ปรัชญาอินเดียสามารถแยกศึกษาออกได้เป็น 2 ช่วง ได้แก่ ปรัชญาอินเดียโบราณ (Ancient Indian philosophy) คือ ปรัชญาอินเดียในช่วงสมัยอารยันซึ่งมีพื้นฐานอยู่ที่ศาสนา และปรัชญาอินเดียร่วมสมัย (Contemporary Indian philosophy) คือปรัชญาอินเดียในช่วงรอยต่อของสมัยมุสลิมกับสมัยอาณานิคมซึ่งมีแรงจูงใจอยู่ที่สภาพสังคมและการเมืองของอินเดียในขณะนั้น โดยศึกษาได้จากคัมภีร์ทางศาสนาเช่น พระเวท พระไตรปิฎก จากสูตรต่างๆ เช่น โยคะสูตร จากมหากาพย์สำคัญเช่น มหาภารตะ จากงานวรรณกรรมสำคัญเช่น ธรรมศาสตร์ อรรถศาสตร์ กามสูตร อีกทั้งงานเขียนของนักปรัชญาอินเดียร่วมสมัย เช่น คีตาญชลี ของ รพินทรนาถ ฐากูร

           ลักษณะทั่วไปของปรัชญาอินเดีย สำนักปรัชญาหลักของอินเดียมีทั้งหมด 9 สำนัก แต่ละสำนักนั้นมีความคิด เรื่องความจริง โลกและชีวิตแตกต่างกันออกไป แต่ยังมีลักษณะบางประการที่สำนักปรัชญาอินเดียเหล่านี้มีร่วมกัน ในประเด็นต่อไปนี้

1)  ความสำคัญของภาคปฏิบัติ ทุกสำนักมีร่วมกันคือการให้ความสำคัญต่อภาคปฏิบัติ (practical necessity) สาเหตุที่ภาคปฏิบัติมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ก็เพราะปรัชญาอินเดียทุกสำนักพยายามที่จะค้นหาว่าชีวิตควรดำเนินไปอย่างไรไม่ใช่เพียงหาความรู้เพื่อความพึงพอใจ แต่เป็นการแสวงหาหนทางหรือระเบียบของชีวิตที่จะนำไปสู่จุดมุ่งหมายที่สูงสุดของชีวิต     (ปุรุษารถะ)

2)  ทรรศนะที่มองโลกในแง่ร้าย หรือทุนิยม (pessimism) ทุกสำนักของปรัชญาอินเดียมีความเห็นว่าโลกหรือชีวิตนั้นมีความทุกข์ ทรรศนะเช่นนี้มิใช่การมองโลกในแง่ร้ายแต่เป็นการมองโลกตามความเป็นจริง แม้ว่าจะมองโลกและชีวิตเริ่มต้นที่ความทุกข์ แต่ไม่ได้กล่าวว่าชีวิตนั้นจะต้องจบลงด้วยความทุกข์ นักปรัชญาอินเดียพยายามที่จะแสวงหาทางออกจากความทุกข์โศก และไม่มีแนวความคิดที่ว่ามนุษย์ไม่สามารถพ้นจากความทุกข์ได้  ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นทรรศนะที่มองโลกในแง่ดี (optimism) ก็ได้

3)  ความเชื่อเรื่องสังสารวัฏ และกฎแห่งกรรม  นอกจากจารวากที่เป็นพวกวัตถุนิยมแล้ว สำนักปรัชญาอินเดียทุกสำนักมีความเชื่อว่าสังสารวัฎและชีวะหรืออาตมันไม่มีจุดเริ่มต้น (ทฤษฎีอนาทิตาวะ) ไม่มีพระเจ้า (อิศวร) ที่เป็นจุดเริ่มต้น (abinitio) ของเอกภพหรือสังสารวัฏ  และความเชื่อเรื่องพระเป็นเจ้า ยังมีปรากฏอยู่ในปรัชญาอินเดียหลายสำนัก

4)   ทรรศนะเรื่องเป้าหมายของชีวิต (ปุรุษารถะ) เนื่องจากปรัชญาอินเดียมุ่งเน้นการปฏิบัติเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นเป้าหมายของชีวิตโดยทั่วไปจึงหมายถึง บางสิ่งที่มนุษย์พยายามที่จะปฏิบัติ แสวงหาเพื่อให้ได้มาหรือพยายามที่จะบรรลุถึง ซึ่งเป็นคุณค่าที่มนุษย์ยึดมั่น สามารถกล่าวได้ว่าทรรศนะเรื่องเป้าหมายของชีวิตหรือปุรุษารถะนี้ถือเป็นทฤษฎีคุณค่าในปรัชญาอินเดียมี 4 ประการ คือ อรรถะ กามะ ธรรมะ และโมกษะ

       อรรถะ หมายถึง ความร่ำรวย หรือความสมบูรณ์พร้อมไปด้วยทรัพย์สมบัติ หรือความมั่งคั่งทางวัตถุ (ในความหมายกว้างอาจขยายความถึงความรู้ด้วยก็ได้)

       กามะ ตามตัวอักษรหมายถึงความปรารถนา (desire) ในปุรุษารถะนี้จะหมายถึง ความเพลิดเพลินทางประสาทสัมผัส หรือความพึงพอใจที่เกิดจากการได้สนองตอบความต้องการหรือแรงปรารถนา

       ธรรมะ หมายถึง การถึงพร้อมด้วยคุณธรรม ความดี

       โมกษะ หมายถึง การหลุดพ้นที่เป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมัน หรือการหลุดพ้นจากความทุกข์หรือสังสารวัฏโดยสิ้นเชิง

ปรัชญาอินเดีย แบ่งออกได้ 2 กลุ่มใหญ่ คือ

1)  อาสติกะ (Orthodox systems) คือ ปรัชญาฝ่ายฮินดู 6 สำนักหรือที่เรียกว่า สัฑทรรศนะ อันได้แก่ นยายะ ไวเศษิกะ สางขยะ โยคะ มีมามสาและเวทานตะ ปรัชญาที่ทั้ง 6 ระบบเสนอแนวคิดที่อ้างถึงคำสอนในพระเวทมากน้อยแตกต่างกันออกไป

                       สำนักนยายะ ให้ความสำคัญกับเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ (ประมาณะ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรรกวิทยา  มี นยายะสูตร ท่านเคาตมะผู้ก่อตั้งสำนักเป็นผู้รจนา

                       สำนักไวเศษิกะ วิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ และเสนอทฤษฎีพหุนิยม (ปทารถะ)  มี ไวเศษิกสูตร ท่านกณาทะ ผู้ก่อตั้งสำนักเป็นผู้รจนา

                       สำนักสางขยะ เป็นทวินิยมที่พยายามอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวตนของมนุษย์ (ปุรุษะ) กับโลกภายนอก (ประกฤติ) และอธิบายวิวัฒนาการของโลก  มี สางขยสูตร ท่าน     กปิละ ผู้ก่อตั้งสำนักเป็นผู้รจนา (แต่สูญหายไปแล้ว มีตำราสำคัญที่ก่าแก่ที่สุดของสำนักนี้ คือ สางขยการิกา ท่านอีศวรกฤษณะเป็นผู้รจนา)

                       สำนักโยคะ วิเคราะห์ธรรมชาติของมนุษย์และอธิบายวิถีทางในการเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์  มีโยคะสูตร ท่านปตัญชลีเป็นผู้รจนา

                       สำนักมีนามสา เป็นสำนักที่อธิบายความและให้ความสนใจในพระเวท ทั้งพยายามนำเสนอและพิสูจน์ความจริงในพระเวท  มี มีมามสาสูตร ท่านไชมิมนิเป็นผู้รจนา

                       สำนักเวทานตะ ให้ความสำคัญกับอุปนิษัทโดยการอธิบายและแสดงความสมเหตุสมผลของคำสอนในอุปนิษัท มี พรหมสูตร หรือเวทานตะสูตร ท่านพารายณะเป็นผู้รจนา

2)  นาสติกะ (unorthodox systems) เป็นกลุ่มที่ไม่เชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ ที่จารึกไว้ในคัมภีร์พระเวทนั้นเป็นความจริงและเป็นที่สุดโดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์หรือท้าทาย จึงไม่มีสำนักปรัชญาใดที่อ้างถึงคัมภีร์พระเวท ได้แก่ พุทธ เชนและจารวาก

                       สำนักจารวาก ถือเป็นปรัชญาสำนักเดียวที่มีความแตกต่างจากปรัชญาอินเดียสำนักอื่นอย่างชัดเจนคือมีลักษณะเป็นวัตถุนิยม

                       ปรัชญาเชน พยายามแสดงถึงหนทางในการหลุดพ้นจากพันธะแห่งกรรมโดยให้ความสำคัญกับหลักอหิงสาคือการไม่เบียดเบียน

ปรัชญาพุทธ ใช้การวิเคราะห์ธรรมชาติของจิต โดยใช้ธรรมชาติของความทุกข์และแนวทางในการหลุดพ้นจากความทุกข์ เป็นตัวอย่างในการปฏิบัติ

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018