ravich01
ดร.รวิช ตาแก้ว

อรรถปริวรรต คำสันกฤต อรฺถ คำมคธ อตฺถ แปลว่า เนื้อความ รวมกับคำสันสกฤต ปริวรรต และมคธ ปริวัตฺต แปลว่า หมุนเวียน เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนไป แปรไป รวมกันเป็นอรรถปริวรรต จึงแปลได้ว่า การแปรเนื้อหาจากความหมายตามตัวอักษร เป็นความหมายตามความต้องการของผู้ใช้ร่วมกัน

อรรถปริวรรตศาสตร์ (Hermeneutics) คือ วิชาว่าด้วยการตีความหมาย กินความถึงวิธีการ รวมทั้งกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการตีความหมายหรือวิเคราะห์ความหมายของภาษา รากศัทพ์ภาษาอังกฤษมาจากภาษาลาตินว่า hermeneutica ซึ่งต่อมาภาษาต่าง ๆ ในยุโรปก็ดัดแปลงให้เข้ารูปศัพท์ศาสตร์ของตน จึงได้คำ hermeneutics ในภาษาอังกฤษ รูปศัพท์ละตินเดิมมาจากคำกรีก  ซึ่งไม่ได้ใช้ชื่อวิชามาแต่เดิม แต่เป็นศัพท์สามัญแปลว่าคำพยากรณ์ของผู้เข้าถึงสิ่งเหนือธรรมดา ซึ่งมักจะต้องมีผู้รู้ตีความออกมาอีกทีหนึ่ง  เช่น ชาวกรีกโบราณเชื่อว่าบนภูเขาเดลฟาย (Delphi) มีวิธีพยากรณ์ได้แม่นยำมากโดยทำพิธีให้มีพระผู้หญิงสูดควันจากซอกหินเพื่อให้หมดสติและเพ้อออกมา มีพระผู้ชายทำหน้าที่ตีความว่าเทพอพอลโลต้องการตอบคำถามอย่างนั้น ๆ เป็นต้น [2]

 ตีความหมายเพื่อต้องการอะไร การตีความหมายเพื่อต้องการให้รู้ว่า

๑) ตีความคำ เพื่อให้รู้ว่าคำนั้นเกี่ยวกับอะไร เรื่องอะไร(ควรศึกษาจากนิรุกติศาสตร์และภาษาศาสตร์)

๒) ตีความประโยค เพื่อให้รู้ว่าประโยคนั้นมีสถานการณ์อะไร อะไรเกิดขึ้น (เพิ่มด้วยวิชาตรรกวิทยาและปรัชญาภาษาอุดมคติ)

๓) ตีความข้อความ เพื่อให้เข้าใจว่าข้อความนั้นมีคุณค่าทางไหนและอย่างไร (เพิ่มด้วยวิชาสัญศาสตร์)

๔) ตีความเรื่องเล่า (narrative) เพื่อเข้าใจความหมายเบื้องหลังของเรื่องเล่านั้น (เพิ่มด้วยปรัชญาภาษาสามัญ)

๕) ตีความเพื่อขจัดความไม่รู้ ความสงสัย ความระแวงและความเข้าใจผิด จึงควรตีความดีกว่าปล่อยทิ้งไปจนเกิดความเสียหาย (เพิ่มด้วยปรัชญาโลกาภิวัตน์หรือหลังนวยุคนิยมสายกลาง)

๖) เพื่อตอบสนองความอยากรู้ความหมายของมนุษย์  ดังที่แมร์โลปงตี(Merleau-Ponty) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า “คนถูกสาปให้อยากรู้ความหมาย” (Man is condemned to meaning) (เพิ่มด้วยปรัชญาทั่วไป) [3]

การตีความควรตีความหมายเรื่องใดบ้าง

๑) ทุกเรื่องที่ตีความหมายแล้วเกิดประโยชน์หรืออาจป้องกันความเสียหายได้ ย่อมอยู่ในข่ายทั้งสิ้น

๒) การใช้ภาษาทุกครั้งต้องการการตีความหมาย หากกระทำอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ โดยความเคยชิน หรือสัญชาตญาณ

๓) กฎหมายต้องตีความหมาย เพื่อรักษาความยุติธรรมและความเป็นธรรมตลอดจนป้องกันการเอาเปรียบกัน ตามเจตนาของผู้มีอำนาจตรากฎหมาย

๔) วรรณกรรมและศิลปกรรม ต้องการตีความหมายเพื่อประเทืองปัญญาและเสวยอารมณ์

๕) ปรัชญาต้องการตีความหมายเพื่อประเทืองปัญญาและเสวยความประหลาดใจ

๖) ศาสนา ต้องการตีความหมายเพื่อเข้าถึงความลี้ลับที่ผู้ยังเข้าไม่ถึงจะได้เข้าถึงบ้าง

๗) ตีความทุกอย่างที่น่าสนใจ

๘) ตีความทุกสัดส่วนของภาษาต้องการตีความหมาย ภาษาจึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดของการตีความหมายทุกสัดส่วน ซึ่งจะต้องตีความตั้งแต่หน่วยย่อยที่สุดไปหาหน่วยใหญ่ที่สุดดังนี้  หน่วยเสียง(phoneme) หน่วยคำ(morpheme) คำ(word) ประโยค(sentence) ข้อความ(passage) ตัวบท(text) บทภาษา(discourse) ประเด็น (topic) เรื่องเล่า(narrative)

 

บทบาทของอรรถปริวรรตในปรัชญาอาจแบ่งออกได้ ๓ ระยะ คือ

๑) ระยะตัวก่อตัว เริ่มเห็นคุณค่าของวิธีอรรถปริวรรตในการช่วยทำให้ความเข้าใจชัดเจน แต่ยังติดอยู่กับความคิดเป็นระบบแบบเดิม

๒) ระยะพัฒนา ผู้ที่เห็นคุณประโยชน์ของวิธีอรรถปริวรรตพยายามพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น

๓) ระยะเข้าสู่โลกาภิวัตน์ เป็นช่วงเวลาที่มีการใช้อรรถปริวรรตตามที่นักคิดในอดีตได้ช่วยกันพัฒนาเรื่อยมาตามลำดับ ทำเกิดความแตกฉานมากขึ้น พร้อมทั้งวิเคราะห์และวิจารณ์เพื่อพัฒนาวิธีอรรถปริวรรตให้มีประสิทธิภาพยิ่ง ๆ ขึ้นต่อไป

เนื่องจากความคิดทางด้านปรัชญาได้ดำเนินการมาอย่างเป็นระบบ เพื่อการมองหาภาพรวมของความเป็นจริง เพื่อใช้เป็นจุดยืนในการมองโลกและชีวิตในทุกประเด็น โดยถามทุกอย่างที่ถือว่าเป็นความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ที่วิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นความรู้วิทยาศาสตร์ และสถานภาพของวิทยาศาสตร์ด้วย ทั้งถามถึงคุณค่าของทุกอย่างที่มนุษย์สนใจ และสถานภาพของปรัชญาเอง ดังนั้นการมองหาความเป็นจริงที่ผ่านมา แม้ต้องตีความผ่านเรื่องเล่าปรัมปรา ได้มีผู้เสนอวิธีการตีความหมาย ๕ นัย[4] คือ

๑. ตีความตามตัวอักษรหรือโดยพยัญชนะ (Literary Interpretation) คือเข้าใจตามที่ภาษาสื่อตรง ๆ เช่น สุริยเทพแต่งงานกับเจ้าแม่ธรณีเกิดลูกเป็น ฟ้า ลม ส่วนเทพสมุทรและเทพบาดาลเป็นน้องชาย ก็เข้าใจตามนั้นจริง ๆ

๒. ตีความโดยสัญลักษณ์ (Symbolical Interpretation) คือ เข้าใจว่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เรื่องเล่าปรัมปรากล่าวถึงนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์ของความเป็นจริงที่ต้องการสอนเท่านั้น มีนักปราชญ์ที่เข้าใจกฎเกณฑ์และความเป็นไปของธรรมชาติได้มากกว่าระดับไสยศาสตร์ แต่ภาษายังพัมนาไม่ทันความต้องการทางวิชาการ นักปราชญ์เหล่านี้จึงพยายามหาทางออกโดยสอนด้วยสัญลักษณ์ให้เข้าใจว่าในธรรมชาติมีพลังหลายอย่าง ต่างก็มีกฎเกณฑ์ของตน พลังย่อย ๆ บางครั้งก็เสริมกันบางครั้งก็ขัดแย้งกัน อย่างไรก็ตามพลังต่าง ๆ ก็อยู่ร่วมจักรวาลกันได้เพราะมีพลังสุริยะเป็นผู้ประสาน จึงยกให้เป็นเทพบิดรหรือเทวราช  อย่างไรก็ต้องแยกให้ได้ว่าส่วนใดน่าจะเรื่องเล่าปรัมปราแท้ ๆ ส่วนใดเป็นภาษาไสยศาสตร์และภาษาไร้กฎเกณฑ์แทรกเข้ามา

๓. ตีความโดยอรรถ (Idiomatic Interpretation) คือตีความตามสำนวนภาษาที่ใช้ แง่นี้เป็นเรื่องความละเอียดลออที่จะต้องพิจารณาเป็นสำนวน ๆ ไป เพราะเรื่องเล่าทั้งหลายมักใช้สำนวนโวหารเป็นช่วง ๆ เพื่อไม่ให้จืดชืดน่าเบื่อ บางครั้งตั้งใจเปรียบเทียบ บางครั้งก็ตั้งใจพูดให้เกินความจริงแบบมหากาพย์ และบางครั้งตั้งใจบอกตรง ๆ ตามตัวอักษร เป็นต้น

๔. ตีความตามที่พิสูจน์ได้ด้วยเหตุผล (Rational Interpretation) เป็นวิธีที่นักนวยุคนิยมชอบใช้ ทำให้ความหมายถูกตีกรอบอยู่ในระบบที่กำหนดขึ้น ขาดความตล่องตัวอันควร ซึ่งเรื่องนี้นักหลังนวยุควิจารณ์อย่างกว้างขวางทั่วไปอยู่แล้ว

๕. ตีความด้วยวิจารณญาณ (Critical Interpretation) คือต้องฝึกสมองให้มีวิจารณญาณทั้งเชิงวิเคราะห์ ประเมินค่า เปรียบเทียบ แสวงหาสิ่งที่ดีกว่า ประมวลขึ้นเป็นข้อเสนอแนะและชี้แนะสังคม โดยใช้อรรถปริวรรต (hermeneutics) อันทันสมัยเป็นหลัก

[1]  กีรติ  บุญเจือ อรรถปริวรรต คู่เวรคู่กรรมปรัชญาหลังนวยุค, พิมพ์ครั้งที่ ๑ (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๙), หน้า ๑ .

[2]  กีรติ  บุญเจือ. ปรัชญอรรถปริวรรตของมนุษยชาติ(ช่วงพหุนิยม), เล่ม ๖ ในชุดปรัชญาและศาสนาเซนต์จอห์น. พิมพ์ครั้งที่ ๑  (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น, ๒๕๔๖), หน้า ๑ : บรรทัดที่  ๖ – ๑๔.

[3] เล่มเดิม, หน้า ๒๗ – ๒๘.

[4]  กีรติ  บุญเจือ, “ย้อนอ่านปรัชญากังขาของมนุษยชาติ”(ช่วงวิจารณ์ระบบเครือข่าย), เล่ม ๕ ในชุดบรัชญาและศาสนาเซนต์จอห์, หน้า ๗๘- ๗๙.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018