anek01
อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

“ทำไมจึงเรียกว่ายุคมืด ก็คงไม่ได้หมายความว่าแสงอาทิตย์มืดมัวลงเป็นแน่ แต่หมายถึงความมืดทางปัญญา”

คำว่ายุคมืดนี้ให้ความหมายครอบคลุมบรรยากาศที่ไม่เอื้อต่อการจุดประกายทางปัญญาใดๆ ในยุคกลาง แม้นับว่าเริ่มจากกรุงโรมถูกปล้นชิงในปี ค.ศ.410 โดยชาวโกธตะวันตกหรือวีเสอโกธ (Visigoth) ซึ่งตั้งถิ่นฐานในดินแดนสเปนปัจจุบัน สภาพแห่งการสงครามแย่งชิงปล้นสดมภ์เกิดขึ้นไปทั่วอาณาจักรโรมัน ประชาชนต่างต้องพึ่งพาตนเอง เกิดการรวมกลุ่มกันตามโบสถ์เพื่อการป้องกันตนเอง ความเป็นห่วงในการเอาชีวิตรอด ทำให้ละเลยต่อวิชาการและความรู้ศิลปวิทยาต่างๆ สมบัติและของมีค่าต่างๆ จึงถูกฝังดินเพื่อการซุกซ่อน สภาพเช่นนี้เกิดต่อเนื่องกันยาวนานจนถึง ค.ศ.800 จึงค่อยเริ่มเข้าสู่การฟื้นฟูศิลปวิทยาการโดยถือกษัตริย์ชาร์ลมาญ (Charlemagne, 742-814)

ยุคมืดที่ผู้คนเพียงแต่ต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดนี้เป็นสภาวะที่แม้แต่ในปัจจุบันเองก็ยังเกิดอยู่ในหลากหลายสถานที่ ในหลายประเทศ เช่น ประเทศกัมพูชา ในยุคเขมรแดง หรือแม้แต่ในยุโรป ประเทศทางตะวันออก เช่น โครโซโว หรือหลายประเทศในทวีปแอฟริกาเองก็ยังมีสภาพดังยุคมืดนี้อยู่ ในขณะเดียวกันนี้ แม้ในประเทศที่สุขสงบที่ถือเป็นอารยะต่างๆ ภาพของความสงบสันตินี้ก็ยังทำให้เกิดบรรยากาศแห่งการดำรงชีวิตที่มีการแข่งขันแย่งชิงกันเพื่อความอยู่รอดอย่างหนึ่งซ่อนอยู่ ผู้คนแสวงหาไขว่คว้าสิ่งต่างๆ เพื่อบำเรอบำรุงตน ไม่แสวงหาปัญญาอันแท้จริงของชีวิต หลงอยู่ในความสุข ในทางตรงกันข้าม ผู้คนอีกส่วนใหญ่ยังต้องทำมาหาเช้ากินค่ำเพื่อให้อยู่รอดไปวันๆ ไม่มีโอกาสและเวลาในการแสวงหาความรู้ต่างๆ เพื่อการพัฒนาตนเอง และยังรู้สึกว่าเพียงแค่นี้ก็ดีพอแล้ว

แม้จะมีองค์ความรู้ ศิลปวิทยาการต่างๆ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้ถูกผู้คนเหล่านี้ศึกษาและนำไปใช้ สภาพความมืดบอดทางปัญญาเฉกเช่นยุคมืดจึงยังคงมีอยู่  ทั้งนี้ วิทยาการตะวันตกกีดกัน  วิทยาการอื่น เช่น ของทางอาหรับ หรือวิทยาการตะวันออก โดยการไม่ให้คุณค่าอย่างเท่าเทียม จนเมื่อเข้าสู่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองนี้เองที่กระแสหลังนวยุคได้เข้ามามีบทบาทต่อแนวคิดและการประสานสัมพันธ์ที่สะดวกขึ้นของประเทศต่างๆ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้และศิลปวิทยาการต่างๆ อย่างแพร่หลาย

สิ่งที่น่าคิดต่อคือ การแก้ไขแห่งความมืดทางปัญญาในสภาวะที่สังคมกำลังตื่นตัวและมุ่งเน้นสังคมปัญญา หรือสังคมแห่งการเรียนรู้นี้ ผู้ที่ยังหลงอยู่วังวนของการต่อสู้ช่วงชิงเพื่อการดำรงชีวิตอย่างไปวันๆ นี้ก็คงจะเป็นผู้แพ้พ่ายในสงครามที่ไร้สภาพเช่นนี้ แต่ความสูญเสียที่แท้จริงของมนุษยชาติคือภูมิปัญญาที่ได้สร้างสรรค์ไว้ต่างๆ กลับถูกละเลยไป โอกาสในการเข้าถึงปัญญาจึงเป็นสิ่งที่ผู้ทรงภูมิปัญญาและมีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองจะต้องสร้างทางที่ง่ายและปลอดภัยแก่คนเหล่านี้

ตัวอย่างสำคัญในยุคกลางที่น่าจะนำมาขบคิด ได้แก่ กษัตริย์มุสลิมแห่งสเปนตั้งพระทัยทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมอย่างจริงจัง ทรงคุ้มครองทุกศาสนา ที่สำคัญคือ อิสลาม ยิว และคริตส์ นี่เป็นหลักการอย่างหนึ่งของชาวมุสลิมเชื้อสายมัวร์ซึ่งยกทัพมาจากดินแดนแอฟริกาเหนือเข้าครอบครองดินแดนฝรั่งเศสทางตอนใต้ครอบคลุมไปจนถึงดินแดนสเปน แม้จะต้องปะทะรบพุ่งกับผู้ปกป้องชาวเผ่าพรังก์ในราวศตวรรษที่ 8 จนถึงยุคของชาร์ลมาญ จึงได้หย่าศึกกัน  หลังจากนั้นเพื่อสร้างความชอบธรรมในการครอบครองดินแดนและการอยู่ร่วมกันภายใต้สภาวะสันติ การเปิดรับผู้รู้ นักปราชญ์จากดินแดนต่างๆ ทำให้อาณาจักรของกษัตริย์ชาวมัวร์เป็นที่พักพิงหลักของนักวิชาการในสมัยนั้น

ตำรับตำราต่างๆ ถูกถ่ายทอด แปลข้ามไปมาระหว่างภาษาสเปนพื้นบ้าน อาหรับ ละติน และกรีก  แต่ผลจากการแบ่งแยกแตกต่างระหว่างชนชาติทำให้เกิดสงครามขึ้นอีกในภายหลัง และเกิดการแย่งชิงภายในของระบบกษัตริย์ชาวมัวร์ ทำให้ต้องพ่ายแพ้ต่ออาณาจักรใกล้เคียงที่เป็นชาวคริตส์ ต้องเสียดินแดนจำนวนมาก และต้องย้ายเมืองหลวงไปยังเมืองกรานาดา (Granada) ผลของความขัดแย้งภายในกันเองทำให้ความเข้มแข็งลดลง จนหลายครั้งต้องดึงอิทธิพลอำนาจของอาณาจักรข้างเคียงมาช่วย และทำให้อำนาจต่อรองลดลงไป สุดท้ายในราวศตวรรษที่ 15 ก็ต้องเสียดินแดนในยุโรปทั้งหมดไป

ภาพแห่งความร่วมมือร่วมใจกันโดยไม่แปลกแยกแตกต่างไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติและศาสนาในยุคนั้นถือเป็นภาพลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ แต่ก็เป็นสภาวะที่แสนสั้นเพียงไม่กี่ร้อยปี  หลังจากนั้นในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติก็มีแต่ การแบ่งแยก แย่งชิง ต่อสู้หักล้างกันไปมาไม่ว่าจะป็นในด้านเชื้อชาติ หรือศาสนาก็ตาม บรรยากาศแห่งการแบ่งปันและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบเกิดขึ้นอย่างแท้จริงอีกครั้งก็เมื่อเข้าสู่สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ

ตำราที่ทรงคุณค่าได้รับการยอมรับและมีการแปลเป็นภาษาต่างๆ เพื่อการเผยแผ่ แม้แต่หนังสือนิยายก็ยังเกิดปรากฎการณ์ครั้งใหญ่ ที่ผู้อ่านในประเทศต่างๆ รอผู้เขียนให้เขียนเสร็จและแปลเป็นภาษาของตน และอุตสาหะมารอเพื่อให้ได้ซื้อหาเป็นคนแรกๆ บรรยากาศแห่งการใฝ่หาความรู้ร่วมกันเช่นนี้ ไม่มีผู้อุปถัมภ์หลัก แต่เป็นการส่งเสริมและผลักดันในเชิงนโยบายทางสังคมของประเทศต่างๆ เอง ทำให้เกิดการยอมรับในระดับกว้าง ไม่หมดสิ้นหรือล่มสลายไปเมื่อผู้อุปถัมภ์หมดไปเช่นในอดีต

การยกระดับสังคมแห่งปัญญาให้สูงขึ้น จะทำให้ความมืดบอดทางปัญญาที่ซ่อนอยู่ในยุคแห่งกระแสปัญญาภิวัฒน์ลดลงไป แต่กระนั้นอย่าได้หลงลืมว่าไม่ว่าจะช่วยเหลือนำทางอย่างไร ก็ย่อมยังมีผู้ที่ไม่สนใจในกระแสแห่งปัญญา ยอมตัวที่จะอยู่ในสภาพที่เป็นอยู่ แต่ในภายภาคหน้าคนรุ่นต่อไปที่ได้รับโอกาสในการศึกษาเรียนรู้ประกายปัญญาต่างๆ ที่พวกเขาต้องการ ความมืดบอดทางปัญญาก็คงจะลดลงไปได้ส่วนหนึ่ง สังคมปัญญาที่แท้จริงยังเป็นภาพฝันที่ทุกฝ่ายต้องตั้งใจร่วมกันและเฝ้ารออย่างมีความหวัง สังคมปัญญาจึงจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

 

อ้างอิง: กีรติ บุญเจือ. (2559). ปรัชญาและจริยศาสตร์ยุคกลาง. กรุงเทพ: มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018