อ.ดร.รวิช ตาแก้ว

….

คำว่า “ดีงาม” ตามบริบทวัฒนธรรมไทย เมื่อนำมาตีความหมายตามกรอบความคิดของคานท์ (กรอบหน้าที่ และความดีและความงามเป็นเรื่องเดียวกัน) นิทเฉอ (สุนทรียภาพเป็นหลักประกันทั้งความจริง ความดีและความงาม) กาดาเมอร์ (เรื่องเดียวกันสามารถตีความได้หลายมุมมอง) และเกิทซ์ (การตีความวัฒนธรรมเป็นชุดหนึ่งของสัญญะที่กำหนดกรอบชีวิต และสัญลักษณ์เป็นเครื่องหมายที่เกิดจากความพอใจร่วมกัน) จากกรอบแนวคิดทั้งหมดพบว่า สมรรถภาพคิดเรื่อง ความดีและความงามตามบริบทวัฒนธรรมไทยนั้นได้หลอมรวมความดีและความงามเข้าไว้ด้วยกัน ตามกรอบความคิดของพระพุทธศาสนา ซึ่งใช้เป็นสัญญะที่ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินกรอบชีวิตที่มีความพอใจร่วมกันเป็นแนวทางในการดำเนินวิถีชีวิตประจำวัน มีรายละเอียดในแต่ละประเด็น ดังนี้

คำว่า “ดีงาม” เป็นการนิยามความหมายของความประพฤติปฏิบัติตนเพื่อสนองคุณค่าทางจิตใจ และเพื่อการค้นหาความสุขแท้ตามความเป็นจริงตามคติของพระพุทธศาสนาคือการหลุดพ้นไปจากกฎแห่งวัฏสงสาร

             ความดีงาม คือ พฤติกรรมการแสดงออกต่อโลกของมนุษย์ด้วยกาย วาจา และใจที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่น จึงนับได้ว่าเป็น “ความดี” และถือได้ว่าเป็น “ความงาม” ของความประพฤติที่แสดงออกต่อโลกด้วย  โดยมีเกณฑ์ความดี 2 ระดับ คือ ความดีงามระดับโลกียะ และความดีงามระดับโลกุตระ

             เกณฑ์ความดีงามในระดับโลกียะ เป็นเกณฑ์ความดีงามเบื้องต้นและเป็นเกณฑ์ความดีงามในทางโลกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความดีงามระดับกามาวจร กล่าวคือเป็นเกณฑ์สำหรับบุคคลผู้ที่ยังติดข้องอยู่กับการเสพรสของอารมณ์ทั้ง 9  ย่อมนำไปสู่การแข่งขันและแย่งชิงกันเพื่อเสพรสของอารมณ์ตามที่ตนเองชอบ ดังนั้นเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดแย่งชิงและแข็งขันกันในสังคม และมีกรอบสำหรับการปฏิบัติ จึงได้กำหนดเกณฑ์ความดีงามในระดับโลกียะซึ่งเป็น เกณฑ์ความดีงามเบื้องต้น ไว้ว่า เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกต่อโลกด้วยกาย วาจาและใจ ทั้ง 10 คือ กายกรรม 3 วจีกรรม 4 มโนกรรม 3 ควรควบคุมไว้ไม่ให้เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เรียกว่า กุศลกรรม 10 ซึ่งสรุปย่อเป็น ศีล 5 ข้อ หรือเบญจศีลคู่กับเบญจธรรม  แต่สำหรับผู้ครองเรือนในบางครั้งการปฏิบัติตามกรอบของศีล 5 ยังมีข้อบกพร่อง จึงมีแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ครองเรือน ซึ่งเรียกว่า ฆราวาสธรรม 4

บุคคลที่มีเป้าหมายเพื่อกระทำความดีงามในระดับโลกียะ เป็นผู้ที่ประพฤติดีตามกรอบของศีล 5 เป็นผู้ที่ยังเกี่ยวข้องอยู่กับการเสพรสของอารมณ์ เรียกบุคคลที่กระทำการเช่นนี้ว่า กามาวจร ซึ่งเป็นเกณฑ์ความดีงามในระดับโลกียะอันเป็นความดีงามสำหรับผู้ประพฤติตนตามวิถีทางโลก อันได้แก่ การรักษาสัจจะ การรู้จักข่มใจ การอดทนต่อการทำ และการการให้ทาน

เกณฑ์ความดีงามในระดับโลกุตระ ประกอบด้วยเกณฑ์ความดีงาม 2  เกณฑ์คือ เกณฑ์ความดีงามท่ามกลางและเกณฑ์ความดีงามในที่สุด เป็นเกณฑ์ทางธรรมระดับโยคาวจรคือเป็นเกณฑ์สำหรับบุคคลผู้ที่เบื่อหน่ายต่อการเสพรสของอารมณ์ทั้ง 9  พยายามแสวงหาโมเนยยธรรม โยคาวจรจึงเป็นบุคคลผู้หยั่งลงสู่ความเพียรในการประพฤติตนโดยใช้พละ 5 เป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตนอันประกอบด้วย วิริยะ (ความเพียร) ศรัทธา สติ สมาธิ ปัญญา เพื่อชำระจิตใจของตนเองให้ปราศจากเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โมเนยยะธรรม

บุคคลที่มีเป้าหมายเพื่อกระทำความดีงามในระดับโลกุตระ เป็นบุคคลที่มุ่งกระทำความดีงามโดยพยายามลด ละ เลิกการเกี่ยวข้องอยู่กับการเสพรสของอารมณ์ อันเกิดจากผัสสะทั้ง 6 ได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจ ประพฤติตนด้วยความเพียร มีศรัทธาแนวทางปฏิบัติ โดยใช้สติ สมาธิและปัญญา เป็นเครื่องมือในการอบรมสั่งสอนจิตของตน เรียกบุคคลผู้กระทำการเช่นนี้ว่า โยคาวจร ซึ่งเป็นเกณฑ์ความดีงามในระดับโลกุตระ อันเป็นความดีงามสำหรับผู้ประพฤติตนตามวิถีทางธรรม

ผู้ปฏิบัติโมเนยยะธรรม ได้ชื่อว่า โมนะ หรือ โมเนยยะ (ธรรมเครื่องทำความเป็นมุนี) “มุนี” หมายถึง ผู้ถึงญาณ เป็นบุคคลที่ประกอบด้วยญาณ  ธรรมที่ประกอบให้บุคคลเข้าถึงญาณมี 3 อย่าง คือ โมเนยยธรรมทางกาย 1 โมเนยยธรรมทางวาจา 1 โมเนยยธรรมทางใจ 1 นับว่าเป็นเกณฑ์ความดีงามท่ามกลาง

              เกณฑ์ความดีงามในที่สุด เป็นผลจากการเข้าถึงพระนิพพานอันเป็นเป้าหมายสูงสุด ซึ่งเป็นการหลุดพ้นจากการเกี่ยวข้องวัฏฏะสงสาร เป็นอิสระปราศจากเครื่องผูกมัดทั้งปวง

             เป้าหมายในการทำความดีงาม คือ ความสุขแท้ตามความเป็นจริง

ความหมายคำว่า “ดีงาม” ตามบริบทวัฒนธรรมไทย เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสมรรถภาพคิดนักปรัชญาตะวันตกพบว่า มีความเชื่อไม่เหมือนกัน กล่าวคือ บริบทวัฒนธรรมไทยมองว่า เรื่องความดีและความงามเป็นเรื่องเดียวกัน จึงเลือกใช้คำว่า “ดีงาม” เพื่อสื่อความหมายทั้งความดีและความงามที่มีอยู่ในความประพฤติของมนุษย์ สำหรับนักปรัชญาตะวันตกนิยมแยกเรื่องความดีและความงามออกจากกัน ด้วยมีทรรศนะว่า ความดีเป็นเรื่องความประพฤติ ส่วนความงามเป็นความพึงพอใจตามประสบการณ์ของแต่ละคน

คำว่า “ดีงาม” ที่นำมาใช้ในบริบทวัฒนธรรมไทยเพื่อต้องการสื่อสารเชิงความมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ควรกระทำ  เมื่อตระหนักรู้แล้วควรกระทำตามกรอบที่กำหนดไว้ ความประพฤติดังที่กล่าวมานี้ เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีงามตามเป้าหมายบริบทวัฒนธรรมไทยที่ยึดถือมาจากแนวคิดของพระพุทธศาสนา

การนิยามความหมายของคำว่า “ดีงาม” จึงเป็นการนิยามความหมายของความประพฤติปฏิบัติตนเพื่อสนองคุณค่าทางจิตใจ และเพื่อการค้นหาความสุขแท้ตามความเป็นจริงตามคตินิยมของพระพุทธศาสนาคือการหลุดพ้นไปจากกฎแห่งวัฏสงสาร ด้วยเหตุนี้ ความดีงาม จึงหมายความถึงพฤติกรรมการแสดงออกต่อโลกของมนุษย์ด้วยกาย วาจา และใจที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่น จึงนับได้ว่าเป็น “ความดี” และถือได้ว่าเป็น “ความงาม” ของความประพฤติที่มนุษย์ได้แสดงออกต่อโลกด้วย  โดยมีเกณฑ์ความดีงามใน 2 ระดับ คือ ความดีงามในระดับโลกียะ และความดีงามในระดับโลกุตระ

ดังนั้นคำว่า “ดีงาม” ที่ใช้ในบริบทวัฒนธรรมไทยจึงเป็นคำที่ใช้เพื่อการยกย่องการกระทำที่บ่งบอกถึงคุณค่าของการกระทำที่ดีและงดงามสำหรับการปฏิบัติตนทั้งทางกาย วาจา ใจ สมควรที่จะได้รับการยกย่อง ซึ่งเป็นการให้คุณค่าทางจริยศาสตร์ของสังคมไทย  บทสรุปของความหมายของคำว่า “ดีงาม” ตามบริบทวัฒนธรรมไทยจึงเป็นความพยายามของสังคมไทยที่ต้องการสรุปเกณฑ์แห่งความดีและความงามให้เป็นเกณฑ์ที่ผสมผสานกันระหว่างรูปและนาม(ร่างกายและจิตใจ) ทั้งสองส่วนประกอบกันตามหลักเหตุและผล เชื่อมโยงเป็นระบบหนึ่งเดียวกัน

ความดีงามตามบริบทวัฒนธรรมไทยเมื่อนำมาแยกแยะพิจารณาตามกรอบความคิดของนักปรัชญาในโลกตะวันตก พบว่า ความดีงามตามบริบทวัฒนธรรมไทย ได้อธิบายลักษณะของความดีงามไว้สองลักษณะคือ ความดีงามแบบทางตรง และเป็นความดีงามแบบทางอ้อม  ทั้งสองเรื่องในบริบทวัฒนธรรมไทย มองว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งแตกต่างกับแนวคิดของนักปรัชญาตะวันตกที่มองว่า ต้องแยกแยะประเด็นออกเป็นสองเรื่อง คือ เรื่องความดีและความงาม ซึ่งทั้ง 2 เรื่อง มีทั้งประเด็นที่สอดคล้องและไม่สอดคล้อง

สำหรับสมรรถภาพคิด เรื่อง “ความดีงาม” ตามแนวคิดบริบทวัฒนธรรมไทยนั้น กลุ่มนักปรัชญาตะวันตกที่มีความคิดเห็นสอดคล้องคือ กลุ่มนักปรัชญาที่เชื่อว่า  มโนธรรมเป็นเรื่องสัมพัทธนิยม ซึ่งต้องศึกษามโนธรรมจากภายนอกและภายในจิตใจของมนุษย์ แนวคิดของกลุ่มนี้มองว่า มโนธรรมเกิดจากเป้าหมายในแต่ละระดับของชีวิตมนุษย์ ซึ่งมีผลมาจากการกระทำทั้งภายนอกและภายในจิตใจมนุษย์ อาจมีเหตุมาจากการกระทำในสิ่งที่ชอบ (แนวคิดลัทธิซาฟิสส์) กระทำตามที่สังคมชอบ (ลัทธิวัฒนธรรมนิยม) กระทำเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ (ลัทธิปฏิบัตินิยม) กระทำเพื่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล (ลัทธิอัตถิภาวนิยม) หรือกระทำตามมาตรการของการใช้ภาษา (ลัทธิภาษาวิเคราะห์) แนวทางการดำเนินการเพื่อการกระทำดังกล่าวอาจไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของการกระทำ  ด้วยเหตุนี้จึงมีกลุ่มนักปรัชญาบางกลุ่มมองว่า หากต้องการเป้าหมายสูงสุดเพื่อให้เกิดการพัฒนาและมีคุณค่าต่อชีวิต จึงควรประนีประนอมความคิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน เลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย (ปรัชญาแห่งการเสวนา ลัทธิมัธยคตินิยม ลัทธิสรรนิยม) เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตซึ่งกันและกัน ซึ่งน่าจะเป็นทางออกในการพัฒนาจริยธรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต

กลุ่มนักปรัชญาตะวันตกที่มีความคิดเห็นไม่สอดคล้องกับสมรรถภาพคิดเรื่อง “ความดีงาม” ตามแนวคิดบริบทวัฒนธรรมไทย คือกลุ่มที่เชื่อว่า ความดีกับความงาม ไม่ใช่เป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มนักปรัชญาตะวันตกที่เชื่อว่า “ความดี” หรือมโนธรรมเป็นเรื่องของธรรมชาตินิยม ซึ่งเป็นการศึกษามโนธรรมจากภายนอกจิตใจมนุษย์ กลุ่มนี้มีแนวคิดย่อย 4 กลุ่ม คือ  1) กลุ่มที่เดินตามกฎธรรมชาติ ซึ่งมีแนวคิดว่ามโนธรรมที่มีอยู่ในจิตใจของแต่ละคนนั้นเป็นเรื่องของธรรมชาติซึ่งอาจทำให้เกิดขึ้นในจิตของบุคคลได้ ทั้งฝ่ายสูงและฝ่ายต่ำ จิตฝ่ายสูงคือจิตที่มุ่งทำดี จิตฝ่ายต่ำคือจิตที่มุ่งกระทำสิ่งที่ไม่ดี   2) กลุ่มเชื่อว่าจิตใจมนุษย์ย่อมเดินไปสู่การกระทำดี ซึ่งทุกคนสามารถพัฒนาการทำดีได้โดยพัฒนาจากระดับปัญญาของมนุษย์เอง  3) กลุ่มที่เชื่อว่า จิตใจมนุษย์ไม่สนใจเรื่องการกระทำดี การกระทำต่างๆ เป็นการหาความบันเทิงใจของมนุษย์เท่านั้น  และ 4) กลุ่มที่เชื่อว่า มโนธรรมเป็นเพียงความนิยมตามกฎธรรมชาติเท่านั้น

กลุ่มนักปรัชญาตะวันตกที่เชื่อว่า ความงามเป็นเรื่องที่อยู่ภายนอกจิตใจของมนุษย์ ซึ่งมีขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือมีอยู่แล้วตามมาตรฐานในมโนคติ เป็นความงามที่เกิดจากความกลมกลืนของสัดส่วนในธรรมชาติเอง มนุษย์ไม่ได้สร้างความงามในลักษณะนี้แต่จิตมนุษย์สามารถรับรู้ได้ ซึ่งเป็นความงามในลักษณะของจิตสัมพัทธ์ ความงามในลักษณะนี้เรียกว่า “ความงามแบบปรวิสัย”

เมื่อมองแยกความดีและความงามออกจากกัน ก็พบว่าแนวความคิดและความเชื่อเรื่องมโนธรรม (ความดี) เป็นเรื่องภายนอกจิตใจของมนุษย์ และเรื่องความงามเป็นเรื่องภายนอกจิตใจของมนุษย์นั้นเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับสมรรถภาพคิดของวัฒนธรรมไทยเพราะวัฒนธรรมไทยมีความคิดและความเชื่อว่าทั้ง 2 เรื่องเป็นเรื่องเดียวกัน กล่าวคือ เป็นทั้งเรื่องภายนอกและภายในจิตใจของมนุษย์เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะนำไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือการพัฒนาคุณภาพชีวิต แต่สอดคล้องเฉพาะเรื่องในความดีเท่านั้น  ซึ่งกลุ่มนี้ก็ยังเชื่อว่า ความดีกับความงามนั้นต้องแยกออกจากกัน

กล่าวโดยสรุป กลุ่มนักปรัชญาตะวันตก กลุ่มที่มีความคิดและความเชื่อว่า เรื่อง “ความดี” และ “ความงาม” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันนั้น เพราะเชื่อว่า ความดีเป็นเรื่องคุณค่าที่เกี่ยวพฤติกรรมของมนุษย์ ส่วนความงามนั้นเป็นเรื่องคุณค่าที่เกี่ยวกับวัตถุและจิตใจ ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้เพราะไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ข้อสรุปที่ได้ตามบริบทวัฒนธรรมไทยยอมรับว่า ความดีและความงามเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะถือว่าทั้งความดีและความงามล้วนนำมาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทำให้จิตใจมีความสุข ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกัน กล่าวคือ ความเชื่อเรื่องความดีและความงามนั้นเกิดขึ้นเพราะเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้ดีขึ้น แนวคิดของนักปรัชญาตะวันตกส่วนมากมีแนวความคิดที่ไม่สอดคล้องกับความเชื่อเรื่องความดีและความงามตามบริบทวัฒนธรรมไทยที่ยอมรับว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

ความดีงามในทรรศนะบริบทวัฒธรรมไทยมีความคิดที่แตกต่างกับแนวคิดนักปรัชญาตะวันตกในส่วนที่เชื่อว่า ความดีและความงามเป็นเรื่องเดียวกัน จึงนำคำว่า “ดี” และ “งาม” มารวมกันเป็น คำว่า “ดีงาม” เพื่อเป็นการยืนยันเชิงคุณค่าว่า บุคคลผู้ที่ได้รับการยกย่องนั้นเป็นบุคคลที่มีคุณค่าของสังคม

วัฒนธรรมไทยไม่ได้แยกแยะในรายละเอียดว่าคำว่า “ดีงาม” นั้น เป็นอัตวิสัยหรือปรวิสัย เพราะมีความเชื่อว่า ทั้งเป็นอัตวิสัยและปรวิสัยต้องควบคู่กัน จะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้  หากขาดปรวิสัย อัตวิสัยก็จะไม่มี ซึ่งเปรียบเทียบได้กับเรื่อง รูปและนามในความเชื่อของพระพุทธศาสนา ซึ่งทั้งสองต่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดไม่ได้

พื้นฐานทางความคิดตามทรรศนะของเกิทช์ที่กล่าวว่า วัฒนธรรมเป็นสัญญะชุดหนึ่งที่กำหนดกรอบชีวิตที่สังคมนั้นพอใจร่วมกัน ดังนั้น การตีความคำว่า “ดีงาม” ว่าเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรม จึงเป็นการตีความสัญญะที่ถูกสื่อความหมายไว้กับคำว่า “ดีงาม” ดังนั้น ข้อมูลส่วนย่อยของวัฒนธรรมต่างๆ ที่นำมากล่าวไว้จึงเป็นเสมือนครรลองทางความคิดที่นำไปสู่กรอบความคิดที่อยู่เบื้องหลังของความคิดดังกล่าว เพราะภาษาไม่จำเป็นต้องแสดงเหตุผลเสมอไป ซึ่งความคิดและความเข้าใจไม่จำเป็นต้องอยู่ในขอบข่ายของเหตุผลทุกครั้งเช่นกัน

ด้วยเหตุที่คนเรามีสัญชาติญาณอยากมีความมั่นใจในความคิดและการตัดสินใจของตนเอง และอยากให้ผู้อื่นเชื่อถือความคิดและการตัดสินใจของตน จึงชอบหาข้ออ้างมาสนับสนุน เราจึงแสดงเหตุผลของเราออกมาด้วยภาษาเหตุผล (Reasoning) การอ้างเหตุผลนั้นไม่จำเป็นจะต้องอ้างเพื่อจูงใจคนอื่นเท่านั้น บางครั้งเราอ้างในใจของเราเองเพื่อความมั่นใจว่าเราตัดสินใจดีแล้ว ข้อมูลเบื้องต้นต่างๆ จึงเป็นการตรวจสอบความคิดในขั้นเบื้องต้นว่า กรอบความคิดและทิศทางในการตีความตามแนวคิดของเกิทช์นั้นถูกต้องชัดเจน และสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับบริบทวัฒนธรรมไทยได้หรือไม่ ซึ่งผลจากการตรวจสอบทำให้มั่นใจว่า สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้  ซึ่งดิลเธย์ได้ยืนยันว่าการตีความภาษา เพื่อให้เข้าใจความหมายและการตีความเป็นความพยายามเข้าใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามขอบฟ้าของผู้ตีความ  (กีรติ บุญเจือ, 2549,หน้า 45)  และชลายเออร์มาเคอร์ได้ให้ความคิดเห็นไว้ว่า การตีความให้แยกตีความเป็น 2 ระดับคือ 1) ระดับไวยากรณ์ (grammatical interpretation) หรือเรียกว่าตีความตามตัวอักษร หรือตีความโดยพยัญชนะ (literal interpretation) และ 2) ระดับจิตวิทยา (psychological interpretation) คือ  การเดาใจผู้แต่ง โดยเดาจากการรู้เบื้องหลังและสภาพจิตใจของผู้แต่งขณะแต่งเรื่องนั้น ๆ ทั้งนี้  ต้องพิจารณาไปถึงบริบททางสังคมที่ผู้แต่งสังกัดด้วย (Craig, E.,1998,Vol.8 p.  633-634)

ในทรรศนะเช่นนี้จึงขอยืนยันในกรอบความคิดของทรรศนะที่ทำให้เกิดคำว่า “ดีงาม” นั้นเกิดจากกระบวนการหล่อหลอมทางความคิดของผู้คนที่รวมกันภายในกรอบบริบทเดียวกันที่ต้องการสื่อสารกับผู้คนในสังคมว่า ความดีและความงามนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน หากแต่เราแยกแยะให้ละเอียดลึกลงไปเพื่อการใช้อย่างจำเพาะเจาะจงว่า ในรายละเอียดของความงามนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งเรื่องความดีก็เช่นเดียวกัน ดังนั้น การเลือกใช้คำว่า “ดีงาม” จึงนับได้ว่าเป็นความเฉียบคมทางสติปัญญาของผู้ใช้เพราะครอบคลุมทั้งเรื่องความดีและความงาม

              การวิจัยเชิงอรรถปริวรรต (การตีความ)  เป็นการค้นหาความหมายของคำที่ใช้ตามบริบทภาษาที่ใช้สื่อสาร และเป็นการตีความจากสัญญะที่ใช้สื่อสาร ดังนั้น กรอบความคิดที่นำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานจึงเป็นข้อมูลที่ต้องการค้นหาว่ากรอบความคิดของคำที่ใช้สื่อสารและสัญญะที่แฝงไปด้วยกับคำนั้น ชัดเจนถูกต้องตามกรอบความคิดที่ต้องการหรือไม่ ซึ่งเป็นการใช้ข้อมูลเพื่อการยืนยันเชิงคุณค่า ซึ่งไม่ใช่การยืนยันความเป็นจริงตามแนวคิดอภิปรัชญาของแนวคิดทฤษฎีความจริงแบบสหนัย (coherence theory of truth)  ที่ถือว่า ข้อความใดข้อความหนึ่งจะเป็นจริงหรือไม่ ต้องดูว่า ข้อความนั้นสอดคล้องกับข้อความอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบเดียวกันหรือไม่ ถ้าสอดคล้องข้อความนั้นก็เป็นจริง ถ้าขัดแย้ง ข้อความนั้นก็ไม่เป็นจริง มุมมองนี้เป็นมุมที่ใช้ค้นหาความจริงซึ่งเป็นทรรศนะหนึ่งของอภิปรัชญา  หากแต่เป็นการจำกัดการตีความในอีกทางหนึ่งเช่นกัน

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018