อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

Name-Label

ชื่อเป็นการจำแนกชั้นและประเภทของสิ่งต่างๆ ที่เรารู้จักตามบริบทของภาษา การเปลี่ยนชื่อของสิ่งใดย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะของสิ่งนั้นไปด้วย

ในภาษาต่างๆ จะมีคำสำคัญอยู่สองอย่าง คือ คำเรียกชื่อ กับ คำที่แสดงกิริยา ถ้าไม่มีชื่อก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร  สิ่งต่างๆ เหล่านี้บ่งบอกว่ามีความซับซ้อนในความคิดเรื่องชื่อของมนุษย์รวมถึงคนไทยด้วย

มนุษย์ในกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ อาจมีชื่ออย่างง่ายเพื่อเรียกหากัน เนื่องจากภาษายังไม่ก้าวหน้า แต่ชื่อนั้นล้วนเป็นตัวแทนของคนๆ นั้น ต่อมาเมื่อภาษาพัฒนาขึ้น คติความเชื่อต่อภาษาก็พัฒนา ภาษาไม่ได้เป็นแค่สัญลักษณ์ แต่ตัวอักษรยังมีความผูกพันกับความเป็นจริงและสิ่งที่จับต้องไม่ได้ การตั้งชื่อคนก็มีผลกระทบกับความเป็นจริง ซึ่งเป็นความเชื่อที่มีมาตั้งแต่สมัยพระเวท เชื่อร่วมกันว่าตอนอ่านคำออกมา เป็นเสียง คือ “มันตระ”  เป็นเสียงที่ไม่ใช่แค่เป็นสัญลักษณ์ แต่ยังเชื่อมโยงกับสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น ความต้องการ ความปรารถนา ความสำเร็จ การตั้งชื่อของมนุษย์ในกระบวนทรรศน์โบราณจึงมีกฎมีเกณฑ์จำนวนมากมากำกับ ตำราโหราศาสตร์ทั้งหลายจึงมีหมวดความรู้ที่ระบุไว้ว่า ชื่อใดจะเป็นอย่างไร การตั้งชื่อจึงต้องให้สอดคล้องกับชะตาราศี

ชื่อที่แท้จริง (true name) คือชื่อของสิ่งต่างๆ ที่แสดงออกมาหรือการแสดงอัตลักษณ์ที่เป็นธรรมชาติแท้ของสิ่งนั้น ชื่อที่แท้จริงถือเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ เป็นคำมงคล คำในคาถา และเป็นคำที่ลี้ลับ ในศาสนาพราหมณ์เชื่อว่า  คำอันเป็นมงคลส่งผลเป็นรูปธรรมได้ ในคติอารยันโบราณรวมไปถึงเปอร์เซียและยุโรป ชื่อจะเป็นตัวแทนของบุคคลและแสดงการสืบเชื้อสาย ชื่อจึงมักต่อท้ายว่าเป็นบุตรของใคร มาจากเมืองไหน และมักมีการนำชื่อของบรรพชนกลับมาใช้ซ้ำ ในทางเซลติก สรรพสิ่งมีชื่อที่แท้จริงของตนเองและจะต้องเก็บชื่อจริงไว้เป็นความลับ หากผู้อื่นรู้ชื่อจริงของเราก็ย่อมใช้คาถาสั่งการเราได้ ชื่อที่ใช้เรียกกันจึงไม่ใช่ชื่อจริง

ในกระบวนทรรศน์ยุคกลาง มนุษย์เชื่อว่า ชื่อเป็นสิ่งที่กำหนดลักษณะหรืออัตลักษณ์ของบุคคล ชื่อเป็นส่วนที่เชื่อมโยงบุคคลไว้กับจิตวิญญาณ ร่างกายและบุคลิกภาพ  การตั้งชื่อของคนไทยเกี่ยวข้องกับคติความเชื่อมี 3 หลักใหญ่ๆ คือ ความเชื่อตามคติพุทธ พราหมณ์ และคติท้องถิ่น ทั้งนี้ก็เพราะเชื่อกันว่า ชื่อมีอิทธิพลต่อทั้งตัวเองและสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ชื่อจึงมีอิทธิพลในตัวของมันเอง

ชื่อบุคคลไม่เพียงระบุคุณสมบัติประจำตัว แต่ยังบ่งบอกบริบทด้านสังคมและศาสนา และระบุลักษณะเฉพาะที่ผู้ตั้งชื่อปรารถนาให้เจ้าของชื่อพึงมี  ในการคัดเลือกขุนนางสมัยก่อนก็ต้องเลือกจากชื่อ และเมื่อมีความดีความชอบก็จะมีการประทานชื่อใหม่ให้ ทางจีนเรียกว่า ชื่อรอง ทางไทยก็จะเป็นราชทินนาม เช่น ผู้ที่จะเป็นแม่ทัพต้องใช้ชื่อตัวอักษรอย่างไร ข้าราชการในราชสำนักก็ต้องตั้งชื่อให้สัมพันธ์กับงานที่ตัวเองทำ

ในกระบวนทรรศน์สมัยใหม่ มนุษย์ย้อนกลับมาหาชื่อเรียบง่าย ด้วยมองว่าความน้อยดีกว่าความมาก ชื่อที่ยาวและแปลกเป็นเพียงความรุ่มรวยทางภาษาของยุคเก่า ในยุคนี้ชื่อจึงมักใช้ภาษาสามัญและตั้งให้เรียกง่าย

ในกระบวนทรรศน์หลังสมัยใหม่ หรือยุคปัจจุบัน ชื่อกลับมามีความสำคัญ การตั้งชื่อเป็นเรื่องสำคัญ คนไทยมีชื่อทั้งชื่อจริงและชื่อเล่น ชื่อจริงจะมีการหาชื่อมงคลให้เหมาะสมตามศาสตร์ และมีค่านิยมล่าสุด คือการเปลี่ยนชื่อ รวมไปถึงการเปลี่ยนนามสกุล ซึ่งพบได้น้อยในคตินิยมของชาติภาษาอื่น การตั้งชื่อส่วนใหญ่จะคำนึงถึงตัวอักษรของชื่อ ความหมายของชื่อ และผลของชื่อต่อชะตาชีวิต

ดังนั้น การใช้ชื่อ การตั้งชื่อ จึงขึ้นกับกระบวนทรรศน์ของบุคคล ของสังคม ที่มีร่วมกัน และแปลกแตกต่างกันไป ที่สำคัญคือ ชื่อมีหน้าที่ของชื่อ เมื่อชื่อทำหน้าที่ของมันแล้ว มนุษย์ก็ย่อมต้องรับผลผลิตที่ชื่อได้ก่อให้เกิดขึ้นไว้ ดังคติพุทธศาสนา เห็นว่า ชื่อเป็นเพียงตัวแทน จะชื่ออะไรก็ได้ เพราะไม่ว่าชื่ออะไร จะดีเพียงใด ก็ยังเกิด แก่ เจ็บ ตาย โชคดีและโชคร้ายได้ เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับการกระทำอันเป็นกรรมของบุคคลนั้น

 

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018