เหตุการณ์ที่สร้างความระทึกใจแก่คนทั้งโลกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการถล่มเมืองฮิโรชิมาด้วยระเบิดปรมาณู เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) ก็คือการที่กำแพงเบอร์ลินถูกเจาะทะลุโดยไม่เสียเลือดเนื้อเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2532 (ค.ศ.1989) คือ 44 ปีต่อมา อันถือได้ว่า เป็นวันสิ้นสุดสงครามเย็นที่สร้างความหวาดผวาแก่คนทั้งโลกที่มีอารมณ์ค้างแขวนอยู่บนเส้นด้ายว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 จะระเบิดขึ้น ณ วินาทีใดก็ได้ เพราะถ้าสงครามดังกล่าวเกิดขึ้นจริงวันนั้นก็จะเป็นจุดจบของมนุษยชาติ เพราะผู้ที่อยู่ในข่ายของความขัดแย้ง รู้สึกมั่นใจว่า ตนจะต้องสูญเสียชีวิตไปพร้อมกับคนดีและสิ่งดีทั้งหลายที่อารยธรรมของมนุษยชาติได้สะสมมา การที่ต้องรอความตายฉับพลันโดยไม่รู้วันและเวลาอย่างนี้ ย่อมสร้างความเครียดแก่คนทั่วโลกไม่มากก็น้อย มีการจัดปาฐกถากันบ่อย ๆ เพื่อเตือนความจาว่าไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ฮันทิงทันกับการอบรมคุณธรรมจริยธรรมแผนใหม่

เมื่อฮันทิงทันกล่าวถึงความหมายของธงกลับหัวแล้ว ก็ได้ทิ้งข้อที่เป็นปริศนาไว้ว่า

ประชาชนในโลกปัจจุบันกาลังพบอัตลักษณ์ใหม่ในอัตลักษณ์เดิมเป็นส่วนมาก พวกเขากำลังเดินภายใต้ธงใหม่ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คือธงเดิม (กลับหัว) เป็นส่วนมาก ธงเหล่านี้แหละที่นาพวกเขาเข้าห้ำหั่นศัตรูใหม่ซึ่งแท้จริงก็คือศัตรูคนเดิมในโฉมหน้าใหม่

(Thomas Huntington, 1996, p. 20.)

 

ข้อความข้างต้นนี้ประกอบกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากกำแพงเบอร์ลินทะลุ ทำให้นักปรัชญาหลังนวยุคประสบโอกาสขยายผลแนวคิดปรัชญาของตน ซึ่งเดิมเป็นข้อคิดกระจัดกระจายกลายเป็นขบวนการที่มีเป้าหมายชัดเจนยิ่ง ๆ ขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะที่เป็นทั้งคำสอนและแนวปฏิบัติในขณะเดียวกันตามรูปแบบของศาสนา แต่เป็นศาสนาที่ไม่กำหนดข้อเชื่อเรื่องโลกหน้า จึงสามารถใช้เป็นฐานเสริมได้สาหรับทุกศาสนาที่ต้องการพัฒนาวิธีการอบรมสั่งสอนศาสนาของตนให้มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่ง ๆ ขึ้น
จากข้อความปริศนาที่อ้างอิงไว้ข้างต้น ชาวหลังนวยุคจึงตีความว่าตามที่แฟรงสิส ฟูกิยามา (Francis Fukiyama) ได้ชี้ช่องให้ว่า “เราน่าจะมาถึงจุดจบของประวัติศาสตร์ตามความหมายเดิมได้แล้ว กล่าวคือ ถึงจุดสุดท้ายของวิวัฒนาการคติการเมือง จัดเป็นประชาธิปไตยเสรีที่ถือได้ว่าเป็นการบริหารประเทศรูปแบบสุดท้ายของมนุษย์” (Francis Fukiyama, p. 4) ซึ่งหมายความตามคติปรัชญาหลังนวยุคว่า คนรุ่นใหม่บางคนเกิดมากับกระบวนทรรศน์ไร้พรมแดน มองอะไรเป็นระดับ

โลกาภิวัตน์ไปหมด คือ เป็นคนของโลก และอยากให้ทุกคนหวังดีต่อกันทั่วโลกเหมือนในครอบครัวเดียวกัน มีปัญหาอะไรตกลงกันเองได้ด้วยจิตสำนึกแห่งคุณธรรมจริยธรรมร่วมของมนุษยชาติ ซึ่งฮันทิงทันเองมิได้ระบุไว้ชัดเจน แต่มีหลายตอนที่ชูนโยบายดังกล่าวไว้เป็นทางแก้ปัญหาของมนุษยชาติ เช่น
แนะนาให้ชาวตะวันตกแสดงตัวเป็นชาวตะวันตกจริง ๆ ไม่พึงพยายามยัดเยียดหรือชักชวนให้เชื่อว่าวัฒนธรรมตะวันตกเป็นวัฒนธรรมสากล เพราะจะทำให้เกิดการต่อต้าน และความขัดแย้งจนถึงสงครามได้

สงครามโลกระหว่างอารยธรรมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ หากผู้นำของโลกยอมรับว่าการเมืองของโลกต้องมีลักษณะเป็นพหุอารยธรรม และช่วยกันป้องกันจุดยืนนี้ไว้

(Thomas Huntington, 1996, p. 21.)

หากรับนโยบายนี้ของฮันทิงทันก็หมายความว่า ฮันทิงทันขอร้องให้ผู้รับผิดชอบการอบรมคุณภาพชีวิตของมนุษย์ รวมทั้งนักการศาสนาของทุกศาสนาที่มีหน้าที่อบรมสั่งสอนธรรมะแก่สมาชิกของศาสนาทุกคน จะต้องตระหนักรู้ให้ชัดเจนว่าตนมีหน้าที่อบรมคุณธรรมจริยธรรมแบบใด ก็ให้มุ่งอบรมสั่งสอนให้ดีที่สุดในทิศทางของตน ไม่ต้องดูแคลนฝ่ายอื่น คือต้องไม่สอนให้เหลื่อมล้ากันและต้องไม่โจมตีกัน เพื่อป้องกันมิให้เกิดความกระทบกระทั่งต่อกัน ครั้นฮันทิงทันได้สาธยายทุกแง่ทุกมุมเพื่อสนับสนุนทางแก้ปัญหาของตนอย่างละเอียดและยืดยาวพอสมควรแล้ว ในที่สุดก็อดสรุปด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ว่า หากได้จัดระเบียบโลกใหม่ (The World New Order) ตามคติพหุอารยธรรมกันอย่างดีแล้วก็เชื่อได้ว่า “สงครามโลกระหว่างขั้วอารยธรรมใหญ่ ๆ ของโลกไม่น่าอย่างยิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ (highly improbable) แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ (but not impossible)” (Thomas Huntington, 1996, p. 312.) แน่นอนข้อแม้หรือข้อยกเว้นที่เปิดเผยในวรรคสุดท้ายนี้ แม้แต่จะมีแค่เสี้ยวของเปอร์เซ็นต์ก็ไม่น่าจะมองข้าม

ทฤษฎีพหุอารยธรรม (Multicivilizational Theory) ของฮันทิงทัน
ฮันทิงทันได้วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบให้เห็นว่า การเมืองของโลกได้พัฒนาตัวเองมาเป็น 3 ขั้นตอน

  1. ขั้นตอนที่ 1 เรียกว่าการเมืองแบบไร้ขั้ว (apolar polities) คือผู้ทรงอธิปไตยของแต่ละกลุ่มชนดำเนินนโยบายอย่างเป็นอิสระต่อกัน หากจะสัมพันธ์กันก็คือรบกัน แพ้คือตายหรือยอมอยู่ใต้บังคับบัญชา ชนะคือขยายอำนาจ มนุษย์ใช้การปกครองไร้ขั้วอย่างนี้มาตั้งแต่เริ่มต้นรวมตัวกันเป็นกลุ่ม และมีหัวหน้ากลุ่มที่ใช้อำนาจเด็ดขาดจนถึงขนาดตั้งนครรัฐได้
  2. ขั้นตอนที่ 2 เรียกว่าการเมืองแบบหลายขั้ว (multipolar polities) ในยุโรปเริ่มในราว ค.ศ.1500 เมื่อเริ่มเกิดชาติรัฐขึ้นมา แต่ละชาติรัฐที่มีอธิปไตยในตัวสามารถจับกลุ่มกันโดยสนธิสัญญาช่วยเหลือกันระหว่างชาติรัฐในฐานะภาคีเสมอกัน ชาติที่เป็นอาณานิคมทุกชนิดไม่ถือว่าเป็นชาติรัฐเพราะไม่มีอธิปไตยในตัว ชาติรัฐที่มีเมืองขึ้นมีจานวนมากกว่า 2 จึงได้ถือว่ามีหลายขั้ว
  3. ขั้นตอนที่ 3 เรียกว่าการเมืองแบบสองขั้ว (bipolar polities) เป็นการเมืองที่เกิดขึ้นจริงในช่วงสงครามเย็น ชาติรัฐจำนวนหนึ่งจับขั้วกันเล่นการเมืองแบบโลกเสรี อีกจำนวนหนึ่งจับขั้วกันเล่นการเมืองแบบโลกคอมมิวนิสต์ ชาติรัฐที่เหลือเรียกว่าโลกที่ 3 ไม่มีขั้ว เพราะไม่มีการเล่นการเมืองระหว่างกัน แต่ทว่าแต่ละประเทศเล่นการเมืองอย่างอิสระ รวมหัวกันเป็นโลกที่ 3 อย่างหลวม ๆ ไม่มีพันธะผูกพัน การเมืองที่เล่นแต่ละแบบมีนโยบายที่แถลงชัดเจน ตามด้วยนโยบายการอบรมคุณภาพชีวิตให้สอดคล้องกับนโยบายที่แถลงไว้ ผลที่ได้คือ ความขัดแย้งโดยจำเป็น ซึ่งผู้รู้พากันเป็นห่วงเพราะเป็นชนวนให้เกิดความเกลียดชังกัน และพร้อมที่ถูกยุให้ทำลายกัน ด้วยคติว่าจงทำลายเขาก่อนที่เขาจะทำลายเรา

ขั้นตอนที่ 4 หลังจากกาแพงเบอร์ลินทะลุ อันมีผลให้สงครามเย็นยุติลงโดยอัตโนมัติ คนจำนวนมากทั่วโลกอยากเห็นโลกและมวลมนุษย์หมดปัญหาขัดแย้งกันเสียที แต่ฮันทิงทันกลับชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่หมดแต่การเมืองกำลังเข้าตอนที่ 4 เรียกว่า การเมืองพหุอารยธรรม (multicilizational polities) โดยที่พลโลกและชาติ (โดยนับอารยธรรมของคนส่วนใหญ่ในชาติเป็นเกณฑ์) จะจับขั้วกันตามอารยธรรมใหญ่ ๆ ของโลกซึ่งฮันทิงทันสันนิษฐานเอาว่าจะมี 9 ขั้วสาคัญคือ

1. ตะวันตก 2. ละตินอเมริกัน 3. แอฟริกัน 4. อิสลาม 5. จีน (ขงจื้อและเล่าจื้อ) 6. ฮินดู 7. ออร์โธดอกซ์ 8. พุทธ 9. ญี่ปุ่น (Thomas Huntington, 1996, p. 21.)
ฮันทิงทันคิดว่าการแบ่งขั้วตามอารยธรรมอันมีศาสนาเป็นแกนนำนี้เป็นไปตามครรลองของมนุษย์อย่างยากที่จะเลี่ยงได้ (ที่แบ่งเป็น 9 ขั้วนั้นเป็นการสันนิษฐานขั้นต้น อาจจะมีมากกว่าหรือน้อยกว่า 9 ก็ได้ ในเมื่อการเมืองพหุอารยธรรมหรือการแบ่งหลายขั้วเป็นสิ่งต้องเกิด ฮันทิงทันจึงเสนอแนะกติกาไว้เพื่อมิให้เกิดสงครามโลกระหว่างขั้ว ดังต่อไปนี้

  1. ให้แยกการทำให้ทันสมัย (modernization) ออกจากการทำให้กลายเป็นตะวันตก (westernization) เพราะความทันสมัยไม่จำเป็นต้องเป็นแบบตะวันตก แต่ละชาติสามารถสร้างความทันสมัยของตนเองได้
  2. การถ่วงดุล (the balance of power) ย่อมเปลี่ยนจุดศูนย์ถ่วงของมันไปตามกลไกของสังคม ไม่จำเป็นต้องอยู่ในภาคตะวันตกเสมอไป
  3. อารยธรรมเป็นคุณค่าตายตัวเปลี่ยนได้ยาก จึงไม่ควรมีความพยายามยัดเยียดอารยธรรมให้แก่กันหรือเปลี่ยนอารยธรรมของกันและกัน
  4. ชาติผู้นำของแต่ละอารยธรรมนอกจากจะต้องร่วมมือกันระวังและแก้ปัญหาความขัดแย้งมิให้ลุกลามแล้ว ยังต้องพยายามสอดส่องดูแลปัญหาของชาติเล็ก ๆ ที่อยู่ตามตะเข็บอารยธรรม เพราะอาจจะบานปลายได้ง่าย ๆ
  5. สหรัฐอเมริกาจะต้องเป็นประเทศนำของอารยธรรมตะวันตกอย่างชัดเจน และต้องแสดงให้ชัดเจนด้วยว่าไม่มีเจตนาที่จะยัดเยียดอารยธรรมตะวันตกให้เป็นอารยธรรมสากล (Thomas Huntington, 1996, p. 20.)

หนังสือ The Clash of Civilization พยายามหาตัวอย่างข้อมูล และการสันนิษฐานตามหลักวิชารัฐศาสตร์ เพื่อจูงใจผู้อ่านให้เข้าใจความหมายของกติกาสันติภาพ 5 ข้อของตน ให้เห็นด้วยและนำไปใช้เป็นแนวทางอบรมคุณภาพชีวิตของคนทั้งโลก โดยหวังว่าจะพบทางหลีกเลี่ยงสงครามโลกอันไม่พึงประสงค์ได้ดีที่สุด

 

อ้างอิง

กีรติ บุญเจือ. (2556).ปัญหาและทางแก้เกี่ยวกับการอบรมคุณธรรมจริยธรรม (รวมศีลธรรม) ในประเทศไทยจากมุมมองของแซมมวล ฮันทิงทัน. รายงานการวิจัย. กรุงเทพ, มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018