หากยอมรับว่า มนุษย์มีองค์ประกอบพื้นฐาน 2 ส่วน คือ กายและจิต ความสุขแท้ตามความเป็นจริงของมนุษย์มีทรรศนะที่แตกต่างกัน  สำหรับบริบทวัฒนธรรมไทย ความดีงามที่ให้ความสุขแก่ชีวิต ในทรรศนะของพระพุทธศาสนา ความสุขหรือประโยชน์ในการกระทำความดี มี 3 ประการ คือ ประโยชน์ขั้นตาเห็น ประโยชน์ขั้นเลยตาเห็น และประโยชน์ขั้นจุดหมายสูงสุด

ความสุขแท้ตามความเป็นจริงของวัฒนธรรมไทยตามแนวคิดพระพุทธศาสนา จึงมี 3 ระดับ ความสุขระดับแรก คือ ความสุขขั้นตาเห็น เป็นความสุขที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้สายตา กล่าวคือเมื่อประกอบคุณงามความดีทำให้จิตใจของผู้ที่กระทำความดีมีความสุขที่เห็นได้จากผิวพรรณผ่องใส มีจิตใจร่าเริง ผลของการประพฤติดีจึงทำให้จิตใจและร่างกายงดงาม ซึ่งเห็นได้ด้วยสายตาของคนทั่วไป เป็นความสุขที่เห็นได้

ความสุขระดับที่ 2 ความสุขขั้นเลยตาเห็น เป็นความสุขที่เกิดขึ้นแก่จิตใจของผู้ปฏิบัติ ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา แต่ผู้ปฏิบัติรับรู้ได้และรู้ว่าเป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ความสุขขั้นเลยตาเห็นนี้หากเชื่อว่า จิตวิญญาณนี้ไม่สูญสิ้นเมื่อจิตวิญญาณละออกจากร่างกาย ความสุขที่ได้รับจากการประพฤติดีก็จะได้รับในภพที่ขั้นเลยตาเห็น

ความสุขระดับที่ 3 ความสุขขั้นจุดหมายสูงสุด เป็นความสุขที่เกิดขึ้นแก่จิตใจของผู้ปฏิบัติที่สามารถเข้าถึงจุดหมายสูงสุด กล่าวคือถึงขั้นพระนิพพาน  ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา แต่ผู้ปฏิบัติรับรู้ได้และรู้ว่าเป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติเป็นความสุขที่เกิดขึ้น ความสุขขั้นเลยตาเห็นที่เป็นจุดหมายสูงสุดนี้หากเชื่อว่า จิตวิญญาณนี้ไม่สูญสิ้นเมื่อจิตวิญญาณละออกจากร่างกาย จิตวิญญาณนั้นสามารถละได้จากการเสพความสุขทางโลก และจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเวียนว่ายตายเกิดโลกในขั้นโลกียะอีกต่อไป ซึ่งเป็นความสุขขั้นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา

ในทรรศนะของปรัชญา แต่ละกลุ่มมีความเชื่อที่เกี่ยวกับความสุขในทรรศนะที่แตกต่างกัน (ดู บทที่ 2 หน้า 93 – 96) ความสุขในทรรศนะของบริบทวัฒนธรรมไทยสอดคล้องกับความสุขของกลุ่มหาความรู้ ซึ่งยอมรับว่า คุณธรรมคือความรู้ และความรู้คือความสุข ซึ่งกีรติ บุญเจือ (2557: 9) อ้างถึงแอร์เริสทาทเทิลที่ได้เรื่องความสุขไว้ว่า

“…แอร์เริสทาทเทิลได้นิยาม ความสุขแท้ไว้ว่า เป็นกิจกรรมของจิตวิญญาณตามคุณธรรม (activity of the soul in accordance with virtue) และได้ชี้แจงว่า ถ้าความสุขเป็นกัมมันตภาพ (activity) ของจิตวิญญาณตามคุณธรรม ซึ่งตามเหตุผลก็ควรเป็นกัมมันตภาพตามคุณธรรมสูงสุด (highest virtue) และนั่นก็คือสิ่งดีสูงสุด (best thing) ในตัวเรา ไม่ว่ามันจะได้แก่การใช้เหตุผลหรือสิ่งอื่นใดในธาตุนี้ (in this element) ที่ถือกันว่าโดยธรรมชาติเป็นบรรทัดฐานหรือแนวปฏิบัติของเรา และอาจจะคิดให้สูงขึ้นไปโดยถามว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเป็นส่วนศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในตัวเรา และถ้าได้ทำกิจกรรมหรือแสดงกัมมันตภาพตรงตามคุณธรรมที่เหมาะสมก็ถือว่าได้ว่าเป็นความสุขที่สมบูรณ์แบบ”

นอกจากนั้น กีรติ บุญเจือ (2557: 12) ยังได้อ้างถึงแอร์เริสทาทเทิลได้กล่าวถึงปัญญาไว้ว่า

“…ปัญญาในสภาพบริสุทธ์ (katharos nous) มีสภาพเหมือนสสารบริสุทธิ์และมีคุณสมบัติคงตัวนิรันดร เพราะเป็นส่วนหนึ่งของ The Unmoved Mover หรือ The First Mover (องค์ปฐมกร) ซึ่งอยู่นอกบรรยากาศของโลก ปัญญามนุษย์คือส่วนหนึ่งของปัญญาบริสุทธิ์ที่มาอยู่ในสภาพถูกจำกัดด้วยร่างกายที่เป็นสสาร ส่วนเชื่อมประสานระหว่างกายกับปัญญา คือจิตและชีวิต อันเป็นผลพวงที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เมื่อปัญญามาเป็นแบบของกายมนุษย์ จิตและชีวิตจึงเป็นสิ่งชั่วคราวและเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมจนกว่าปัญญาจะออกจากร่าง จิตและชีวิตก็หมดภาระดับสูญไป ปัญญาของมนุษย์จึงเป็นความจริงอันติมะอีกอย่างหนึ่ง และนี่คือเหตุผลอิบายว่า ปัญญาของมนุษย์เป็นอมตะ เรียกว่า จิตวิญญาณ (soul) เฉพาะขณะอยู่ในร่างกายเท่านั้น ออกจากร่างกายไปก็หมดสภาพเป็นจิตวิญญาณกลายเป็นปัญญาบริสุทธิ์”

ดังนั้น ทรรศนะเรื่องความสุขแท้ตามความเป็นจริง ในทรรศนะตามบริบทวัฒนธรรมไทยที่ใช้คำว่า “ดีงาม” เป็นเกณฑ์การตัดสินเรื่องความสุขแท้ตามความเป็นจริงจึงเป็นแนวทางเดียวกับในทรรศนะของนักปรัชญากลุ่มมีความเชื่อว่าความรู้คือความสุข เพราะดีงามเป็นความรู้ที่เกี่ยวข้องความดีและความงามที่ต้องควบคู่กันเสมอ ซึ่งขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้

 

 

 

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018