piyapong
พระปรียาพงศ์ คุณปัญญา

 

นักปรัชญากรีกในสมัยโบราณได้พยายามที่จะให้คำตอบต่อคำถามที่ว่า “ชีวิตที่ดีสำหรับมนุษย์คือชีวิตแบบใด” และ “มนุษย์ควรดำเนินชีวิตอย่างไร” สำหรับคำตอบต่อคำถามเหล่านี้ ซาเครอทิสและเพลโทว์มีความเชื่อว่าคุณธรรมคือตัวนำไปสู่การมีชีวิตที่ดีและการประพฤติที่ถูกต้อง ซาเครอทิสและเพลโทว์เชื่อว่าถ้าบุคคลรู้ว่าชีวิตที่ดีคืออะไร มนุษย์จะไม่ทำในสิ่งที่ผิด ทรรศนะดังกล่าวนี้เชื่อว่าการกระทำผิดเกิดจากการขาดความรู้ ถ้ามนุษย์สามารถรู้ว่าอะไรคือความถูกต้อง เขาจะไม่กระทำความผิด (Stroll and Popkink, 1993: 3) ดังนั้นการสอนให้คนรู้จักคิดหรือคิดเป็นจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการนำไปสู่ความเป็นผู้มีคุณธรรม ในสมัยกรีกโบราณ คุณธรรมหลักที่ถือว่าเป็นคุณธรรมพื้นฐาน 4 ประการ คือ ความยุติธรรม (dikaiosune) ความรอบคอบ (phronesis) ความกล้าหาญอดทน (andreia) ความรู้จักประมาณ (sophrosune) คุณธรรมเหล่านี้เป็นตัวนำให้บุคคลมีชีวิตที่ดีและมีการกระทำที่ถูกต้อง


แอเริสทาเทิลศิษย์ของเพลโทและเป็นนักปรัชญาคนสำคัญคนหนึ่งในยุครุ่งเรืองของปรัชญากรีก อธิบายเรื่องชีวิตมนุษย์และคุณธรรมไว้ในผลงานสำคัญชื่อ Nicomachean Ethics มีสาระสำคัญมุ่งเน้นที่คุณลักษณะของตัวบุคคล การตัดสินใจเลือกการกระทำมากกว่าที่จะเน้นเรื่องของความรู้หลักคุณธรรมเพียงอย่างเดียว หมายความว่า การที่บุคคลจะเป็นผู้มีคุณธรรมได้ไม่ได้หมายถึงการที่บุคคลนั้นมีความรู้เรื่องของคุณธรรม เช่น ความกล้าหาญ ความยุติธรรมแล้วประพฤติปฏิบัติตามหลักการนั้นอย่างมั่นคง สำหรับแอเริสทาเทิล แล้ว ถือว่าการที่บุคคลมีความรู้เรื่องความกล้าหาญ ความยุติธรรมแล้วสามารถตัดสินใจเลือกปฏิบัติได้โดยใช้เหตุผลเป็นพื้นฐานอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ เวลา และตัวบุคคล บุคคลเช่นนี้ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีคุณธรรม หรืออาจกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า แอเริสทาเทิลเน้นลักษณะที่แสดงออกถึงคุณธรรมมากกว่าการมีความรู้เรื่องคุณธรรม เพราะบางคนรู้ว่าคุณธรรมคืออะไรแต่ก็อาจไม่ปฏิบัติตามนั้น ตามทรรศนะของแอเริสทาเทิลผู้มีคุณธรรมจะต้องเป็นผู้ที่มีการกระทำที่แสดงออกถึงลักษณะของคุณธรรม เช่น ความกล้าหาญ ความรู้จักประมาณ ความเป็นผู้มีปัญญา ความยุติธรรม อย่างสม่ำเสมอ ความคิดดังกล่าวของแอเริสทาเทิล ได้ชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นของจริยศาสตร์คุณธรรม (Virtue Ethics) ที่เน้นคุณลักษณะนิสัยทางศีลธรรมที่แสดงออกในการดำเนินชีวิตของบุคคล

aristotle
ในหนังสือจริยศาสตร์ดังกล่าว แอเริสทาเทิล ได้อธิบายไว้ว่า คุณธรรมมีสองชนิด คือ คุณธรรมทางปัญญา (intellectual virtue) และคุณธรรมทางศีลธรรม (moral virtue) คุณธรรมทางปัญญาเกิดจากการพัฒนาและการอบรมสั่งสอนซึ่งต้องใช้ประสบการณ์และเวลา ส่วนคุณธรรมทางศีลธรรมเป็นผลจากการประพฤติปฏิบัติ (ซึ่งมาจากคำในภาษากรีกว่า “etos” ที่แปลว่านิสัย) ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่ปรากฏชัดว่า ไม่มีคุณธรรมทางลักษณะนิสัยอันใดที่จะเกิดแก่มนุษย์โดยธรรมชาติ หมายความว่ามนุษย์ไม่ได้เกิดมามีคุณธรรมโดยกำเนิดและไม่มีสิ่งที่เกิดในธรรมชาติอันใดจะก่อให้เกิดลักษณะที่ตรงกันข้ามกับธรรมชาติของสิ่งนั้นได้ ยกตัวอย่างเช่น ก้อนหินที่โยนขึ้นไปในอากาศย่อมตกลงมา ไม่สามารถที่จะทำให้มันลอยขึ้นไปเองได้ ไม่ว่าจะใช้ความพยายามมากเท่าใด ดังนั้น คุณธรรมจะเกิดขึ้นในตัวมนุษย์ได้ก็ไม่ใช่โดยธรรมชาติ แต่ธรรมชาติบางประการในตัวมนุษย์อันได้แก่ปรีชาญาณทำมนุษย์ให้มีความสามารถที่จะมีคุณธรรมนั้นได้ และคุณธรรมทางศีลธรรมเกิดได้ด้วยการประพฤติหรือฝึกปฏิบัติจนเป็นนิสัย เช่นเดียวกับทักษะในการทำสิ่งต่าง ๆ กล่าวคือเราเรียนรู้โดยการกระทำ เช่น เราเป็นนายช่างก็โดยการลงมือฝึกปฏิบัติ เป็นนักเล่นพิณก็โดยการลงมือเล่นพิณ เป็นต้น เช่นเดียวกับการที่เราจะเป็นคนมีความยุติธรรมก็โดยการกระทำอย่างยุติธรรม เป็นผู้กล้าหาญก็โดยการกระทำอย่างกล้าหาญ
จากความคิดเรื่องคุณธรรมตามที่กล่าวมา แอเริสทาเทิล ได้อธิบายเกี่ยวกับคุณธรรมทางศีลธรรมต่อไปว่า คุณธรรมทางศีลธรรมเป็นสภาวะของลักษณะนิสัยที่เกี่ยวข้องกับการเลือก ประสบการณ์จะเป็นตัวแสดงให้เห็นว่า สภาวะลักษณะนิสัยที่ได้ทำให้บุคคลมีความสามารถทำหน้าที่ของแต่ละคนได้อย่างถูกต้องนั้น ต้องขึ้นอยู่กับรู้จักความพอดีระหว่างความมากเกินไปและน้อยเกินไป บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีคุณธรรมทางศีลธรรมมักจะเลือกแสดงออกที่มีความสอดคล้องกับ “วิถีกึ่งกลาง” (golden mean) แอเริสทาเทิล อธิบายว่า วิถีกึ่งกลางไม่ได้เหมือนกันในทุก ๆ คน โดยแอเริสทาเทิลได้กล่าวถึง “วิถีกึ่งกลาง” ไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ได้มีมาตรฐานวัดอย่างตายตัวเป็นอย่างเดียวกันสำหรับทุกคน วิถีกึ่งกลางเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องอยู่กับแต่ละบุคคลเองว่าในสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์นั้น ๆ เขาควรแสดงออกหรือกระทำอย่างไรจึงจะเป็นความพอดีสำหรับตนเอง เช่น อาหารสิบปอนด์อาจมากเกินไปกับการจะกินสำหรับคนบางคนในขณะเดียวกันสองปอนด์ก็ดูจะน้อยเกินไป กรณีเช่นนี้เขาต้องเลือกความพอดีสำหรับตัวเอง ความพอดีสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะเกิดขึ้นได้ บุคคลนั้นต้องใช้เหตุผลหรือปัญญาของตนพิจารณาเลือกด้วยตนเอง
ประเด็นนี้แอเริสทาเทิล ได้กล่าวไปถึงคุณธรรมทางลักษณะนิสัย เพราะคุณธรรมทางลักษณะนิสัยเกี่ยวข้องอยู่กับความรู้สึกและการกระทำและสามารถที่จะพบได้จากความมากเกินไป (exess) น้อยเกินไป (defect) และความพอดี (mean)หรือวิถีกึ่งกลาง ตัวอย่างเช่น ความกลัว (fear) ความมั่นใจ(confidence) ความโกรธ (anger) ความสงสาร (pity) และอารมณ์ทั่ว ๆ ไปเหล่านี้มีมากหรือน้อยได้ แต่ไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้ามีสิ่งเหล่านี้ อย่างเหมาะสมกับเวลา สภาพการณ์ บุคคล และจบลงอย่างถูกต้องในวิถีทางที่ถูกต้องจึงถือได้ว่าเป็นวิถีกึ่งกลางและดีที่สุด และสิ่งนี้ก็คือลักษณะของคุณธรรม ในทำนองเดียวกันความมากเกินไป น้อยเกินไปและความพอดีก็มีอยู่ในการกระทำ คุณธรรมเกี่ยวเนื่องอยู่กับความรู้สึกและการกระทำ ถ้ามากหรือน้อยเกินไปก็จัดได้ว่าผิดเป้าหมาย ในขณะที่ถ้าอยู่ในความพอดีก็จัดได้ว่าถูกต้อง ดังนั้นคุณธรรมก็คือวิถีกึ่งกลาง
แอเริสทาเทิล ได้อธิบายต่อไปว่าบุคคลอาจจะผิดพลาดต่อการมุ่งไปสู่เป้าหมายในหลายๆ วิธี แต่เขาสามารถกระทำถูกต้องต่อสิ่งเหล่านั้นเพียงวิธีเดียว และความมีเหตุผลก็อยู่ในฐานะเป็นสิ่งที่ดี ความมากและน้อยเกินไปเป็นลักษณะของความไม่ดี ขณะที่ความพอดีเป็นลักษณะของคุณธรรม
ดังนั้น คุณธรรมจึงเป็นสภาวะที่เกี่ยวเนื่องอยู่กับการเลือก ซึ่งเกี่ยวเนื่องอยู่ในความพอดีที่สัมพันธ์อยู่กับตัวบุคคลและถูกกำหนดด้วยความมีเหตุผล ซึ่งหมายถึงบุคคลผู้มีปัญญาหรือเหตุผลทางการปฏิบัติจะกำหนดได้ซึ่งเป็นความพอดีระหว่างความสุดโต่งทั้งสองกล่าวคือความมากและน้อยเกินไป ดังนั้นคุณธรรมจึงเป็นความพอดีที่อยู่ในความรู้สึกและการกระทำ

แอเริสทาเทิลกล่าวต่อไปอีกว่า แต่หาใช่ว่าการกระทำหรือความรู้สึกทุกอย่างจะเป็นความพอดี บางอย่างได้ชื่อว่าเป็นลักษณะเลวทางศีลธรรม เช่น ความเคียดแค้น (spite) ความไร้ยางอาย (shamelessness) ความอิจฉาริษยา (envy) เป็นต้น ในกรณีที่บุคคลอยู่ในอารมณ์เช่นนี้เขาไม่สามารถที่จะพบกับความพอดีได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เลวในตัวเองอยู่แล้ว
ในบรรดาลักษณะนิสัยที่มาก น้อยและพอดีทั้งสามนี้ แอเริสทาเทิลกล่าวว่า สองอย่างแรกคือความมากเกินไปและความน้อยเกินไปเป็นความไม่ดี แต่อย่างที่สามคือความพอดีนั้นจัดว่าเป็นคุณธรรม แต่ละอย่างนั้นได้อยู่ในลักษณะที่คอยขัดแย้งกันและกัน ความสุดโต่งก็ขัดแย้งกับวิถีกึ่งกลาง ส่วนวิถีกึ่งกลางก็ขัดแย้งกับความสุดโต่งเช่นกัน ดังนั้นสภาวะอันเป็นวิถีกึ่งกลางก็คือสภาวะที่มากเกินไปสัมพันธ์กับสภาวะที่น้อยเกินไป สิ่งนี้อยู่ทั้งในความรู้สึกและการกระทำ
ด้วยเหตุนั้นแอเริสทาเทิลจึงอธิบายว่าคุณธรรมทางลักษณะนิสัยก็คือการกระทำที่เป็นความพอดีหรืออยู่ในวิถีกึ่งกลาง และอยู่ในความรู้สึกระหว่างความสุดโต่งหรือความไม่ดีทั้งสองคือความมากเกินไปและความน้อยเกินไป อย่างไรก็ตามแอเริสทาเทิลก็ได้กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับบุคคล เรื่องราวเหตุการณ์ เวลาหรือสถานที่อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีเฉพาะ เพราะเหตุที่มันไม่ง่ายที่จะกำหนดว่าบุคคลควรโกรธอย่างไรกับใคร ด้วยเหตุผลเช่นไร ยาวนานแค่ไหน ซึ่งในบางครั้งเราก็ได้สรรเสริญบุคคลที่กำลังโกรธเป็นไฟว่าเขาได้แสดงออกอย่างเหมาะสมตรงกันข้าม ในบางครั้งเราก็ได้ตำหนิคนที่แสดงอาการโกรธน้อยเกินไปด้วยเช่นกันเพราะได้ชื่อว่าไม่แสดงอารมณ์ที่อยู่ในระดับของความถูกต้องเหมาะสม จากสิ่งที่ได้กล่าวมานี้ปรากฏให้เห็นว่าสภาวะกึ่งกลางสามารถค้นพบได้ในทุกกรณี แต่บางครั้งเราก็ต้องเอนเอียงไปหาความมากเกินไปหรือน้อยเกินไปบ้าง เพราะในวิถีทางเช่นนี้เราจะต้องหาความพอดีซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีให้มากที่สุด
ข้ออธิบายข้างต้นทำให้เราพบว่า จริยศาสตร์คุณธรรมของแอเริสทาเทิลไม่ได้เป็นลักษณะคุณธรรมที่ตายตัวเหมือนดังที่นักปรัชญากรีกทั่วไปได้เสนอไว้ แต่เป็นสภาวะที่เกี่ยวเนื่องอยู่กับการเลือกอย่างมีเหตุผลซึ่งเหมาะสมกับการกระทำเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง กล่าวคือ มันเป็นการกระทำที่เหมาะสมกับบุคคล เวลา สถานที่ กล่าวได้ว่า คุณธรรมก็คือสภาวะที่สัมพันธ์กับการกระทำที่ถูกต้องนั่นเอง และการกระทำเช่นนั้นก็อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล หรือปัญญาของแต่ละบุคคลที่จะรู้ว่าเขาควรเลือกที่จะแสดงออกต่อสถานการณ์ที่ขัดแย้งอย่างไร ดังนั้น บุคคลที่มีการเลือกอย่างมีเหตุผลจึงเรียกว่าผู้มีคุณธรรมทางศีลธรรมในทรรศนะของ แอเริสทาเทิล

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018