ความรู้มีบทบาทและอิทธิพลต่อมนุษย์ ชุมชนสังคม และความก้าวหน้าของมนุษยชาติ เมื่อคิดอย่างปรัชญาย่อมเห็นได้ว่าแต่ละกระบวนทรรศน์ย่อมสนใจความรู้ในด้านต่างๆ แตกต่างกัน และมีระดับความสนใจที่แตกต่างกัน จึงสามารถใช้การตีความด้วยกระบวนทรรศน์ปรัชญา ออกเป็น 5 ด้าน ดังนี้

1. กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ เมื่อมองทุกอย่างว่ามาจากน้ำพระทัยของอำนาจลึกลับ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว (กีรติ บุญเจือ, 2546)  ภัยธรรมชาติมาจากอำนาจลึกลับ จะพ้นภัยธรรมชาติได้และได้เปรียบในการดำรงชีวิตก็โดยเอาใจอำนาจลึกลับนั้น มนุษย์ดึกดำบรรพ์รู้จักใช้ภาษาตั้งแต่ก่อนเป็น homosapiens ราว  5 แสนปีที่แล้ว และใช้ชีวิตเป็นหมู่คณะเมื่อเป็นมนุษย์เนอแอนเดอธัล (Neanderthal) ราว 5 หมื่นปีมาแล้ว ซึ่งเป็นยุคน้ำแข็งจึงเชื่อได้ว่ามนุษย์ยุคนี้เริ่มที่จะใช้ปัญญาคิดมากขึ้น เกิดเป็นวัฒนธรรมถ้ำ เมื่อเข้าสู่ยุคหินเก่า มนุษย์โครแมกนัน (Cromagnon) ก็อยู่ร่วมกันเป็นสังคมใหญ่ มีระบบเผ่า เกิดศาสนาดึกดำบรรพ์ที่เชื่อในอำนาจเบื้องบน มีโทเทิมที่เป็นเคล็ดลางศักดิ์สิทธิ์และข้อห้ามที่ต้องถือปฏิบัติตาม จนเข้าสู่ยุคหินกลางจึงเริ่มทำการเกษตร มีการบันทึกเป็นภาพวาดการอยู่ร่วมกันในลักษณะเมือง เกิดอารยธรรมเมืองรุ่นแรก ความรู้ที่นักปราชญ์ในยุคดึกดำบรรพ์พยายามแสวงหาย่อมต้องเป็นไปตามกระบวนทรรศน์นั่นก็คือวิธีรู้ใจและรู้วิธีเอาใจอำนาจลึกลับ เกิดผู้รู้ที่เป็นหมอผี (shaman) และนักบวชในศาสนาดึกดำบรรพ์ ที่คนอื่นต้องเชื่อถือ เคารพ และปฏิบัติตาม หัวหน้าของชนเผ่าหรือผู้นำของเมืองนั้นต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และมีความสามารถมากกว่าผู้อื่น อาจจะได้แก่หมอผีหรือนักบวชเองหรือผู้ที่หมอผีหรือนักบวชสนับสนุนและใช้ความรู้เพื่อปกครองเผ่าหรือเมือง การถ่ายทอดความรู้คงจะอยู่แต่ในระบบวงศ์ตระกูล  การเข้ามาของหมอผีใหม่ที่รู้วิธีเอาใจอำนาจลึกลับที่แสดงว่ามีอำนาจเหนือกว่าเบื้องบนองค์เดิมก็จะเปลี่ยนแปลงเมืองหรือเผ่านั้นได้ มนุษย์ในกระบวรทรรศน์ดึกดำบรรพ์จึงสะสมความรู้ไว้ให้มากเป็นฐานความรู้เฉพาะตน การสะสมมีมากจนเป็นฐานข้อมูลเฉพาะตนและหวงแหนความรู้นี้ไว้มิให้ผู้อื่นได้รู้

2. กระบวนทรรศน์โบราณ มองทุกอย่างว่ามาจากกฎเกณฑ์ตายตัว (กีรติ บุญเจือ, 2546)  ซึ่งอาจเป็นกฎไสยศาสตร์ ตำนานปรัมปรา หรือระบบเครือข่ายของนักปรัชญา การคิดว่าเอกภพมีกฎเกณฑ์ตายตัว (cosmos) และมองว่ากระบวนทรรศน์เก่าที่มองเอกภพเป็นกลีภพ(chaos)ว่าผิด ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางในการแสวงหาความรู้ นักปราชญ์หันความสนใจมาแสวงหากฎเกณฑ์ของโลก และมนุษย์ควรรู้กฎเกณฑ์เพื่อแสวงหาความสุขในโลกนี้ เพราะว่ากฎเกณฑ์แท้จริงบงการทุกอย่าง กฎเกณฑ์ที่เรียกว่าชะตา เป็นอำนาจที่ลึกลับที่สุดและเป็นสิ่งที่มีกฎเกณฑ์ที่สุด ซึ่งผลักดันโลกให้ก้าวจากกลีภพไปสู่เอกภพ ความรู้เป็นเคล็ดลับของการกระทำ เป็นสมองช่วยทุ่นแรง ทุ่นเวลา ความรู้ต่าง ๆ แสดงออกผ่านตำนานและซ่อนกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ไว้ให้เรียนรู้ เมื่อผ่านเวลานานเข้า ได้มีการเรียบเรียงและกำหนดเป็นกรอบความรู้เข้าไว้ด้วยกัน ก็ได้เป็นกฎเกณฑ์หลักขึ้นมา แม้จะมีข้อยกเว้นบ้าง ก็ต้องไม่ฝืนกฎเกณฑ์สูงสุด เธลิส (Thales, ก.ค.ศ. 640 – 545) เข้าถึงการเข้าใจกฎเกณฑ์ทั้งหมดอย่างเป็นระบบเครือข่าย โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่หลักการหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นหลักการแม่แบบควบคุมกฎอื่น ๆ ทั้งหมด เรียกว่าหลักการแม่บท (กีรติ บุญเจือ, 2546ข, 83)  ต่อมาจึงมีนักปรัชญาคิดค้นความรู้ด้านต่าง ๆ ทำให้เกิดสำนักความรู้ขึ้น มีผู้เรียน และผู้รู้จำนวนมากขึ้น ซึ่งก็ได้ช่วยทำให้ระเบียบและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ สอดคล้องกันเป็นระบบเครือข่ายยิ่งขึ้น  การเชื่อในระบบเครือข่ายนี้ทำให้เกิดความต้องการที่จะรู้กฎเกณฑ์ให้มากที่สุด เพื่อจะได้ผลประโยชน์จากความรู้นั้น และผู้ที่รู้กฎเกณฑ์มากกว่าก็จะได้เปรียบผู้ที่รู้กฎเกณฑ์น้อยกว่า  กรอบของชะตาเป็นกฎเกณฑ์ที่แน่ชัดว่าถ้าทำดี ต้องได้ดี ถ้าทำไม่ดี ต้องได้รับผลตอบแทนของความไม่ดีนั้นอย่างแน่นอน ความเชื่อเช่นนี้สืบทอดต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง เป็นความยึดมั่นถือมั่นต่อระบบเครือข่าย จนไม่กล้าคิดอะไรออกไปนอกกรอบของเครือข่ายความรู้ ใครไม่เชื่อในระบบเครือข่าย ถือว่าแปลกแยก ความรู้ต่าง ๆ ในยุคโบราณมีความหลากหลาย ทั้งที่เป็นความรู้วิชาการและวิชาชีพ ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ทุกอย่างเป็นปรัชญา เนื้อหาความรู้พื้นฐานที่สุดคือความรู้เรื่องสิ่งเป็นอยู่ (entity) (กีรติ บุญเจือ, 2546ข, 93) เป็นความเป็นจริงอันติมะที่สุด ซึ่งมีแนวคิดหลัก แบ่งเป็น 2 ระบบใหญ่ เป็นแนวปรัชญาตั้งแต่มีการสร้างระบบเครือข่ายความคิดโดยเชื่อว่ามีจิตเป็นอภิปรัชญา เรียกว่ามโนคตินิยม (idealism) และความเชื่อตรงกันข้ามที่ว่าไม่มีจิตมีแต่สสารเป็นอภิปรัชญาเรียกว่าสสารนิยม (materialism) สำนักความรู้ที่เกิดขึ้นได้เริ่มเผยแพร่ความรู้ คนในสังคมโบราณต้องการผู้ชี้แนะให้ล่วงรู้ถึงกฎเพื่อจะปฏิบัติตามให้ได้ประโยชน์สุขในชาตินี้จึงแสวงหาความรู้ เกิดความต้องการใช้ความรู้ในการปกครองสังคมที่ซับซ้อนขึ้น มีการส่งเสริมให้เกิดระบบการศึกษา มีนักปราชญ์เจ้าสำนักเกิดขึ้นมากมาย มีเครือข่ายของตนเอง เกิดสำนักความรู้ในเมืองต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งสำนักที่เชื่อเครือข่ายเดียวกัน และเชื่อเครือข่ายที่ต่างกัน   ซึ่งผู้ปกครองและผู้แสวงหาความรู้ต่างมาเล่าเรียน และยึดมั่นอยู่กับความถูกต้องของสำนักตนเอง (คำสอนของสำนักถือเป็นสัจธรรม ดังคำอ้างว่า Ipse dixit ท่านว่าไว้ ก็ต้องเชื่อตามอย่างไม่ต้องสงสัยอีก)  สำนักความรู้มีการประกวดประชันขันแข่งกัน ทำให้เกิดเป็นโครงสร้างที่ประสานและสืบเนื่องกันมาอย่างยาวนาน สำนักอแคเดอมิ (Academy) ของเพลโทว์ก่อตั้งในปี ก.ค.ศ. 357 และสำนักลายเชียม (Lyceum) ของแอร์เริสทาทเถิลหลังปี ก.ค.ศ 347 มีการเสริมความเข้มแข็งด้วยการประสานสัมพันธ์กับระบบอำนาจรัฐของกษัตริย์แอลเลิกแซนเดอร์ (Alexander the Great)ในช่วงมหาอาณาจักรเฮลเลนิก (Hellenic empire, ก.ค.ศ. 507-323) ซึ่งแอลเลิกแซนเดอร์เป็นจักรพรรดิระหว่าง ก.ค.ศ. 336 – 323 การประสานพลังระหว่างกันและกันกลายเป็นระบบที่ค้ำจุนระบบสังคมในช่วงเวลาต่อมา ปัญญาชนที่อิงกับโครงสร้างสังคมเช่นนี้จึงจะได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนและสามารถแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชนได้ ทั้งนี้ล้วนต้องอาศัยอำนาจบารมีของผู้มีอำนาจในยุคนั้น ๆ ช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง ดังนั้นคำสอนหรือแนวคิดที่ปัญญาชนนำเสนอก็มักจะสอดคล้องหรือเป็นไปตามแนวคิดของผู้มีอำนาจของสังคมนั้น ๆ ไม่ได้แสดงความเป็นจริงและความจริงที่แท้ออกมา เป็นเพียงการคิดตามกรอบของสังคมที่ปัญญาชนนั้นอาศัยอยู่แล้วสร้างเป็นระบบเครือข่ายเพื่อรองรับกันเอง เพียงเพื่อที่จะยืนหยัดและมีบทบาทในสังคมนั้นได้ ผู้มีความรู้ลดบทบาทของตนลงจากผู้ชี้นำสังคมมาเป็นผู้รับใช้ผู้มีอำนาจในสังคมและผู้มีอำนาจในสังคมก็ต้องเป็นผู้มีความรู้สูงหรือมีผู้รู้สนับสนุนอำนาจเพื่อการนับหน้าถือตาในสังคม มนุษย์ในกระบวนทรรศน์ยุคโบราณต่างสะสมความรู้ให้มากเข้าไว้เพื่อให้ตนเป็นผู้รู้ มีฐานข้อมูลเฉพาะตนที่เพียรสะสมไว้ให้มากขึ้นไปอีก เมื่อรู้มากแล้วก็ตั้งตนเป็นเจ้าสำนัก ผู้ที่มีข้อมูลน้อยกว่าก็เพียรหาเจ้าสำนักที่เขาเชื่อว่าเก่งเพื่อไปเป็นศิษย์ เพียงเพื่อจะได้อ้างได้ว่าตนเองเป็นศิษย์ของอาจารย์ท่านนั้น เมื่อนับถือตามสำนักอาจารย์แล้วก็ย่อมยึดถือคำสอนต่าง ๆ ของสำนักเป็นสรณะสูงสุดที่ต้องปฏิบัติตามและใช้ฐานข้อมูลสำหรับหักล้างสำนักอื่นต่อไป

3. กระบวนทรรศน์ยุคกลางมองทุกอย่างว่าเป็นทางไปสู่โลกหน้า (กีรติ บุญเจือ, 2546) นักปราชญ์เชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์ แต่ไม่อาจจะให้ความสุขเที่ยงแท้แก่มนุษย์ได้ จึงต้องทุ่มเททรัพยากรต่าง ๆ และแสวงหาวิธีการที่สามารถตระเตรียมความสุขในโลกหน้าได้อย่างดี ความรู้ต่าง ๆ ในยุโรปมีปรัชญาศาสนาคริสต์เป็นแกนกลาง นักปราชญ์ในกระบวนทรรศน์ที่ 3 จึงได้ร่วมใจกันสร้างใยข่ายในการรับรองต่อเรื่องเล่าในศาสนาให้ตรงกันอย่างมีระเบียบแบบแผน การสร้างโลกและสิ่งต่าง ๆ ของพระเจ้าเป็นไปอย่างมีระเบียบ เนื่องด้วยพระเจ้าทรงเป็นสัพพัญญู ดังนั้น สิ่งที่สร้างจึงเรียงลำดับชั้นจากต่ำสุดไปถึงสูงสุดอย่างสมบูรณ์แบบ อภิปรัชญาที่สำคัญ มี 2 ช่วง คือ ช่วงใช้ปรัชญาเพลโทว์ และช่วงใช้ปรัชญาแอร์เริสทาทเถิล โดยมีนักปรัชญาสำคัญคือ เซนต์ออเกิสทีน (St. Augustine, 354 – 430)  และทามเมิส อไควเนิส (Thomas Aquinas, 1225 – 1274)  ช่วงเปลี่ยนถ่ายความคิดทางปรัชญานี้มีการกระทบกระทั่งกันของนักปรัชญาทั้งสองฝ่าย ต่างฝ่ายต่างนำเสนอเพื่อให้ฝ่ายตนชนะว่าเป็นระบบเครือข่ายที่ตอบสนองต่อแนวทางปกครองโดยศาสนจักร เนื่องจากหลักค้ำประกันความเป็นจริงถูกเสริมความเข้มแข็งด้วยวิวรณ์ทางศาสนา ใครคิดเห็นไม่ตรงกันจึงถูกกล่าวโทษ โดยมีการจัดตั้งศาลศาสนา (inquisition) ระหว่าง ค.ศ. 1231 – 1834 เพื่อไต่สวนลงโทษผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีความคิดเห็นขัดแย้งกับคำสอนในศาสนาคริสต์ ในขณะเดียวกัน สำนักการศึกษาก็ได้ขยายตัวไปเป็นมหาวิทยาลัยทั่วทั้งยุโรปและอาหรับทำให้เกิดความคิดและวิทยาการใหม่จำนวนมาก ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยโบโลญญาก่อตั้งขึ้นปลายศตวรรษที่ 11 มหาวิทยาลัยปารีสก่อตั้งในศตวรรษที่ 12 มีนักคิดเผยแพร่ความคิดใหม่ของตน ชาวบ้านไม่อาจตัดสินได้ว่าใครขัดต่อข้อเชื่อของคริสตจักร ใครที่ไหวตัวทันก็ยังพอผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากได้  ใครที่เข้ากระแสก็จะได้รับการยกย่อง สนับสนุนอย่างเต็มที่  ปัญญาชนที่เป็นผู้กำหนดความคิดของสังคม  ล้วนแต่เป็นขุนนางหรือได้รับการอุปถัมภ์จากผู้มีอำนาจ เช่น ตระกูลพ่อค้า ตระกูลขุนนางหรือราชวงศ์  ยุคกลางนี้วิชชาที่ดี คือวิชชาที่สอดคล้องกับหลักศาสนา ความรู้อื่นไม่ใช่สิ่งจำเป็น นักวิชาการและความรู้เป็นเพียงของเล่นของผู้มีอำนาจที่จะใช้เป็นเครื่องประดับเกียรติของตน โดยเฉพาะในทางศิลปะ ขณะที่ผู้มีอำนาจต้องสนิทสนมกับนักบวชชั้นผู้ใหญ่ในศาสนจักรเพื่อคงอำนาจร่วมกันของตนไว้ ดังนั้นจึงไม่มีการสนับสนุนการแสวงหาความรู้ที่ขัดต่อคำสอน เป็นการปิดกั้นโอกาสหาความรู้ใหม่โดยผู้ครอบครองอำนาจเพื่อที่จะได้ไม่มีการแข็งขืนแนวคิดทางศาสนาและอำนาจการปกครอง มนุษย์ในกระบวนทรรศน์ยุคกลาง หันมาสนใจความรู้ศาสนาและตั้งใจปฏิบัติเพื่อโลกหน้า จึงได้ลดละการสะสมความรู้ไว้เฉพาะตน และหันมาสนับสนุนฐานความรู้และฐานข้อมูลสาธารณะเพื่อการศาสนา จนทำให้เกิดห้องสมุดและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ขึ้นจำนวนมาก

4. กระบวนทรรศน์นวยุคมองทุกอย่างว่าเป็นระบบเครือข่ายวิทยาศาสตร์ (กีรติ บุญเจือ, 2546ง) เริ่มเมื่อวิทยาศาสตร์ค้นพบวิถีทางที่แน่ชัด เป็นวิชาอิสระประมาณ ค.ศ. 1500 เชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์ และการรู้กฎเกณฑ์ของโลกจะทำให้โลกนี้เป็นสวรรค์สำหรับมนุษย์ทุกคน และมีเพียงวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่จะแสวงหาความรู้ได้อย่างเอกอุ และวิทยาศาสตร์จะแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ได้ การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ส่งผลต่อแนวคิดอภิปรัชญาในยุคนั้น (กีรติ บุญเจือ, 2546) เช่น เดการ์ต (René Descartes, 1596 – 1650)  เชื่อทั้งเรื่องจิตและสสาร แต่ จิตกับสสารเป็นคนละเรื่อง อยู่คนละมิติ   มีกฎที่เป็นระบบเครือข่ายควบคุมอยู่คนละระบบ ไม่ก้าวก่ายกัน ไม่โยงใยถึงกัน แต่ทว่าสมองมนุษย์มีสมองเดียวที่จะเข้าใจทั้งสองระบบดังนั้นสองระบบนี้จึงไม่ควรขัดแย้งกัน ไลบ์นิซ (Gottfried Wilhelm Leibniz, 1645 – 1716) เห็นว่าธรรมชาติมีระเบียบเรียบร้อยกลมกลืนกันทุกอย่างตามลัทธิสุทรรศนนิยม (optimism) เหมือนนาฬิกา ซึ่งกลไกทุกส่วนเดินตามกฎเกณฑ์ของมัน “ธรรมชาติเป็นนาฬิกาของพระเจ้า” (nature is the clock of god) ฮับส์ (Thomas Hobbes, 1588 – 1697) เห็นว่าความเป็นจริงมีแต่สสารและพลังซึ่งมีประจำอยู่ในสสาร พลังนี้อาจถ่ายทอดจากเทห์หนึ่งไปสู่เทห์อื่นได้ด้วยการประชิด ปรากฏการณ์ทั้งหลายในจักรวาลเกิดจากการเปลี่ยนที่ของเทห์ด้วยอำนาจของพลังที่ถ่ายทอดกันระหว่างเทห์ โดยมีกฎแน่นอนตายตัว คานท์ (Immanuel Kant, 1724 – 1804)  ได้ค้นพบทฤษฎีวิภาคหรือโครงสร้างของปัญญา (categories) โดยเห็นว่าปัญญาของมนุษย์ทำงานเป็น 2 ระดับ คือ ระดับเหตุผลบริสุทธิ์ (pure reason) ซึ่งต้องผ่านกลไกของผัสสะและกลไกของวิภาคสำหรับ
รู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ส่วนเหตุผลปฏิบัติ (practical reason) เข้าสัมผัสกับความเป็นจริงโดยตรงสำหรับรู้เรื่องศีลธรรมและศาสนา ทั้งผัสสะและเหตุผลต่างก็เป็นเพียงโครงสร้างของปัญญาของมนุษย์เราเท่านั้น จะถือว่าให้ความรู้ที่ตรงกับความเป็นจริงภายนอกไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าสมรรถภาพทั้งสองของปัญญาของเรานี้บิดผันความเป็นจริงภายนอกไปอย่างไร ความรู้ของเราจึงเป็นเพียงความรู้เท่าที่ปรากฏแก่ปัญญาของเรา (phenomena) เราไม่สามารถจะรู้ได้ว่า ความเป็นจริงภายนอก (noumena) เป็นอย่างไร แต่เราแน่ใจว่าต้องมีความเป็นจริงเป็นวัตถุของความรู้มิฉะนั้นความรู้จะเกิดขึ้นไม่ได้  ฟีกเท (Johann Gottlieb Fichte, 1762 – 1864) เสนอว่าประสบการณ์ทุกอย่างจะต้องเป็นกระบวนการที่ผู้รู้ตระหนักถึงสิ่งที่ถูกรู้ ผู้รู้ในฐานะที่เป็นปัญญา และวัตถุของความรู้ในฐานะที่เป็นสมลักษณ์ (representation)  เฮเกล (Georg Wilhelm Friedrich Hegel, 1770 – 1831) ถือมูลบทว่าระเบียบความเป็นจริงกับระเบียบความคิดเป็นอันเดียวกัน เสนอไตรลักษณ์พื้นฐาน (basic triad) อันได้แก่ สิ่งเป็นอยู่ (being) ความเปล่า (nothingness) การเปลี่ยนแปลง (becoming)  สิ่งเป็นอยู่ในไตรลักษณ์นี้ เป็นความเข้าใจรวบยอด เป็นทรรศนะที่มองดูโลกอย่างรวม ๆ เท่าที่ปรากฏเห็นว่ามีคุณภาพ ปริมาณและวัดได้ กงต์ (Auguste Comte,  1798 – 1857)  ถือว่าความจริงมีเท่าที่เราสามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการวิทยาศาสตร์เท่านั้น สติปัญญาของมนุษย์วิวัฒน์มาเป็น 3 ระดับ คือ ระดับศาสนา (theological stage) มนุษย์ทึ่งในธรรมชาติ แต่ไม่รู้ข้อมูลจึงยกให้ธรรมชาติมีชีวิตเหมือนตนเอง ระดับอภิปรัชญา (metaphysical stage) แทนที่จะปั้นเทพขึ้นไว้เบื้องหลังธรรมชาติ ก็ปั้นความเชื่อขึ้นในธรรมชาติ คือ เชื่อว่ามีสาระ สาเหตุ พลัง ฯลฯ อยู่เบื้องหลังธรรมชาติ ธรรมชาติจึงมีฐานะแทนพระเจ้าไป  ระดับปฏิฐาน (positive stage) มนุษย์เห็นว่าความรู้ที่แท้จริงอยู่ที่ข้อมูลเท่านั้นจึงยึดถือเป็นหลัก ความรู้ระดับนี้ทดสอบกันได้ด้วยประสาทสัมผัส ทุกคนต้องยอมรับ สเพนเสอร์ (Herbert Spencer, 1820 – 1903) นำเอาทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน (Charles Darwin, 1809 – 1882) ที่เสนอเรื่องกำเนิดสพีสีส์ (the original of species, 1859) ไปใช้กับความรู้ทุกแขนง เสนอว่าความสัมพันธ์ระหว่างสสารกับพลังงานทำให้เกิดพฤติกรรมวิวัฒนาการและสลายตัว (evolution and dissolution) ซึ่งเกิดขึ้นสลับกันตลอดกาล แบ่งเป็น  1)วิวัฒนาการของชีวิต (biological evolution) ก็คือชีวิตเกิดขึ้นมากมายไว้เผื่อเลือก ตามกฎวิวัฒนาการ   2)วิวัฒนาการของจิต (psychological evolution) ชีวิตเริ่มแสดงสภาพจิตด้วยสัญชาตญาณ (instinct) ซึ่งทำการโดยระบบประสาทซับซ้อน สูงขึ้นมาเป็นความจำ (memory) ซึ่งช่วยให้การปรับตัวมีประสิทธิภาพสูงขึ้นไปจนถึงการรู้ก็เป็นการปรับประสบการณ์ใหม่เข้ากับสิ่งที่มีอยู่ในความจำ เมื่อจำได้มากเข้าก็มีการแบ่งประเภทเป็นระเบียบและระบบเกิดเป็นวิชาการขึ้นตามขอบข่ายของระเบียบความรู้ (cognitive order) ขณะที่ระเบียบความรู้สึก (affective order) ก็เกิดขึ้นควบคู่ตามมา กล่าวคือ สัญชาตญาณทำให้เกิดเพทนาการเรียบง่าย (simple sentiment) ซึ่งเป็นพลังผลักดันให้อยากทำการ ความจำทำให้เกิดเพทนาการในขั้นอ่อน  ความรู้ทำให้เกิดเพทนาการซับซ้อน (complex sentiments) ฉะนั้น เมื่อการชั่งทางเลือก (deliberation) ด้านใดมีการดึงดูดรุนแรงที่สุดก็จะตัดสินใจเลือกเอาด้านนั้น (decision) เพราะฉะนั้น เจตจำนงเสรีจึงไม่มีจริง

นวยุคเน้นอภิปรัชญาที่ว่ามีความเป็นจริงวัตถุวิสัยในระบบความรู้  ความรู้ที่เชื่อว่าความเป็นจริงต้องเป็นวัตถุวิสัยที่ตรงกัน 3 ด้าน คือ ความเป็นจริง ความคิด และภาษา ทั้งสามประสานกันเป็นระบบเครือข่าย (systematic network) ตามเกณฑ์ของนวยุคภาพ ซึ่งเรียกความเชื่อในระบบเครือข่ายเช่นนี้ว่า “วจนศูนย์นิยม” (Logocentrism) คือ ระบบเครือข่ายที่มีภาษาเป็นศูนย์กลาง และได้สร้างความหมายใหม่ให้แก่ภาษาด้วยเหตุผล (อุปนัยและนิรนัย) และระบบที่ทำให้ความหมายเก่ามีความหมายในโฉมหน้าใหม่ที่เป็นวิทยาศาสตร์ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถแสวงหาวิชชา และกำจัดอวิชชาต่าง ๆ ได้ หากแต่สิ่งที่ไม่อาจเข้าระบบเครือข่ายได้ก็ถูกเบียดไปเป็นอวิชชาแทนที่ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือรับรองความจริงแบบยึดติด ในขณะที่เนื้อหาปรัชญาก็รับใช้ผู้ปกครองระบบจักรวรรดิ เครือข่ายถูกเชื่อมโยงกันอย่างมากมาย ผู้มีความรู้ด้านต่าง ๆ จะมีบทบาทก็ต่อเมื่อได้รับการยอมรับ มีตำแหน่งหน้าที่ และหลักการที่นำเสนอนั้นต้องช่วยยืนยันความถูกต้องของกระบวนทรรศน์นวยุค นั่นคือการให้วิชาวิทยาศาสตร์ช่วยหาเหตุผลของกฎต่าง ๆ เพื่ออธิบายว่าทำไมจึงมีข้อเท็จจริงอย่างนั้น สาเหตุที่พบนั้นต้องอยู่ในวิสัยที่จะตรวจสอบดูได้ ทดสอบได้ ตั้งเป็นกฎได้ เพื่อจะได้พยากรณ์ในอนาคตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริหารสังคมต้องการเพื่อตอบข้อสงสัยของประชาชนและชี้นำการกระทำต่าง ๆ ผ่านระเบียบกฎเกณฑ์ที่สนับสนุนระบบเครือข่ายให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเป็นการยึดโยงอำนาจปกครองเอาไว้ในกลุ่มชนชั้นปกครองนั้นเอง ปัญญาชนจึงเป็นเครื่องมือของนักปกครองเพื่อให้ได้ความชอบธรรมในการปกครองของตน ความรู้เป็นสิ่งมีค่า ระบบการศึกษาขยายตัว ทุกคนหากต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นต้องศึกษาให้มีความรู้ ไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง ทำให้ระดับชั้นของสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง ผู้มีความรู้สามารถเลื่อนระดับในสังคมได้ และอาจเป็นผู้มีอำนาจในสังคมได้เช่นกัน ทำให้เกิดองค์กร สมาคมต่าง ๆ เพื่อแสดงอำนาจของกลุ่มผู้ที่มีความรู้เดียวกัน และใช้เพื่อคัดง้างกับอำนาจอื่น ๆ ความรู้เป็นของมีค่าที่ต้องแสวงหา และต้องจับจ่ายเงินเพื่อให้ได้มา คนที่มีความรู้ต้องมีใบรับรอง เช่น ปริญญาบัตรระดับต่าง ๆ หากไม่มีก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ประจักษ์ ระบบรองรับเฉพาะผู้ที่มีหลักฐานการศึกษาจึงบังคับให้ต้องเรียนให้สูง ๆ และเมื่อเรียนสูงเป็นผู้มีความรู้ก็จะได้การจ้างงานในตำแหน่งสูงรับค่าจ้าง ค่าตอบแทนที่สูงอีกด้วย  อำนาจจึงสัมพันธ์กับความรู้อีกครั้ง โดยผู้มีความรู้เป็นผู้ถือครองอำนาจแทนที่ผู้มีอำนาจจากระบบเดิม  ผู้มีอำนาจเดิมอยู่ในยุคสมัยใหม่ได้ก็ต่อเมื่อปฏิบัติตามคือต้องเรียนให้สูง ๆ มีความรู้มาก ๆ และใช้เงินเพื่อจ้างผู้มีความรู้สูงมารับใช้ตน มิฉะนั้นก็จะถูกผลักให้ห่างจากสังคมออกไปเรื่อย ๆ ในสมัยเช่นนี้ความรู้ทางศาสนาเป็นเรื่องที่ล้าสมัย ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ผู้รู้ทางสายนี้หากไม่นำเอาวิทยาศาสตร์มาช่วยอธิบายก็จะไม่ได้รับการยอมรับ ทำให้ต้องจัดระบบการศึกษาคำสอนศาสนาให้มีขั้นปริญญาขั้นต่าง ๆ ตามแบบอย่างของวิชาทางโลก ให้มีตำแหน่งและเลื่อนขั้นตามใบปริญญา สำหรับผู้รู้ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากระบบการศึกษาที่ขยายตัวเองทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นไปอีก การแสวงหาความรู้ไม่ใช่การศึกษาเพื่อรู้และนำไปปฏิบัติใช้ แต่เป็นการให้ได้ชื่อว่ารู้ ฉลาด เก่งเพื่อให้ได้ทำงานในตำแหน่งที่สูง และจะได้มีอำนาจ และเงินมากยิ่งขึ้น ๆ เพื่อความสุขในโลกนี้อย่างที่นวยุคภาพได้แสดงไว้ รอยต่อระหว่างนวยุคกับหลังนวยุคเกิดปัญหาทางอุดมการณ์ก่อให้เกิดสงครามเย็น (ค.ศ. 1945 – 1991) ระหว่างฝ่ายประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตยซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกากับฝ่ายประเทศคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียตรัสเซียที่ไม่เพียงแต่แข่งกันในการแสวงหาประเทศที่เข้าร่วมอุดมคติทางการเมืองเช่นตนเท่านั้น แต่ยังแข่งขันกันว่าใครมีความรู้ที่เหนือกว่า เพื่อแสดงว่าระบบการปกครองของตนส่งเสริมความรู้ให้ก้าวหน้าเหนือกว่าอีกระบบได้ วิธีการเผยแพร่อิทธิพลวิธีสุดท้าย คือ วิธีการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ ความพยายามแสดงออกถึงความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การคิดค้นอาวุธ สิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ รวมทั้งโครงการสำรวจอวกาศเพื่อสร้างความศรัทธาแก่ประเทศพันธมิตรและสร้างความยำเกรงแก่ประเทศฝ่ายตรงข้าม เหตุการณ์สำคัญตัวอย่างเช่น การส่งยานอวกาศสปุตนิก 1 (Sputnik 1) ได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1957 การส่งนักบินอวกาศยูริ กาการิน (Yuri Alekseyevich Gagarin, 1934 – 68) ออกไปในอวกาศได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1961 ของประเทศโซเวียตได้ยังผลให้ประเทศของโลกที่สามขณะนั้นเริ่มเอนเอียงไปฝักใฝ่โลกคอมมิวนิสต์ ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องรีบทุ่มพัฒนาโครงการอวกาศของตนเองจนสามารถส่งและบังคับให้ยานอวกาศอพอลโล 11 (Apollo XI) ลงจอดที่ดวงจันทร์ และให้นักบินอวกาศอาร์มสตรอง (Neil Alden Armstrong, 1930 – 2012) เหยียบพื้นผิวของดวงจันทร์ในปี  ค.ศ. 1969 เหตุการณ์ทั้งสองได้เป็นไม้นำในการเดินหน้าทางเทคโนโลยีและความรู้ของมนุษยชาติและเป็นหลักหมายสำคัญอย่างหนึ่งของการพัฒนาความรู้ของมนุษยชาติ

มนุษย์ในกระบวนทรรศน์นวยุค ให้ความสำคัญกับความรู้เพื่อความก้าวหน้าของมนุษยชาติ จึงเน้นการสะสมความรู้ให้มากเข้าไว้เป็นฐานข้อมูลสาธารณะ เกิดระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ระดับรัฐ มีห้องสมุดและมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นจำนวนมากและมีการส่งเสริมการศึกษาและการแสวงหาความรู้ แต่การเข้าถึงฐานข้อมูลได้มีการกำหนดสิทธิในการเข้าถึง และการนำไปใช้ มีข้อมูลจำนวนมากที่ถูกเก็บไว้ในชั้นความลับระบบรัฐเพื่อเป็นอำนาจต่อรองในระดับระหว่างประเทศ

5 กระบวนทรรศน์หลังนวยุค มองทุกอย่างด้วยวิจารญาณ มีการวิเคราะห์แยกประเด็นเพื่อความเข้าใจที่เป็นกลาง ประเมินค่าแต่ละส่วนที่แยกออกมาว่าให้คุณหรือโทษอย่างไร และประยุกต์ส่วนที่เป็นคุณไว้ใช้ตามเป้าหมายของมนุษยชาติ แล้วชี้แจงอย่างมีเหตุผลตามความนิยม (กีรติ บุญเจือ, 2546ฉ) เพื่อจูงใจให้มีการพัฒนาความเข้าใจและความคิด สร้างสรรค์เพื่อความเจริญก้าวหน้า เริ่มตั้งแต่ คานท์ เสนอว่าอย่าหลงใหลวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์มิได้ให้ความจริง ให้เพียงสิ่งที่เป็นประโยชน์ เราต้องใช้วิทยาศาสตร์เพื่อรับใช้มนุษย์ในขอบข่ายของศีลธรรมและศาสนา เกิดเป็นความไม่แน่นอนที่รู้ขอบข่าย และจูงใจให้มนุษย์หันหน้าเข้าหากัน แสวงหาความสำนึกร่วมและร่วมมือกันเพื่อควบคุมการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่าง ๆ  เน้นปรัชญาของภาษา โดยมีความเป็นจริงของความหมายเป็นแกนนำ การศึกษาสาขาต่าง ๆ ย่อมมีภาษาประจำแต่ละวิชาสำหรับถกปัญหา ความเป็นจริงของความหมายมีบทบาทอย่างมากในสังคมใหม่ในการเข้าใจอภิปรัชญาและญาณปรัชญาในฐานที่ว่าความหมายที่เชื่อนั้นนับได้ว่าเป็นความจริงที่น่าสนใจยิ่งกว่าความจริงของสิ่งเป็นอยู่ คานท์จึงเห็นว่าเครื่องค้ำประกันให้เชื่อความหมายล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาษาทั้งสิ้น นีทเฉอ (Friedrich Nietzsche, 1844 – 1900) แสดงอภิปรัชญาผ่านเรื่อง “พระเจ้าตายแล้ว” และชี้ว่าความเป็นจริงเป็นพลังที่แสวงหาอำนาจกึ่งตาบอด ไม่อยู่นิ่งตายตัวและไม่เป็นระบบระเบียบแต่พัฒนาสู่การพัฒนาพลังปัญญา  อภิปรัชญาที่ว่าด้วยความเป็นจริงอันติมะ ซึ่งได้แก่เจตจำนงที่เป็นพลังตาบอด ไม่ใช่จิตที่รู้คิดด้วยปัญญาเหตุผล การดิ้นรนของเจตจำนงไม่จำเป็นต้องประสานกันเป็นระบบ เพราะแต่ละอย่างที่เกิดขึ้น ขึ้นกับว่าขณะนั้นพลังดิ้นรนกำลังดิ้นรนไปทางไหนตามยถากรรม ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับอดีตและไม่จำเป็นต้องมีแผนสู่อนาคต ฮายเสินเบิร์ก (Werner Heisenberg, 1901 – 1976) เสนอหลักความไม่แน่นอนที่สะเทือนถึงหลักค้ำประกันความเป็นจริงของระบบเครือข่ายตามกระบวนทรรศน์นวยุคเพราะเป็นการค้นพบที่นอกเหนือไปกว่ากฎวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบกันอยู่ ว่าไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนใดที่จะสรุปเป็นกฎหรือพยากรณ์ได้ โดยผ่านกระบวนการวิทยาศาสตร์ หากแต่เป็นความจริงที่ค้นพบโดยตรง หลักการความไม่แน่นอนนี้ จึงทำให้ทฤษฎีแควนเถิม (quantum theory) ซึ่งแสดงความตายตัวของอนุภาคซึ่งเป็นพื้นฐานของทุกสิ่งหรือกฎฟิสิกส์ที่ควบคุมตรงไปตรงมาเกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง เพราะความไม่แน่นอนทำให้ ไม่อาจพยากรณ์ได้ วิทเกินชทายน์ (Ludwig Wittgenstein, 1889 – 1951) เสนอว่าความรู้ของมนุษย์ ไม่ใช่รูปถ่ายของความเป็นจริง  แต่เป็นภาพวาดของความเป็นจริง (picture of reality) เวสเถอร์มาร์ค (Edvard Westermarck, 1862 – 1939) ได้ชี้ว่าหลักจริยธรรมสัมพัทธ์ตามวัฒนธรรมของสังคมที่ตนจำกัดอยู่ กฎจริยศาสตร์เป็นอัตวิสัยเกิดจากอาเวค (emotion) ไม่ใช่จากเหตุผล หน้าที่ของจริยศาสตร์จึงไม่ใช่การวางกฎเกณฑ์สำหรับความประพฤติ แต่เป็นการค้นคว้าหาข้อมูลของความสำนึกทางศีลธรรม  ฟูโกล์ (Michel Foucault, 1926 – 1984) ได้แสดงว่าจิตที่ขีปนาความเป็นจริงและความจริงให้กับสังคมนั้นคือ ความต้องการของผู้มีอำนาจในสังคมที่ขีปนาออกมา โดยผ่านทางปัญญาชนของแต่ละยุคแต่ละสมัย จากภาวะสังคมที่มีการแบ่งความรู้ออกเป็นศาสตร์ต่าง ๆ ทำให้มนุษย์เราถูกทำให้มีความหลากหลายของสถานภาพ รวมไปถึงถูกทำความเข้าใจ อธิบายอย่างแตกต่างหลากหลาย ไม่มีศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งที่สามารถอธิบายความเป็นจริงของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามศาสตร์ต่าง ๆ ก็ยังมีอิทธิพลต่อมนุษย์เรามากมาย สิ่งที่ทำให้กลไกของความรู้เป็นเช่นนี้ก็คือ การเกิดขึ้นของสถาบันต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ในการรองรับและรับใช้ความรู้ ทั้งการทำให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง การผลิตความรู้ใหม่ และรวมไปถึงการผลิตวรรณกรรมขององค์ความรู้แบบนั้น ๆ เพื่อบอกเล่าว่าความรู้แบบใหม่สอนอะไร ให้อะไรแก่คนในสังคมรวมไปถึง มีอำนาจใดในการอธิบายมนุษย์และก่อให้เกิดความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างความรู้แบบใหม่กับความรู้แบบดั้งเดิมอย่างไร ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับมนุษย์ สังคมกับสิ่งแวดล้อม โดยที่ฟูโกล์เน้นการเคารพในตัวมนุษย์ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งในสังคม ๆ หนึ่ง ในวัฒนธรรมหนึ่งไม่มีมนุษย์คนใดสำคัญหรือมีค่ามากกว่ามนุษย์อีกคนหนึ่ง หากแต่มนุษย์ต่างกันเพราะการให้ค่าความรู้อย่างหนึ่งในสังคม ซาตร์ (Jean-Paul Sartre, 1905 – 1980) เน้นว่าทุกคนต้องเป็นอิสระและรับผิดชอบในการกระทำของตนตามแนวทางอัตถิภาวะนิยม (existentialism) คือมีเสรีภาพในแง่ปัจเจกชน และเสนอแนวทาง 3 กล้า ได้แก่ กล้าเผชิญปัญหา กล้าประเมินวิธีปฏิบัติและกล้าลงมือทำด้วยความรับผิดชอบ โบดริยารด์ (Jean Baudrillard, 1929 – 2007) เห็นว่าหลังนวยุคเป็นยุคที่เทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นและก่อให้เกิดความสามารถในการผลิตซ้ำทั้งสินค้าที่เป็นวัตถุและสินค้าเชิงวัฒนธรรม ความสามารถในการผลิตซ้ำได้อย่างไม่จำกัดนี้ทำให้เกิดสังคมเกินจริง (hyper-reality society) ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งจำลอง (simulacrum) จนไม่สามารถที่จะแยกระหว่างของจริงกับสิ่งจำลองได้ และยังเป็นยุคของการระเบิดแบบรวมตัว (implosion) ของเส้นแบ่งระหว่างสิ่งต่าง ๆ ทำให้ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างสิ่งที่ปรากฏกับความเป็นจริง นั่นคือ ไม่มีความหมายที่อยู่เบื้องหลังสิ่งต่าง ๆ ที่จะให้ค้นหานั่นเอง ความเป็นเกินจริงเกี่ยวข้องกับสังคมสื่อและสังคมเครือข่ายข้อมูลข่าวสารที่ได้ร่วมกันสร้างความเป็นจริงที่ยิ่งกว่าสิ่งเป็นจริง (more real than real) ที่ความเป็นจริงได้ตกเป็นรองภาพตัวแทน และนำไปสู่การหลอมละลายความเป็นจริงในขั้นสุดยอด เลียวตาร์ด (Jean Francios Lyotard, 1924 – 1998) เสนอให้มีการปรับเปลี่ยนทางญาณวิทยาเพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปของหลังนวยุค คือการเปลี่ยนจากยุคทุนนิยมไปสู่ยุคสังคมสื่อ รวมไปถึงสังคมบริโภคนิยมที่ก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ในการสร้างความชอบธรรมให้แก่ความรู้ ทำให้เรื่องเล่าใหญ่ (grand narrative) ต่าง ๆ กลายสภาพเป็นเพียงมายาคติเท่านั้น ในหลังนวยุคนนี้วิทยาศาสตร์ได้สูญเสียอำนาจในการครอบงำ เนื่องจากมักกล่าวอ้างความจริงโดยอิงทฤษฎี กฎระเบียบ เหตุผลที่พิสูจน์ด้วยกฎ วิทยาศาสตร์จึงมีสถานภาพเป็นเพียงเกมทางภาษาอีกอันหนึ่งเช่นกัน มนุษย์ควรเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ต่อความรู้เสียใหม่ เพราะโลกใบนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นองค์ความรู้ที่ดีที่สุดในโลกยุคนี้คือความรู้แบบชั่วคราวที่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ความรู้ในกระบวนทรรศน์หลังนวยุคนั้นให้ความสำคัญกับความรู้ที่อยู่ในช่องว่างของเครือข่ายความรู้   วิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นเพียงเครื่องมืออีกอันหนึ่งในการพิสูจน์ตามระบบเครือข่าย  ก่อให้เกิดความก้าวหน้าเพราะพบความจริงในอีกหลายด้าน ซึ่งแต่เดิมหลุดลอดระบบเครือข่ายของหลักตรรกะไป ทำให้เกิดการพัฒนาด้านวิทยาการต่าง ๆ แต่นักปรัชญาก็ได้เกิดความสงสัยต่อเครือข่ายความรู้ และเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญของโลก ความก้าวหน้าทางวิทยาการทำให้เกิดความขัดแย้งที่ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ในโลก ดังนั้นเพื่อขจัดความขัดแย้งอันนำไปสู่ความวุ่นวายของโลกนี้ จึงเกิดแนวความคิดที่ชี้ชวนให้คนไม่ยึดมั่นถือมั่นต่อเครือข่ายความรู้ เพราะเห็นว่าต่างคนต่างมีเครือข่ายความรู้เฉพาะตนที่แตกต่างจากเครือข่ายความรู้ของคนอื่น แต่ถ้าหากทำให้ทุกฝ่ายยอมรับกันและกันได้บนหลักการเอกภาพในความหลากหลาย (unity in diversity) นั่นคือไม่มุ่งเอาชนะกัน แต่เปลี่ยนมาเป็นส่งเสริมกัน ถือว่าความหลากหลายเป็นความสวยงามทางความคิด และเป็นปัจจัยแห่งการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หลักการสำคัญคือการแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง โดยอิงอาศัยวิธีสุนทรียสนทนา (dialogue) เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดต่าง ทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นตามระบบเครือข่ายของตนเอง และก็ยอมรับฟังความคิดตามระบบเครือข่ายของผู้อื่น โดยไม่ได้มุ่งที่จะล้มล้างหรือเอาชนะความคิดเหล่านั้นว่าไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่มองหาจุดร่วมและแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อความก้าวหน้า ความเจริญ เพื่อสันติภาพของโลก

การพัฒนาเครือข่ายความรู้ในหลังนวยุคเน้นการเปิดโอกาสและยอมรับความกล้าบ้าบิ่นของคนรุ่นใหม่ ความมุทะลุและความกล้าเสี่ยงที่จะนำระบบความคิดต่าง ๆ เข้ามาผสมผสานหรือกระจายรูปแบบความคิดให้กว้างขวางออกไปนอกกรอบเดิมที่เคยคิดกันมาเพื่อที่จะได้มุมมองใหม่  ปัญหาปรัชญาในบางประเด็นอาจจะได้รับมุมมองใหม่ผ่านปรัชญาตะวันออก ปรัชญาพุทธ ปรัชญาอิสลาม จนค้นพบแนวคิดที่อาจจะซ่อนอยู่ในตาข่าย ซึ่งถูกละเลยไปเนื่องจากอยู่นอกระบบเครือข่ายแต่เดิม และไม่อาจแสดงความเชื่อมโยงกับแนวคิดอื่นได้ ในขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่เองก็จะต้องกล้าอย่างมีสติ ต้องเรียนรู้อย่างฉลาด และครอบคลุมอย่างรอบด้าน ทั้งยังต้องลดความยึดมั่นถือมั่นลง ใช้มุมมองอย่างเป็นกลางเพื่อวิจารณ์แนวคิดต่างๆ ทั้งจุดร่วมและจุดต่าง องค์ความรู้ต่าง ๆ จึงจะมีโอกาสใหม่ในการเพิ่มพูนความรู้  การคิดใหม่ไม่ใช่การมุ่งทำลายของเดิม แต่เป็นการประนีประนอมเพื่อให้เกิดความรู้ใหม่ที่ดีขึ้น ปัญญาของมนุษยชาติจึงจะสามารถยกระดับสูงขึ้นไปได้อีก กระแสหลังนวยุคได้เข้ามามีบทบาทต่อแนวคิดและการประสานความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นของประเทศต่าง ๆ เสมือนไม่มีพรมแดนทางภูมิศาสตร์กางกั้นไว้แต่เดิม ภาวะไร้พรมแดนเนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศได้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้และศิลปะวิทยาการ อย่างแพร่หลาย ตำราที่ทรงคุณค่าได้รับการศึกษา ยกย่องและยอมรับว่ามีคุณค่าแก่มวลมนุษยชาติ จึงมีการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ เพื่อการเผยแผ่ แม้แต่หนังสือนิยายหรือหนังสืออ่านเล่นก็ยังเกิดปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ที่ผู้อ่านในประเทศต่าง ๆ รอผู้เขียนให้เขียนเสร็จและแปลเป็นภาษาของตน และมีอุตสาหะตั้งหน้าตั้งตาเฝ้ารอเพื่อให้ได้ซื้อหาเป็นคนแรก การไปพักค้างหน้าร้านขายเพื่อให้ได้สิทธิที่จะได้ซื้อคนแรกจะได้อ่านก่อนคนอื่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไปดุจไฟลามทุ่ม  บรรยากาศแห่งการใฝ่หาความรู้ร่วมกันเช่นนี้ ไม่มีผู้อุปถัมภ์หลัก แต่เป็นการส่งเสริมและผลักดันในเชิงนโยบายทางสังคมของประเทศต่าง ๆ ทำให้เกิดการยอมรับในระดับกว้าง ดังนั้นย่อมไม่หมดสิ้นหรือล่มสลายไปเมื่อผู้อุปถัมภ์หมดไปเช่นในอดีต

กระบวนทรรศน์หลังนวยุคได้ชี้ถึงความสำคัญของความรู้ว่ามีอยู่ในทุกกระบวนทรรศน์และความรู้มีความสัมพันธ์กับอำนาจและโครงสร้างทางสังคม ความเจริญรุ่งเรืองและความมีอารยธรรม แต่ความรู้ที่สะสมไว้โดยผู้มีอำนาจได้นำไปสู่การเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ กลายเป็นความไม่สงบสุขและสุดท้ายจึงเกิดเป็นสงคราม หลังนวยุคภาพจึงได้ชี้ถึงความร่วมมือในการแบ่งปันความรู้ การเพิ่มคุณค่าให้แก่ความรู้ โอกาสและสิทธิของคนในการเข้าถึงความรู้อย่างถูกต้องผ่านเครื่องมือและเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยไม่หลงไปกับความเกินจริงและคำชวนเชื่อ ความรู้และเทคโนโลยีเหล่านั้นล้วนพัฒนาไปเพื่อสันติภาพและคุณภาพที่ดีกว่าของสังคมโลก มนุษย์ในกระบวนทรรศน์หลังนวยุคให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคลอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น จึงมองถึงการที่รัฐมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่แล้วนั้น มนุษย์แต่ละคนก็จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลเฉพาะตนซึ่งสามารถใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นไปพร้อม ๆ กัน

สรุป 

มนุษย์ในกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์สนใจในความรู้วิธีเอาใจเบื้องบน กระบวนทรรศน์โบราณสนใจในความรู้ว่าด้วยกฎและเกณฑ์ กระบวนทรรศน์ยุคกลางสนใจในความรู้ศาสนาเพื่อไปสู่โลกหน้า กระบวนทรรศน์นวยุคสนใจความรู้วิทยาศาตร์ที่ประสานสอดคล้องเป็นเครือข่ายที่สมบูรณ์ กระบวนทรรศน์หลังนวยุคสนใจความรู้ที่อยู่ในตาข่ายของเครือข่ายความรู้เพื่อหยิบยกคุณค่าคืนกลับมาและเผยแผ่ความรู้ไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต

 

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018