อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

From tradition to modern and now postmodern buddhism

ในปี 2008  ศาสตราจารย์ด้านศาสนศึกษา David McMahan ได้ชี้กรณีศึกษาผ่านหนังสือ The Making of Buddhist Modernism “การสร้างของพุทธนวยุค” ว่ามีการแปลงทางเชื้อสาย ในทางตะวันตกให้ห่างออกจากพุทธศาสนาเอเชียแบบดั้งเดิม และสร้างรูปแบบที่ใหม่และทันสมัยแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน พุทธนวยุคได้ทำการบูรณาการจิตวิทยาเข้ามาในศาสนาพุทธเพื่ออธิบายจิต
แต่ก็มีสิ่งที่ชี้อย่างชัดเจนว่าการแปลงเชื้อสายเหล่านี้ได้ผ่านเกินยุคสมัยใหม่ โดยการพัฒนานี้ได้ถูกเรียงร้อยโดย Dr. Ann Gleig ผู้เขียน American Dharma: Buddhism Beyond Modernity “ธรรมะแบบอเมริกัน: พุทธศาสนาล้ำหน้านวยุค” โดยได้เสนอการคิดเชิงวิชาการว่า ในทางชาติพันธุ์วิทยาและการวิจัยเชิงบริบท พบว่า มีผลกระทบของภาวะความเป็นหลังนวยุค (postmodernity) ต่อพื้นฐานหลักสมาธิที่แตกต่างกันไปตามกลุ่มชนชาวพุทธ


Gleig เชื่อตาม McMahan ที่ว่า มีการแปลงไปตามเชื้อสายของคนขาว รวมทั้งกลุ่ม American Zen traditions, Insight communities, และกลุ่ม secular Buddhists ที่ได้รับอิทธิพลจากนวยุคและหลังนวยุค การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถเห็นได้ในเป็นแนวโน้มของกลุ่มที่โน้มไปสู่การเป็นฆราวาสวิสัย  ประชาธิปไตยและเสรีนิยมมากขึ้น
Gleig ใช้หลังนวยุคในนิยามกว้างๆ ว่าเป็นเรื่องของสังคมวัฒนธรรมที่มีความต่อเนื่องจากความเป็นนวยุคผ่านการวิพากษ์และการแก้ไขให้เหมาะสม

1.การเปลี่ยนจากวัฒนธรรมนวยุคไปสู่หลังนวยุคที่เกิดขึ้นในผู้ปฏิบัติธรรมชาวอเมริกันในสังคมชาวพุทธ นั้นเกิดจากความต่อเนื่องของนวยุค กระแสการฝึกสติแบบฆราวาสวิสัย “secular mindfulness movement” เป็นตัวอย่างที่เติบโตใน Insight community ซึ่งได้แสดงรูปแบบของพุทธนวยุคที่ชัดเจนโดยการทิ้งสัญญะทางพุทธทั้งหมด ในเชิงวิพากษ์ พบว่ามี 2 ประเภท ประเภทแรก นักปฏิบัติธรรมแบบดั้งเดิมหรือพวกสายคัมภีร์จะเปรียบเทียบการฝึกสติแบบฆราวาสวิสัยกับการมีสัมมาสติจากคัมภีร์บาลีที่เน้นการอยู่กับปัจจุบันขณะซึ่งเป็นคำนิยามสำคัญของการฝึกสติ และอีกกลุ่มก็จะใช้พื้นฐานทางสังคมวัฒนธรรม เช่น การฝึกสติในคนงานซึ่งเชื่อว่าจะทำให้การทำงานของคนดีขึ้นและเป็นเครื่องมือสำคัญของลัทธิทุนนิยมและเสรีนิยมใหม่

ดังนั้น หลังนวยุคจึงวิพากษ์ทั้ง 2 แบบ นั่นคือ เรายังพบเห็นรูปแบบพุทธศาสนาที่เป็นวิทยาศาสตร์และเป็นฆราวาสวิสัย  ทั้งนี้ บางกลุ่ม เช่น Secular Buddhist Association ที่มุ่งให้ความรู้และส่งเสริมการฝึกสติแบบฆราวาสวิสัยก็ได้กระทำการระรานกลุ่มที่ยังคงฝึกสติแบบประเพณีดั้งเดิม ในขณะที่บางกลุ่มกลับไปชื่นชมยินดีกับประเพณีดั้งเดิมทั้งในเชิงพิธีกรรมและความเป็นชุมชนซึ่งเคยถูกละเลยไปจากความเป็นนวยุค  มีการสนับสนุนกลุ่มชาวพุทธผิวสีที่จะมีผู้ฝึกฝนสติและเริ่มมีพระสงฆ์ที่เป็นชาวผิวขาว  กลุุ่ม White Awake ที่ให้การศึกษาและอบรมทางจิตวิญญาณเพื่อต่อต้านคติความสูงส่งของคนขาว ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความตระหนักถึงความหลากหลายที่เกิดจากสายปฏิบัติทางพุทธต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา เช่น ชุมชนชาวอเมริกันเอเชียที่ได้ลืมเลือน “พุทธเชิงวัฒนธรรม” การตระหนักรู้นี้มากไปกว่าความเป็นพุทธศาสนาที่เป็นเเรื่องของการทำสมาธิหรือการบรรลุธรรม

2.การมีกระแสความยุติธรรมเชิงเชื้อชาติในชาวพุทธ เริ่มต้นหลังปี 2000 จากเหตุการณ์กราดยิงต่างๆ  ทำให้เกิดแถลงการณ์ของชาวพุทธต่างกรรมต่างวาระที่เรียกร้องเพื่อความยุติธรรมทางเชื้อชาติ การเรียกร้องสิทธิของชาวผิวสี (black live matter) ยิ่งทำให้เกิดการตื่นขึ้นของคนขาวและชาวพุทธคนขาว อย่างไรก็ตาม สงฆ์ก็ยังเป็นคนขาวอยู่ กลุ่มชาวพุทธคนขาวยังคงสนใจแต่การส่งเสริมพุทธในคนขาว ดังนั้น ในปัจจุบันจึงต้องมีการส่งเสริมการเข้าถึงคนสีผิวและกลุ่ม LGBT ซึ่งยังมีช่องว่างในการปฏิบัติจากอาจารย์สมาธิที่เป็นคนขาว ในบางกลุ่มทำการรื้อฟื้นเรื่องการละเลยสตรีในหลักคำสอนพุทธด้วย

3. พุทธศาสนาในอเมริกากำลังพัฒนาไปสู่หลังนวยุคโดยมุ่งหน้าไปใน 5 ด้าน คือ

  • cross lineage gatherings การเชื่อมโยงระหว่างสายปฏิบัติต่างๆ
  • teacher training อาจารย์สมาธิกลุ่มต่างๆ
  • the role of the Buddhist press บทบาทของสื่อเชิงพุทธ
  • development of practices and retreats การปฏิบัติและการช่วยเหลือ
  • changing demographics การเปลี่ยนแปลงทางสัดส่วนเชื้อชาติของชาวพุทธ

 

ที่มา: Buddhism’s Postmodern Age

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018