อ.ดร.ตรี บุญเจือ :

กระแสโลกาภิวัตน์มีขอบเขตของความหมายที่กว้างขวางและครอบคลุมทุกมิติอันเกิดจากขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กฎหมาย เทคโนโลยี รวมทั้งการสื่อสารและข้อมูลข่าวสาร การปฏิวัติทางเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้มีการเชื่อมโยง สื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว โลกถูกเชื่อมด้วยข้อมูลข่าวสารและมักเป็นข้อมูลข่าวสารฝ่ายเดียวจากโลกตะวันตก หรือจากประเทศซึ่งมีอำนาจเศรษฐกิจและการทหารที่เหนือกว่า โดยการครอบงำและสร้างกระแสข่าวตามที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเมืองและเศรษฐกิจของตะวันตก เป็นการครอบงำทางข่าวสาร และวัฒนธรรมซึ่งมีผลต่อความเชื่อของมนุษย์ในการที่จะต้องบริโภคข่าวสาร เพื่อตอบสนองต่อระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่ส่งเสริมให้เกิดการบริโภคสินค้าและบริการ รวมถึงการครอบงำทางวัฒนธรรม ที่สร้างความเชื่อว่าการบริโภคนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

แต่ไม่ใช่ทุกประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัตน์ดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศที่มีศักยภาพไม่ทัดเทียมกับประเทศมหาอำนาจ ก็จะไม่สามารถนำตัวเองให้สามารถได้เปรียบในระบบเศรษฐกิจโลกได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศที่ยากจนก็จะมีความยากจนเพิ่มมากขึ้น ระดับการศึกษาก็พัฒนาขึ้นก็น้อยกว่ามากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีอำนาจด้านการศึกษาในระบบเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์ นอกจากนี้ โลกาภิวัตน์ยังเปรียบเสมือนพลังผลักดันไปสู่ความ หรูหรารุ่งเรืองและให้ประเทศที่ยากจนกว่า (Poorer Countries) พยายามก้าวทันไปกับเศรษฐกิจโลกโดยที่ตัวเองยังไม่พร้อม ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศกำลังพัฒนาโดยทั่วไปมองโลกาภิวัตน์ว่าเป็นเสมือนสิ่งที่จำเป็นในการ ปฏิรูประบบเศรษฐกิจ และปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือในระดับประเทศ โลกาภิวัตน์จะทำให้ส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อคนชั้นทำงานในเรื่อง สวัสดิการสังคม และอาจก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคในสังคม ซึ่งมิติต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้เกิดในระบบเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ปรากฏเด่นชัดในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้วย แม้ว่าจะเรียกว่ามีข้อมูลข่าวสารที่ “ลอย” กระจายอยู่ทั่วไปให้ได้เลือกหาบนทางด่วนของข้อมูลข่าวสาร (Information Superhighway) ก็ตาม

แม้จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ก็ยังมีกระแสความหลั่งไหลของข้อมูลข่าวสารจากประเทศที่มีอำนาจเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา ที่เป็นประเทศหลักในการผลักดันกระแสโลกาภิวัตน์โลก และความเชื่อมโยงกันระหว่างประเทศในระบบกลุ่มประเทศ ซึ่งเห็นได้ชัดถึงนโยบายในมิติของการอนุรักษ์นิยมและความรักชาติ รวมถึง การสร้างความตระหนักของประชาชนในการใช้สินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศ

ผลกระทบของกระแสโลกาภิวัตน์ที่มีต่อการโลก ดังนี้

๑. การครอบงำโลกทางวัฒนธรรม เนื่องจากระบบสื่อสารไร้พรมแดนทำให้เกิดการครอบงำโลกทางวัฒนธรรม อิทธิพลของวัฒนธรรม และอำนาจของเศรษฐกิจจากประเทศที่พัฒนาแล้วได้ไหลบ่าเข้าสู่ประเทศอื่นอย่าง รุนแรง ก่อให้เกิดกระแสวัฒนธรรมโลก (Neo-Westernization) ครอบงำทางด้านความคิด การมองโลก การแต่งกาย การบริโภคสิ่งเหล่านี้เข้าครอบคลุมเหนือวัฒนธรรมของประชาคมทั่วโลก ทำให้เกิดระบบผูกขาดวัฒนธรรมไร้พรมแดน

๒. การเกิดหมู่บ้านโลก (Global Village) จากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม ทำให้สังคมโลกไร้พรมแดน โลกทั้งโลกเป็นเสมือนหมู่บ้านเดียวกัน สมาชิกของหมู่บ้านคนใดทำอะไร ก็สามารถรับรู้ได้ทั่วกันทั่วโลก เมื่อมาอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน สิ่งใดที่กระทบประเทศหนึ่งก็ย่อมกระทบไปถึงประเทศอื่นๆ ไปด้วย อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในส่วนใดส่วนหนึ่งของโลก สามารถรับรู้ได้อย่างฉับพลัน

๓. การแสวงหากำไรแบบใหม่ การสื่อสารที่รวดเร็วทำให้เกิดสภาวการณ์ไร้พรมแดนของเงินตรา ซึ่งสามารถไหลไปกระจุกตัวทุกหนทุกแห่งในโลกได้ ทุกครั้งที่เกิดการไหลเข้าของทุนมหาศาลจากทั่วโลกไปกระจุกตัวอยู่ที่ประเทศ ใดประเทศหนึ่ง ก็จะก่อให้เกิดการพองตัวของทุนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการแสวงหากำไรแบบใหม่ขึ้น

๔. การเกิดสังคมความรู้ยุคข่าวสารข้อมูล การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถถ่ายทอดข่าวสาร ความรู้ ข้อมูล โดยผ่านอีเมล์ อินเตอร์เน็ต และเวิร์ล วายด์ เวป ข่าวสารความรู้ข้อมูล จึงเข้าถึงประชาชนได้ง่ายดายและเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดการพัฒนาภูมิปัญญาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การกระจายความรู้ การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศจะช่วยให้ประชาชนมีโอกาสรับรู้และเรียนรู้มากขึ้น สังคมโลกกลายเป็นสังคมบนฐานความรู้ (Knowledge based society)

นอกจากนี้ แต่ละประเทศก็ให้ความสำคัญกับความหลากหลาย และสิทธิของมนุษย์ โดยมีการศึกษาในเรื่องดังกล่าวอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะด้านสิทธิสตรี ซึ่งเห็นว่า สิทธิความเป็นคนของผู้หญิงเป็นสิทธิมนุษยชนบนฐานคิดเรื่องความแตกต่างระหว่างเพศ     โดย “ภาวะความเป็นหญิง” ทั้งในด้านชีวภาพ และทางด้านสังคม ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้หญิงในหลากหลายแง่มุมที่นำไปสู่การเลือกปฏิบัติ การเอารัดเอาเปรียบ การกระทำความรุนแรง และการละเมิดความเป็นมนุษย์ และเชื่อว่าสตรี ก็มีสิทธิความเป็นมนุษย์ไม่แตกต่างจากบุรุษ มีสิทธิที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เริ่มตั้งแต่สิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ โดยที่ไม่มีใครจะมีอำนาจเหนือมาทำลายชีวิตเราได้ สิทธิบนเนื้อตัวเราเอง สิทธิในการพูด สิทธิในการเดินทาง สิทธิในการรับบริการจากรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การรักษาพยาบาล และอื่นๆ โดยต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตว่าจะไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ซึ่งเป็น “สิทธิสตรี” อย่างแท้จริง ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ สร้างความตระหนักในเรื่องของความเท่าเทียมกันของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากขึ้น

 

 

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018