ravich01
ดร.รวิช ตาแก้ว

การเรียนรู้ปรัชญาเป็นการเรียนรู้ระบบความคิดและความเชื่อของนักปรัชญาที่ได้พยายามคิดค้นระบบความคิดขึ้นเพื่อการสืบค้นหาความจริง ความดีและความงาม ระบบคิดและวิธีคิดที่ถูกคิดขึ้นอย่างเป็นระบบตามแนวคิดและความเชื่อของนักปรัชญาเอง ทำให้เห็นภาพรวมของระบบความคิดในโลกว่า มีลักษณะแตกต่างกันไปตามความเชื่อและระบบคิดของแต่ละกลุ่มนักปรัชญา

เนื้อหาสาระที่ศึกษาค้นคว้าของนักปรัชญา นิยมแบ่งออกเป็นเรื่องสิ่งที่มีอยู่จริง หรือเป็นเรื่องสิ่งที่มีอยู่เฉพาะในความคิด หรือมีอยู่ในภาษาที่ใช้สื่อสาร ทั้งหมดเป็นความจริงที่มีปรากฏอยู่ในสามส่วนคือในความคิด ในภาษาและในโลกที่ปรากฏอยู่ในแต่ละช่วงขณะเวลา จากแนวคิดดังกล่าวทำให้สามารถแบ่งกลุ่มนักปรัชญาออกได้ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มนักปรัชญาที่คิดตามระบบความเชื่อของกลุ่ม กลุ่มนักปรัชญาที่คิดประสานความเชื่อระหว่างกลุ่ม กลุ่มนักปรัชญาที่นำเสนอระบบคิดใหม่ โดยไม่ซ้ำซ้อนกับผู้ใด

  1. กลุ่มนักปรัชญาคิดตามระบบความเชื่อของกลุ่ม เป็นกลุ่มที่นำเสนอระบบความคิดของกลุ่มเองว่าถูกต้องเป็นระบบมากที่สุด ระบบอื่นมีข้อบกพร่อง จึงมุ่งพิสูจน์ความจริง ความดีและความงามตามแนวคิดและความเชื่อของตน อาทิ กลุ่มสสารนิยม และกลุ่มจิตนิยม
  2. กลุ่มนักปรัชญาที่คิดประสานความเชื่อระหว่างกลุ่ม เป็นกลุ่มที่นำเสนอให้นำความคิดที่แตกต่างมาผสมผสานกัน เพราะต่างกลุ่มต่างก็มีเหตุผลและวิธีคิดที่ดีน่าเชื่อถือ จึงได้นำความคิดที่แตกต่างมาผนวกรวมกัน แล้วผูกประสานเป็นแนวความคิดและความเชื่อ อาทิ กลุ่มทวินิยม แนวคิดปรัชญาของคานท์
  3. กลุ่มนักปรัชญานำเสนอระบบคิดใหม่ เป็นกลุ่มที่มองว่าระบบความคิดที่มีอยู่น่าจะมีความบกพร่องเชิงระบบคิด จึงไม่สามารถอธิบายในบางเรื่องได้ จึงนำเสนอวิธีคิดใหม่ อาทิ แนวคิดปรัชญาของไพแธเกอเริส (Pythagoras c. 570 BC – c. 495 BC) ปรัชญาของบาร์กลีย์ (George Berkeley 1685 – 1753) ปรัชญาของเฮเกล (Georg Wilhelm Friedrich Hegel 1770 – 1831) ปรัชญาของโชเพนฮาวเออร์ (Arthur Shopenhauer 1788 – 1860)

อย่างไรก็ตามแนวคิดปรัชญาทั้งสามกลุ่มต่างนำเสนอวิธีการเข้าถึงความจริง ความดี และความงาม เพราะมีความเชื่อว่า การเข้าถึงสาระทั้งสามเรื่องเป็นการเข้าถึงสถานะของสิ่งที่ต้องการรู้ แต่มีกลุ่มที่เสนอความคิดใหม่ว่า ทุกกลุ่มไม่มีทางเข้าถึงความจริง ความดี และความงามได้ สิ่งที่บอกว่าสามารถเข้าถึงได้นั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์ ซึ่งปรากฏการณ์ที่เห็นและรับรู้นั้นก็เป็นเพียงภาพลวงตา ความจริงแท้ของสิ่งนั้นได้ผ่านเลยไปแล้ว ความคิดเช่นนี้ทำให้เกิดการลดทิฐิความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่ในแต่ละคน เพราะสิ่งที่รับรู้นั้นเป็นเพียงสิ่งมายาหรือสิ่งลวงตา

ดังนั้น การเข้าถึงความจริงจึงควรยอมรับได้เพียงครั้งคราวเท่านั้น หากนำมายึดถือไว้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง ถือว่าสิ่งนั้นอาจไม่ใช่ความจริงก็ได้ จึงควรนำความคิดเห็นของตนเองและของผู้อื่นมาหาข้อสรุปร่วมกัน แล้วนำข้อสรุปนั้นมาทำเป็นข้อตกลงเบื้องต้นในการเข้าถึงความจริง ความดี และความงามที่มีอยู่สากลต่อไป แม้ว่าบางกลุ่มอาจมองว่าความเป็นจริงที่เป็นสิ่งสากลนั้นไม่มี เพราะทุกอย่างผันแปรไปตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป จึงไม่มีข้อสรุปเชิงความจริงแท้ที่ชัดเจน ดังนั้นหากต้องการเข้าถึงความจริง ความดี และความงามนั้นควรสะสมความรู้ไปเรื่อย ๆ สักวันหนึ่งจะต้องรู้ได้อย่างแน่นอน แม้ว่าจะมีบางกลุ่มคัดค้านว่า ไม่มีวันรู้จริงได้เพราะไม่มีความจริง ความดี และความงาม ข้อถกเถียงต่าง ๆ ยังคงถกเถียงกันต่อไป เพื่อหาข้อสรุปที่แท้จริง


สรุปเชิงวิจักษ์ได้ว่า ความคิดทางปรัชญาเป็นการสร้างกรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้โดยใช้เหตุผลทางการคิดที่ใช้ข้อมูลจากการรับรู้ในเรื่องความจริง ความดี และความงามที่ปรากฏหรือพบเห็นในแต่ละช่วงเวลา ในระยะแรกมีการสร้างกรอบความคิดว่า หากต้องการศึกษาเรื่องความจริง ความดี และความงาม ควรมองว่าเป็นเรื่องของสิ่งที่มีอยู่จริง หรือเป็นเรื่องของสิ่งที่มีอยู่เฉพาะในความคิด หรือมีอยู่ในภาษาที่ใช้สื่อสาร ซึ่งเป็นความจริงที่มีปรากฏอยู่ในสามส่วน แต่แนวคิดปรัชญาในระยะต่อมามีทรรศนะว่าเรื่องราวทั้งหมดทางปรัชญาเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นตามกรอบความคิดของแต่ละคน ที่ทุกคนบอกว่าเป็นความจริงนั้นเป็นความจริงเฉพาะส่วนของบุคคล ซึ่งรับรู้ได้ตามทักษะความชำนาญของตนเอง สิ่งที่ทุกคนนำมากล่าวจึงเป็นเพียงปรากฏการณ์เฉพาะส่วนของบุคคล ซึ่งไม่ใช่ความจริงสากล เพราะทุกคนไม่สามารถเข้าถึงความจริงสากลได้ ดังนั้นจึงควรร่วมมือกัน เพื่อสรุปความคิดเห็นที่ทุกคนได้รับรู้ไว้เป็นข้อมูลและแสดงความคิดเห็นให้ปรากฏแก่คนอื่นที่ไม่รู้ได้รู้โดยทั่วกัน ทั้งนี้เพื่อสร้างความก้าวหน้าในการเรียนรู้และสร้างสรรค์ความรู้ในโลกต่อไป

อ้างอิง

รวิช ตาแก้ว. (2557). ความดีงาม. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต. กรุงเทพ: มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018