้องให้อย่างรอบคอบ กล้าหาญ พอเพียง และเสียสละ โดยองค์ประกอบความพอเพียงนี้คือให้พิจารณาการให้ที่อยู่ในขอบข่ายที่ไม่ทำให้ตนเองเป็นทุกข์ ดังนั้นจึงคิดได้ว่าเป็นความเมตตาต่อตนเองด้วย เพราะการคิดเมตตาต่อตนเองย่อมจะถนอมความสามารถและสังขารร่างกายของตัวผู้ให้เพื่อจะได้สามารถสร้างบุญสร้างทานไปได้อีกนานๆ
หลักเมตตาต่อตนเองคือต้องไม่ให้ตัวเองเดือดร้อน ไม่เป็นหนี้สิน ไม่เป็นบุญคุณ ไม่เจ็บป่วยกายใจ หรือเรียกว่าเมตตาจนเกินกำลัง แค่นี้ก็เป็นการเมตตาตนเองที่เพียงพอแล้ว เมื่อผู้ใดให้ ความเมตตา สร้างบุญ สร้างทาน สร้างความดี สร้างบารมีที่ไม่เกินกำลังตน จะทำให้ผู้ให้มีความสุขหรือเรียกว่าทำความดีแล้วมีสุขแท้ตามความเป็นจริง เช่น มีเงินมากก็ทำบุญทำทานมาก มีเงินน้อยก็ทำบุญทำทานน้อย ไม่ทำเกินตัว มีเงินมากให้ความช่วยเหลือบริจาคมาก มีเงินน้อยให้ความช่วยเหลือบริจาคน้อย ตนเองย่อมไม่เป็นหนี้สิน มีแรงแข็งแรงดีก็ช่วยทำงานใหญ่และหนักได้ ไม่ค่อยแข็งแรงทำงานเล็ก ๆ เบา ๆ ไม่เกินกำลังของตน มีเวลามากอุทิศตัวช่วยงานได้เต็มที่ มีเวลาน้อยก็ตกลงในใจว่าเมื่อใดมีเวลาไปช่วยทันที ก็จะไม่เจ็บป่วย ไม่เสียการงาน มีเงินมากมีแรงมากมีเวลามากช่วยเต็มที่ มีน้อยก็อนุโมทนาด้วยจิตอันบริสุทธิ์ย่อมได้กุศลบุญผ่านมุทิตาร่วมด้วย

2 เมตตาต่อลูกหลาน
มนุษย์ย่อมให้ความสำคัญกับทายาท ทิศ 6 ได้รวมทายาทไว้กับภรรยา/สามี แต่ผู้วิจัยขอแยกทายาทซึ่งมนุษย์จะให้ความสำคัญมากกว่าคนอื่น เพราะเป็นผู้สืบสายตระกูล เป็นผู้สืบเชื้อวงศ์ ภาษาสมัยใหม่จะเรียกว่าผู้สืบสายยีนของตน เมตตาต่อลูกหลายก็คือการให้ ให้เพื่อให้เขาได้มีความสุข อย่างไรก็ตาม เมตตาต่อลูกหลานก็มีระดับที่แตกต่างกัน ตัวอย่างสำคัญคือ คนจีนจะให้ความสำคัญของลูกชาย ลูกสาว และหลานชาย หลานสาว ต่างกัน โดยมีธรรมเนียมให้ความสำคัญผู้ชายมากกว่าผู้หญิง รวมไปถึงหลาน ลูกของลูกชายจะเรียกว่าเป็นหลานใน ลูกของลูกสาวจะเรียกว่าเป็นหลานนอก เพราะลูกสาวเวลาแต่งงานจะต้องแต่งออกไปอยู่บ้านสามี ขนบธรรมเนียมนี้เข้มข้นมีมาจนถึงยุคสมัยปัจจุบัน อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าไปทั่วโลกได้เสริมให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ แสวงหาข้อมูลเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของแต่ละคนได้ ผู้หญิงผู้ชายจึงเก่งเท่ากัน ความแตกต่างของลูกชายกับลูกสาวก็ลดลง ความสามารถช่วยเหลือหรือค้ำจุนครอบครัวเท่ากัน ทำให้ความสำคัญของลูกชายกับลูกสาวเริ่มเท่ากัน คงเหลือติดอยู่ที่ประเพณีวัฒนธรรมเก่าเท่านั้น ซึ่งวัฒนธรรมประเพณีสามารถเปลี่ยนได้แต่ต้องใช้เวลา หากแต่เมตตาที่มีต่อลูกหลานนั้นยังคงแตกต่างกันไปตามแต่ละปัจจัยที่เข้ามา
ลูกหลานที่เป็นเชื้อสายเผ่าพันธุ์เดียวกันนั้น การให้ความเมตตาย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า ความปรารถนาให้ลูกหลานได้เติบโตแข็งแรง มีความสุข มีความเจริญก้าวหน้าเป็นเรื่องที่สามัญและเข้าใจได้ง่าย แต่ในบางกรณีเช่น ลูกหลานที่ดื้อมาก เกเรมาก หรือเป็นอันธพาล ทำให้ผู้ใหญ่มีข้ออ้างว่าไม่สามารถเมตตาได้ จุดนี้หลักเมตตาต้องขยายเป็นการให้ความใกล้ชิด เมตตาด้วยความอดทนต่อลูกหลานให้มากขึ้น ความเมตตาอันแสดงความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข แต่มิใช่การให้เพราะตามใจหรือการเพิกเฉย การเมตตาด้วยการให้ความใกล้ชิดจะส่งผลให้เขามีความอ่อนโยนและสำนึกถึงการทำดี ขั้นแรกเพียงให้เขาสามารถทำดีกับคนในครอบครัวได้มากขึ้นก็เป็นระดับคุณภาพของความดีขั้นต้นแล้ว
3 เมตตาต่อญาติ มิตร ผู้มีพระคุณใกล้ตัว
ความเมตตานี้พิจารณาจากทิศ 6 ในด้านทิศเบื้องหน้าคือพ่อแม่ ทิศเบื้องหลังคือภรรยา ทิศเบื้องขวาคือครูอาจารย์ ทิศเบื้องซ้ายคือเพื่อน และ ทิศเบื้องบนคือสมณะพราหมณ์ โดยพิจารณาระยะห่างจากตัวของบุคคลนั้นออกไป โดยพิจารณาเป็น 3 ส่วนคือญาติเป็นคนที่เราจะมีปฏิสัมพันธ์กันประจำ มิตรและผู้มีพระคุณใกล้ตัวก็เช่นกัน แม้นไม่ใช่ญาติพี่น้อง แต่ในบางคนสนิทสนมเกื้อกูลกันมากกว่าญาติพี่น้อง ญาติ มิตร ผู้มีพระคุณใกล้ตัวล้วนเป็นผู้ที่เราย่อมปรารถนาให้เขามีความสุข การให้ความเมตตาคือการทำความดี แบ่งเป็น 2 จำพวก
1) มีปฏิสัมพันธ์กันแบบทั่วไปคือ ต่างดำรงชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งพากันและกัน เช่นพ่อแม่แต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ภรรยา/สามีที่ทำงานของเขาเอง เพื่อนที่สนิทแต่นานๆ เจอกันที พระสงฆ์ ครูอาจารย์ที่ได้รู้จักศรัทธาแต่พบไม่บ่อยนัก ความเมตตาคือการให้การดูแลพอสมควร ตามอัตภาพ ความเหมาะสม แบ่งปัน เกื้อกูลท่าน อย่าให้ขาด แต่ก็ไม่ต้องมาก ถือเมตตาด้วยความพอเพียงเป็นสำคัญ สิ่งสำคัญคือแม้จะมีเรื่องราวอื่นใดจากคนกลุ่มนี้มากระทบกระเทือนใจก็ให้ถือเสียว่าปิดตาข้างหนึ่ง ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ถือเฉยเสีย ความเมตตาด้วยการวางเฉยนี้จะทำให้เราปรารถนาให้เขามีความสุขต่อเนื่องได้ หากไม่วางเฉยก็ย่อมจะมีจิตโกรธเคืองซึ่งจะนำไปสู่ความคิดไม่ดีและเป็นทุกข์ ซึ่งยิ่งห่างจากสุขแท้
2) ต้องพึ่งพากันและกัน ไม่พึ่งพาเรา ก็เราต้องพึ่งพาเขา หากเป็นเช่นนี้ต้องเน้นเมตตาคือการให้ การให้นี้จะต้องให้อย่างรอบคอบและพอเพียง เป็นการดูแลระหว่างกันเพื่อให้เขามีความสุข เราก็จะมีสุขด้วยและเป็นสุขแท้ เช่น เรามีเวลาก็ให้เวลากับพ่อแม่ของเรา ถึงวันสำคัญก็ซื้อของให้ภรรยา/สามี ถึงเทศกาลสำคัญก็ไปเยี่ยมเยียนญาติ มิตร หรือเข้ากราบพระสงฆ์องค์ที่นับถือ ความทำนุบำรุงด้วยความปรารถนาดีเช่นนี้ทำให้เกิดความสุขในใจอย่างเต็มที่ สิ่งสำคัญคือจะต้องไม่เห่อเหิมว่าตนได้เป็นหลักในการบำรุงผู้อื่น อัตตาย่อมเกิดทำให้หวังสิ่งตอบแทน สำคัญยิ่งก็คือเกียรติ อันเป็นความหลงอย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อเกิดอัตตาแล้วก็จะขาดเมตตานั่นคือเลือกที่จะเมตตาเฉพาะบางคน และไม่เมตตาบางคน ในที่สุดก็ถึงขั้นทวงบุญคุณกันได้เลยทีเดียว

4 เมตตาต่อบริวาร
เมตตาต่อบริวารด้วยการชี้แนะ ชี้นำ เนื่องจากบริวารซึ่งเป็นทิศเบื้องล่างนั้นคือ คนติดตาม คนงาน และพนักงานที่ทำงานให้เรา ตามคติพุทธศาสนา เชื่อว่า อดีตชาติเขากับเราต้องเคยเป็นอะไรกันมาก่อน ปู่ย่าตายาย พ่อแม่พี่น้อง ลูกหลาน คนรับใช้หรือคู่แค้นกัน นั่นหมายความว่าต่างเคยผูกสัมพันธ์มีกรรมร่วมกันมา ซึ่งความเมตตาย่อมก่อแต่กุศลกรรมที่จะมีต่อกันต่อไป บริวารนั้นก็เป็นมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นคนผิวดำ ขาว แก่ หนุ่ม หรือไม่ว่าจะชนชาติใด เขาก็ปรารถนาความสุข มิได้ปรารถนาทุกข์ ดังนั้นจึงต้องระงับไม่ให้เกิดความสุขบนความทุกข์ของเขา การใช้งานให้เขาทำตามนั้นจะต้องวางอยู่บนเมตตาคือ ให้เขามีความสุข ผลของงานที่ดีไม่ใช่ผลของเมตตา แต่การที่เขามีความสุขในการทำงานหรือดำรงชีวิตจากการที่เราได้ให้การชี้แนะ ชี้นำ และช่วยเหลือค้ำชูจึงเป็นความเมตตา
บริวารย่อมมิได้ต้องการที่จะเป็นบริวารรับใช้ไปตลอด เขาก็ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขาให้ดีขึ้น ดังนั้นการชี้แนะ ชี้นำเพื่อให้เขาพัฒนาคุณภาพชีวิตได้จึงสำคัญ หากเขากระทำสิ่งใดผิดพลาด เราก็ชี้แนะให้แก้ไข ปรับตัว แสวงหาวิธีการที่ถูกต้องดีงามแก่เขา เขาก็จะได้พัฒนาตัวเขาเองต่อไปได้ หากเขาทำดีเราก็ยกย่องชมเชยเพื่อเขาจะได้มีความสุขกับความภูมิใจในคำชมของเรา สำหรับบริวารที่ไม่ดี เมตตาของเราคือขัดเกลา บริวารที่ไม่ดีย่อมต้องได้รับการขัดเกลานิสัยเพื่อให้เขาได้รับบทเรียนและได้เรียนรู้ที่จะประพฤติดี ตั้งใจทำงาน และเมื่อเขาทำดีแล้วก็ชมเชยเป็นรางวัลต่อไป
5 เมตตาต่อโลก‏
เมตตาคือความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข แต่คนอื่นที่ไกลตัวหรือแม้กระทั่งโลก เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ขยายกรอบความคิดมาถึง แต่สิ่งที่เรากระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมกระทบและส่งผลต่อโลกที่เป็นบ้านที่ใหญ่ที่สุด เป็นศูนย์รวมที่ให้ที่อยู่อาศัยของสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ ดังคติ เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว สิ่งใดที่เราทำย่อมส่งผลต่อโลก
ความเมตตาต่อโลกจึงต้องเมตตาให้เขามีความสุขในความสมดุลของธรรมชาติ โลกมีความสุข เราก็มีความสุข จึงเป็นสุขแท้ โลกทุกวันนี้ไม่สุข เรามีความสุขก็ย่อมไม่เป็นสุขแท้ หลายคนย่อมย้อนแย้งว่าโลกไม่เคยสุข เช่นนั้นมนุษย์ก็ย่อมไม่มีวันพบสุขแท้ ซึ่งผู้วิจัยมีทรรศนะว่า หากไม่มีเมตตาต่อโลก ไม่ปรารถนาให้โลกมีความสุขโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนจากโลก โลกจะมีความสุขได้อย่างไร แต่หากทุกคนเมตตาต่อโลก โลกมีความสุข ทุกคนก็จะพบสุขแท้ได้ อะไรคือโลกมีความสุข นั่นคือ ความเป็นธรรมชาติของโลก สรรพสิ่งที่เกิดในโลกล้วนเดินตามธรรมชาติด้วย นั่นหมายรวมถึง สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ทั้งหมดพึ่งพิงอิงกันโดยธรรมชาติเพื่อการอยู่รอด ทำให้เกิดเป็นวัฏจักรของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุนกัน เป็นสมดุลของโลก การอยู่รอดของโลกต้องมีคุณภาพที่ดี ธรรมชาติสร้างให้ต่างต้องพึ่งพากันและกันโลกถึงจะอยู่รอด โลกจะเป็นบ้านที่เราสามารถอาศัยอยู่ได้อย่างมีความสุขสบายและนานตราบนาน
หากมนุษย์ขาดเมตตาต่อโลก คือเข้าไปจัดการโลกจนโลกขาดสมดุล ความปรารถนาที่ไม่สิ้นสุดทำให้มนุษย์ใช้ทรัพยากรต่างๆ หรือแม้แต่จัดการต่อมนุษย์ด้วยกันเองอย่างที่ไม่ได้พิจารณาสมดุล สงครามและภาวะพิษของสิ่งแวดล้อมจึงเกิดขึ้น เป็นการมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น ไม่ใช่สุขแท้ ดังนั้นมนุษย์ทุกวันนี้จึงรู้สึกไม่มีความสุข กลัวสิ่งต่างๆ รอบตัวไปหมด กลัวจะถึงวันโลกแตกเสียด้วยซ้ำไป มนุษย์มิใช่ผู้กระทำ ผู้พิชิต หรือผู้ครอบงำธรรมชาติแต่มนุษย์มีฐานะเป็นอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมจะต้องใช้ปัญญาหรือศักยภาพที่พัฒนาแล้วนั้น มาใช้เป็นเครื่องดำรงรักษาส่งเสริมความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ให้เกื้อกูลส่งผลดียิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดผลดีด้วยกันทั้งระบบ ฉะนั้นควรหันมาเมตตาต่อโลก ปรารถนาให้โลกมีความสุข ช่วยกันดูแลทำนุบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติเพื่อให้สภาวะสิ่งแวดล้อมดี สิ่งมีชีวิตอยู่รอดได้โดยธรรมชาติ หันกลับมาพิจารณาองค์รวมของการพึ่งพาธรรมชาติเพื่อความสมดุลของธรรมชาติที่จะดำเนินต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด โลกก็จะพัฒนาไปสู่คุณภาพที่ดียิ่งขึ้น

6 เมตตาต่อศัตรู‏
ในทิศ 6 มิได้ขยายความมาถึงศัตรู แต่ในชีวิตมนุษย์ย่อมมีผู้ที่เป็นศัตรูเกิดขึ้นเป็นอุปสรรคของชีวิต เขาคือคนที่ทำให้เราทุกข์ เป็นคนที่เอาเปรียบ ทำร้าย หรือกลั่นแกล้งเราต่าง ๆ นานา การเมตตาศัตรูจึงเป็นเรื่องยากเพราะต้องละความโกรธ ดังแนวคิดของพระธรรมปิฏกที่มีต่อแนวทางเมตตา ผู้ที่เคยสนิทกันมากเมื่อเป็นศัตรูจะยิ่งโกรธเกลียดมาก การเมตตาต่อศัตรูก็จะยิ่งยาก แต่การปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนนี้กินความกว้างขวาง ผู้วิจัยจึงได้มองเห็นถึงการเมตตาต่อศัตรู และมองว่าจะต้องเมตตาต่อศัตรูด้วยความสงสาร เราสงสารเขาที่เขายังหลงอยู่กับสุขไม่แท้ เขายังหลงอยู่ในสัญชาตญาณที่ต่ำกว่าปัญญา ซึ่งความเมตตาต่อศัตรูนี้จะต้องต่อยอดด้วยความกรุณา คือ ปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ ซึ่งจะเสริมให้เมตตานั้นสัมฤทธิ์ผล คือ เขามีความสุข เมื่อเราเมตตาต่อเขาเสียแล้วแม้พบหน้ากันก็เกิดเป็นความรู้สึกเฉย ๆ ไม่ได้ทำให้เราทุกข์ เพราะเราเมตตาด้วยความสงสารเขา เขาก็จะสำนึกรู้ตัวและคิดได้ว่าสิ่งที่ทำนั้นผิด และมโนธรรมของเขาเองจะเป็นผู้ปฏิวัติให้เขาได้ใช้สัญชาตญาณปัญญาในที่สุด แต่หากเขาไม่รู้สำนึก เขาก็ยิ่งเป็นคนน่าสงสารที่หลงในสัญชาตญาณที่ต่ำ และเขาไม่มีวันได้พบความสุขแท้ตามความเป็นจริง

อ้างอิง: สิริกร อมฤตวาริน. (2558). ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับความสุขแท้ตามความจริง. วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต.กรุงเทพฯ, มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018