อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

….

ความเชื่อที่เบเขิน (Francis Bacon) ได้ใช้เป็นธงนำสำหรับนวยุค (modern paradigm) ที่ว่า ความรู้ คือ พลัง (knowledge is power) ที่กระตุ้น เร่งเร้าความคิดที่จะให้มนุษย์พิชิตธรรมชาติด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างกระบวนทรรศน์นวยุคนั้น 

ฟูโกล์ (Michael Foucault) ได้ย้อนแย้งว่าแท้จริงแล้วความรู้ไม่ใช่พลังแต่เป็นความรู้คืออำนาจ อำนาจของผู้ปกครองที่จะสร้างความถูกต้องให้แก่ตนเอง มนุษย์ใช้ความรู้ที่มากนั้นแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนใหญ่ก็เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ผลประโยชน์ของชาติตน โดยที่สามารถเอาเปรียบผู้อื่นได้มากอย่างที่ไม่อาจประเมินได้ ตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ชี้ถึงการใช้ความรู้ที่ได้สะสมไว้มาสร้างเทคโนโลยีเพื่อแข่งขันกัน ข่มขู่กัน และท้ายที่สุดก็ได้ถูกใช้ในการสงครามที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษยชาติอย่างร้ายแรงและขาดคุณธรรมอย่างยิ่ง แม้กระทั่งทุกวันนี้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีล้วนต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อสร้างการผลิต เกิดการแย่งชิงทรัพยากร เกิดการใช้อำนาจ อิทธิพลและเงินเข้าไปช่วงชิงอย่างเต็มกำลัง ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ย่อมต้องต่อต้าน และในท้ายที่สุดย่อมจบลงด้วยความรุนแรง ด้วยเชื่อว่าจะนำไปสู่จุดสิ้นสุดของอำนาจของอีกฝ่ายหนึ่งได้ ภาวะเช่นนี้ย่อมจะไม่ทำให้เกิดสันติภาพในโลกได้

ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเองยังไม่พบสิ่งที่เรียกว่า “สันติภาพถาวร” มนุษยชาตินั้นมีการสะสมความรู้จนเจริญเป็นอารยธรรม แต่แล้วก็เกิดความขัดแย้งและกลายเป็นสงครามในท้ายที่สุด “ยังไม่มีหลักฐานใดที่เห็นถึงการสะสมความรู้ไว้ได้มากกว่าผู้อื่นแล้วจะเกิดเป็นสันติภาพอย่างยั่งยืน” ตัวอย่างเช่น กรีกและโรมันที่เป็นต้นธารอารยธรรมตะวันตกมีความเจริญสูงสุด มีการสะสมข้อมูลความรู้ไว้มาก แต่ก็ทำสงครามกับอาณาจักรหรือเมืองต่าง ๆ เพื่ออำนาจและอาณาเขตอยู่ตลอดเวลาของความรุ่งเรืองนั้น สันติภาพที่เกิดขึ้นได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวนั้นย่อมไม่อาจยึดถือได้ว่าเป็นการค้ำประกันสันติภาพจากการสะสมความรู้ อารยธรรมและสงครามเหมือนเป็นของคู่กันเพราะไม่มีอารยธรรมใดที่สงบสันติยาวนานเลย

ในทุกหน้าประวัติศาสตร์  อารยธรรมที่เจริญกว่ามักลงท้ายด้วยการถูกรุกรานด้วยอารยธรรมที่เจริญน้อยกว่า ข้อคิดเห็นอย่างสำคัญจึงน่าจะอยู่ที่สาเหตุของการรุกราน ความบาดหมางที่เกิดขึ้นหลายครั้งเกิดจากการที่เมืองที่อารยธรรมสูงกว่าดูถูกเมืองที่อารยธรรมต่ำกว่า การเอารัดเอาเปรียบและการข่มขู่กันเกิดขึ้น แต่ในท้ายที่สุดฝ่ายที่มีอารยธรรมต่ำกว่าจะใช้ความรุนแรงเข้ามาขัดขวางการถูกเอารัดเอาเปรียบนี้และหากเห็นช่องทางแห่งชัยชนะก็ย่อมจะทำลายล้างเมืองที่อารยธรรมสูงกว่าลงได้ เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่าเมืองที่มีอารยธรรมเจริญกว่ามักจะรักสงบและรักสบาย ดังนั้น ด้านการทหารและการป้องกันย่อมอ่อนแอลง อาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่ยังถูกถูกอนาอารยชนรุกรานบีบบังคับปล้นสดมภ์จนล่มสลายลงได้ อินเดียที่เจริญในทางวัฒนธรรมอย่างมากก็มีความขัดแย้งระหว่างอาณาจักรต่าง ๆ จนกระทั่งถูกอาณาจักรกรีกและอาณาจักรมุสลิมเติร์กเข้ายึดครองได้ ต่อมาก็พ่ายต่อบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ และสุดท้ายจึงถูกอังกฤษเข้าปกครอง อารยธรรมจีนที่คิดค้นประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่ออารยธรรมโลก อีกทั้งมีประชากรมากกลับข่มขู่โดยอาณาจักรเล็ก ๆ ทางตอนเหนือที่เข้มแข็งกว่า ต่อมาก็ถูกรุกรานและยึดครองโดยชนเผ่ามองโกล และชนเผ่าแมนจูได้เช่นกัน

อาณาจักรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รับความเจริญจากทางอินเดียและจีนคล้าย ๆ กัน มีความเจริญในระดับใกล้เคียงกันก็มีความขัดแย้งและเกิดสงครามระหว่างกันมาอย่างต่อเนื่อง เช่น พม่ากับไทย พม่ากับมอญ ไทยกับกัมพูชาและเวียดนาม ไทยกับลาวและเวียดนาม มาตลอดช่วงระยะเวลาหลายร้อยปี จนกระทั่งถูกอังกฤษและฝรั่งเศสเข้าแทรกแซงในยุคอาณานิคม และต่อมาก็เกิดกระบวนการฟื้นฟูเอกราชในประเทศต่าง ๆ จากชาติตะวันตกซึ่งมีผลสำเร็จหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากประเทศในยุโรปได้รับผลกระทบจากสงครามจนไม่อาจมีอำนาจที่จะควบคุมชนพื้นเมืองในประเทศอาณานิคม และกระแสมนุษยนิยมที่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาติร่วมด้วย แต่หลังจากนั้นก็เกิดความขัดแย้งด้านลัทธิการเมืองและความขัดแย้งในประเด็นต่าง ๆ ที่นำไปสู่สงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่มนุษย์กำลังสร้างความเจริญก็มีความขัดแย้ง ความรุนแรงและสงครามไปพร้อม ๆ กันด้วย

การสะสมความรู้ให้มากเข้าไว้กลับยิ่งจะสั่นคลอนสันติภาพ”  ตัวอย่างเช่น วรรณกรรม 2 เรื่องของออร์เวล (๋George Orwell) ซึ่งทั้งสองเรื่องนั้น ออร์เวลได้ชี้ให้เห็นถึงการย้อนแย้งต่อแนวคิดที่ว่า การสะสมความรู้จะสร้างสันติภาพ วรรณกรรมเรื่องแรกเป็นเรื่องของเหล่าสัตว์ ใน Animal Farm พวกหมูได้รับเลือกเป็นผู้มีอำนาจเพราะมีความรู้มากกว่าและแสดงวาทกรรมได้ดีเยี่ยมถึงการที่จะนำสัตว์อื่นๆ ปฏิวัติมนุษย์และปกครองเหล่าสัตว์อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หากแต่เมื่อได้ชัยชนะที่เหล่าสัตว์ได้ปกครองตนเองแล้ว พวกหมูกลับล่อลวงและบีบบังคับสัตว์อื่นๆไว้ใช้งานเพื่อตนเองต่อไป ในขณะที่วรรณกรรมเรื่อง 1984 นั้นเนื้อหาได้กล่าวถึงรัฐโอเชียเนียที่ปกครองโดยพรรคอิงคซอค (English Socialist Party : Ingsoc) ที่มีเทคโนโลยีระดับสูงที่ใช้ในการควบคุมคนไว้จากความคิดเห็นที่ถูกต้อง ด้วยการสร้างแบบแผนการคิดอย่างใหม่ที่เรียกว่า doublethink และ newspeak เพื่อให้ทุกคนเชื่อตามแต่รัฐจะชี้นำโดยเกิดความเห็นพ้องร่วมกันที่ว่ารัฐมีบทบาทในทุกด้านและรัฐไม่มีวันผิดพลาด วรรณกรรมทั้ง 2 เรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงภัยอันตรายอย่างยิ่งต่อสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ ความสงบสุขและคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะผู้มีอำนาจที่มีความรู้อันเกิดขึ้นในกระบวนการสะสมข้อมูลความรู้ไว้ได้มากอย่างยิ่ง ย่อมง่ายที่จะใช้ข้อมูลความรู้เหล่านั้นเพื่อพิทักษ์รักษาอำนาจของฝ่ายตนไว้ให้มั่นคงที่สุด การสะสมข้อมูลให้มากเข้าไว้จึงไม่ได้เป็นสาระใด ๆ ในการค้ำประกันสันติภาพของมนุษยชาติ

เมื่อย้อนกลับมามองถึงการกล่าวอ้างตอลสตอยที่ชี้ว่า “คนที่มีความรู้จะปฏิเสธความรุนแรง” ซึ่งก็เท่ากับเป็นหนทางแห่งสันติภาพนั้น  คนในสังคมสมัยใหม่นี้ต่างมีระดับการศึกษาที่สูงขึ้นมากกว่าสมัยก่อน มีคนจำนวนมากที่มีระดับการศึกษาในชั้นอุดมศึกษา แต่ด้วยความเชื่อในการสะสมข้อมูลให้มากเข้าไว้ ทำให้ต่างเร่งสะสมข้อมูลให้เพิ่มพูนมากขึ้น กล่าวคือ ด้วยความต้องการที่จะมีความรู้มากกว่าคนอื่นและความรู้เหล่านั้นต้องทำให้ตนเองได้เปรียบหรือมีอิทธิพลเหนือกว่าคนอื่น ทั้งนี้แต่เดิมเชื่อกันว่าที่มนุษย์ต้องการมีความรู้เพื่อที่จะได้เท่าทันการเอารัดเอาเปรียบจากผู้อื่น หากแต่ “มนุษย์ในปัจจุบันกลับมุ่งที่จะมีความรู้เพื่อให้ตนได้เปรียบผู้อื่น”

ความรู้จึงถูกใช้เพื่อความมั่งคั่งร่ำรวยของตน ผู้ที่มีข้อมูลมากกว่าและใหม่ล่าสุดกว่าจะมีความได้เปรียบในการแข่งขันต่าง ๆ และได้สร้างให้เกิดยุคใหม่แห่งความไม่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นการไม่รู้หนังสือหรือการไม่รู้คอมพิวเตอร์ก็ตาม ซึ่งทำให้สังคมเกิดช่องว่างใหม่ ซึ่งมอร์คคูเนียน (Morkuniene J) ได้จำแนกแบ่งแยกไปเป็นสังคมคนรวยข้อมูล (info rich) และสังคมคนจนข้อมูล (info poor) ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นใหม่นี้ได้ถูกแก้ไขผ่านแนวทางการแก้ปัญหาที่ใช้เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารเข้ามาขยายผลให้ใหญ่โต มีการสร้างประเด็นและการจุดกระแสเรื่องราวต่าง ๆ แล้วกระตุ้นผ่านสื่อสารสนเทศในโลกไซเบอร์ทำให้เกิดการเรียกร้อง รวมตัวและใช้ปริมาณของผู้เห็นด้วยที่มากกว่ามาแสดงออกถึงสิทธิ อ้างสิทธิและชี้ว่าฝ่ายอื่นล่วงละเมิดสิทธิของตน บางคนก็ใช้ข้อมูลความรู้ที่ได้สะสมไว้อย่างมีวาระซ่อนเร้น ทำให้ไม่เกิดความสามัคคี

การอ้างสิทธิต่าง ๆ ด้วยความรู้เพียงบางด้านแล้วใช้กฎระเบียบต่าง ๆ ที่อ้างมาบีบบังคับสังคม โดยอ้างว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ กระแสพรรคการเมืองที่ต่างก็ใช้สื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์ รายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อสื่อสารแนวคิดทางการเมืองฝ่ายตนและโจมตีฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่องซึ่งต่างก็มีผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก กระแสความขัดแย้งทางการเมืองนี้ยังคงมีอยู่และมีแนวโน้มนำไปสู่การไม่ปรองดองกันของคนในชาติ ปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ถูกเพิ่มปริมาณด้วยการแสดงความคิดเห็นผ่านโลกอินเตอร์เน็ต คนบางกลุ่มถึงกับเห็นดีเห็นงามไปกับความเชื่อที่ว่า ถ้าต้องการให้การเรียกร้องเกิดประสิทธิภาพก็จะต้องมีความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ความรุนแรงจึงถูกนำเสนอในภาพการประท้วงเรียกร้องทางการเมืองในประเทศต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดการเรียกร้องทางการเมืองในประเทศอื่น ๆ มีการเลียนแบบความรุนแรงตามมาโดยง่าย

ความสำนึกที่จะแสดงความเชื่อมั่นว่าการะสมข้อมูลจะค้ำประกันสันติภาพได้นั้นได้ทำให้เกิดความต่อเนื่องในการสะสมข้อมูลให้มากเข้าไว้ในทุกกระบวนทรรศน์นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงมายาคติและภาพเกินจริง ความรู้กระจุกตัวอยู่ในผู้มีอำนาจและอำนาจที่ขาดความรับผิดชอบนำไปสู่การกระทำต่าง ๆ ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน การเอารัดเอาเปรียบโดยผู้ที่สะสมข้อมูลไว้ได้มากกว่าเป็นต้นเหตุแห่งความขัดแย้งและปัญหาความรุนแรงต่าง ๆ   เมื่อต่างฝ่ายต่างก็แสวงหาข้อมูลมาสะสมเพื่อแข่งขันกันและนำไปสู่ความรุนแรงที่มากยิ่งขึ้นนั้น

…ส่วนหนึ่งจาก เอนก สุวรรณบัณฑิต. ความรู้และสันติภาพ. วิทยานิพนธ์. 2557 มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018