อ.ดร.รวิช ตาแก้ว

ปรัชญาวิเคราะห์ (Analytic Philosophy) ญาณวิทยาในสมัยปัจจุบันให้ความสนใจทฤษฎีความหมายเป็นพิเศษตามแนวคิดวิทเกินชทายน์   ทฤษฎีความหมายเท่าที่มีในขณะเวลานี้ จัดกลุ่มได้เป็น 4 กลุ่มทฤษฎี

                        1)  ทฤษฎีอ้างอิง (Referential Theory) ทฤษฎีอ้างอิงอ้างว่าความหมายของภาษา คือสิ่งที่หน่วยภาษานั้นบ่งถึง หน่วยภาษาอาจจะเป็นคำ ประโยค หรือข้อความก็ได้ ที่มีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งตามความต้องการของผู้พูด สิ่งที่บ่งถึงนั้นอาจแสดงออกได้เป็นหลายวิธี เช่น ชี้ให้ดู อาจจะนิยามขึ้นกำหนดความหมาย เช่น ครู คือ ผู้ที่ให้วิชาความรู้

แอลสทันได้แก้ไขว่า หน่วยภาษามิได้ตรงกับสิ่งที่มันบ่งถึง แต่ตรงกับความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยภาษากับวัตถุ ดังคำพูดของท่านว่า “ความหมายของหน่วยภาษาตรงกับความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยภาษานั้น ๆ กับวัตถุที่หมายถึง…การผูกพันในทำนองนี้คือเนื้อแท้ของความหมาย” (W. P. Alstom,1964)

ทฤษฎีอ้างอิงแบบสัจนิยม (realistic referential Theory) ถือว่าความเป็นจริงเป็นความหมายของคำ เพราะฉะนั้นคำทุกคำจะต้องมีวัตถุตอบสนอง ซึ่งอาจมีอยู่จริงหรือปัญญาของเราปะติดปะต่อจากสิ่งที่มีอยู่จริง คุณค่าต่างๆ จึงมีมาตรการจริงเป็นวัตถุวิสัย เช่น มาตรการความดีมีอยู่จริงตายตัวสำหรับตัดสินว่า “เป็นสิ่งดี”

ทฤษฎีอ้างอิงแบบทฤษฎีภาพ (picture Theory) ถือว่าประโยคที่จะจริงได้ต้องเป็นประเภทข้อตัดสินข้อเท็จจริง (fact judgement) คือตัดสินว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร (What is the case) เพราะฉะนั้นประโยคประเภทตัดสินคุณค่า (value-judgement) คือตัดสินว่าควรเป็นอย่างไร (What ought to be the case) ไม่มีความหมาย

                        2)  ทฤษฎีพิสูจน์ (Verificational Theory) เป็นทฤษฎีของสำนักปฏิฐานนิยมเชิงตรรกะ (logical positivism) ซึ่งมีกำเนิดมาจากชมรมเวียนนา (Vienne Circle) วิทเกินชทายน์ได้รับเชิญเป็นแขกผู้มีเกียรติของชมรม หนังสือตำราปรัชญาเชิงตรรกะ,1922 ของท่านเป็นคัมภีร์เล่มหนึ่งของชมรม  คำถามพื้นฐานของชมรมเวียนนาและของลัทธิปฏิฐานนิยมโดยทั่วไป ก็คือ จะใช้อะไรเป็นมาตรการสำหรับตัดสินว่าคำพูดคำใดมีความหมายหรือไม่ ถ้ามีความหมายจะได้รับไว้สำหรับใช้ค้นคว้าทางวิชาการต่อไป หากไม่มีความหมายจะได้ขจัดออกไปเสียตั้งแต่ต้น ไม่ให้ไปปะปนกับคำที่มีความหมายอันเป็นเหตุให้เกิดความสับสนวุ่นวาย ในที่สุดก็ลงมติว่า ควรใช้การพิสูจน์ได้ (verificability) เป็นมาตรการตัดสินว่าคำใดมีความหมายหรือไม่ ถ้าพิสูจน์ได้ตามวิธีการของวิชาฟิสิกส์ก็มีความหมาย รับไว้เป็นข้อมูลของความรู้ได้  ซึ่งแอร์ (A.J. Ayer,1910 – 1989) ได้ประมวลความคิดขึ้นเป็นสูตรว่า “ข้อความจะถือได้ว่าความหมายตามตัวอักษรก็ต่อเมื่อเป็นข้อความวิเคราะห์ หรือข้อความที่ทดสอบได้ด้วยประสบการณ์เท่านั้น” ข้อความวิเคราะห์ (analytic statement) ได้แก่ข้อความที่เป็นไปตามนิยาม เช่น สามเหลี่ยมด้านเท่า คือ รูปที่มีสามเหลี่ยมด้านเท่ากัน คือ เมื่อรู้นิยามของคำทุกคำที่ใช้แล้วจะเข้าใจเป็นอย่างอื่นไม่ได้ จึงไม่ต้องการการพิสูจน์แต่ประการใด ข้อความอื่นนอกเหนือไปจากนี้เรียกว่า ข้อความสังเคราะห์ (synthetic statement) ล้วนแต่ต้องการทดสอบเพื่อรับรองการมีความหมายทั้งสิ้น จากแนวคิดนี้ทำให้เกิดความคิดว่า เมื่อพูดถึงปฏิฐานนิยมเชิงตรรกะก็ถือว่าลัทธินี้ใช้การพิสูจน์ได้ เป็นมาตรการตัดสินการมีความหมาย ผลที่ตามมาคือ ข้อความเกี่ยวกับคุณค่า     ต่าง ๆ จะไร้ความหมาย (non–sense or meaningless) เพราะข้อความประเภทนี้ เช่น x is good ไม่มีข้อเท็จจริงจะมาพิสูจน์ได้ เพราะไม่ใช่ข้อความเกี่ยวกับข้อเท็จจริงนั่นเอง (กีรติ บุญเจือ, 2561)

                        3)  ทฤษฎีจิตวิทยา (Psychological Theory) นักปรัชญาภาษาที่ถือทฤษฎีนี้ว่า ความหมายคือความพร้อมของภาษาที่จะก่อให้เกิดกระบวนการทางจิตวิทยา (disposition to cause psychological processes) กระบวนการดังกล่าวอาจจะเกิดขึ้นในตัวผู้สื่อสาร หรือในตัวผู้รับการสื่อสารก็ได้ ภาษาจึงมี 2 ความหมายคือ ความหมายของผู้สื่อสารหรือผู้ใช้ภาษา และความหมายของผู้รับการสื่อสารหรือผู้รับรู้ภาษา ความหมายของผู้สื่อสาร ได้แก่ภาวะของจิตใจที่เป็นสาเหตุให้พูดคำพูดหรือแสดงเครื่องหมายออกมาเพื่อสื่อสารไปถึงผู้อื่น ส่วนความหมายของผู้รับสื่อ ได้แก่ ภาวะทางจิตใจอันเป็นผลจากการได้ฟังคำพูด

                         4)  ทฤษฎีเครื่องมือ (Tool Theory) ทฤษฎีนี้เสนอว่า ความหมายคือ เครื่องมือสื่อสาร ภาษาจะมีความหมายก็โดยเป็นเครื่องมือสื่อสารและจะมีความหมายอย่างไรนั้นก็แล้วแต่ว่าจะใช้สื่อสารในเรื่องใด ผู้ที่มีความเห็นตามนัยนี้มีหลายท่าน ทฤษฎีเครื่องมือของวิทเกินชทายน์  ได้เสนอในหนังสือ สำรวจเชิงปรัชญาว่า การใช้ภาษานั้นมีด้วยกันหลายแบบ ซึ่งจะเปรียบได้เหมือนกับเครื่องมือช่าง แต่ละชิ้นอาจนำไปใช้ได้  ต่าง ๆ กันตามความต้องการของผู้ใช้  คำหรือประโยคก็เหมือนกัน แต่ละหน่วยมีวิธีการใช้และการใช้ได้ต่าง ๆ กันมากมาย จนยากที่จะกำหนดได้ว่าลักษณะใด ซึ่งเปรียบได้เสมือนเกม คือจะต้องมีกิจกรรมอะไรสักอย่าง ยากที่กำหนดได้ว่า กิจกรรมจะต้องมีลักษณะใดจึงเป็นเหมือนเกมของการใช้ภาษา โดยวิเคราะห์โครงสร้างของภาษาว่าได้บิดเบือนโครงสร้างของความคิด ภาษาเป็นต้นเหตุของความยุ่งยากในทางการใช้ความหมายเพื่อการสื่อสารทางปรัชญา จึงได้เสนอนำทฤษฎีต่าง ๆ ที่ว่าด้วยความหมาย (theories of meaning) และได้สรุปไว้ว่า ควรวิเคราะห์การใช้ภาษาตามแบบเกมภาษา (language game) “คำว่า เกมภาษา ตั้งใจจะเน้นให้เห็นชัดเจนถึงข้อเท็จจริงที่ว่าการพูดภาษา เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมหรือของชีวิตแบบหนึ่ง” (กีรติ บุญเจือ, 2561)

                แนวคิดปรัชญาของกาดาเมอร์ (Hans Georg Gadamer, 1900-2002) กาดาเมอร์ให้ความคิดไว้ว่า กระแสพหุนิยม (Pluralism) เป็นเรื่องเดียวกันกับการตีความ สามารถตีความได้หลายมุมมองหรือบริบทวัฒนธรรม จึงควรแลกเปลี่ยนทัศนะแก่กันโดยใช้ภาษาเป็นสื่อ ซึ่งต้องรู้จักหลักการตีความเพื่อให้บรรลุ “การผสานขอบฟ้า” (fusion of horizons) เพื่อขยายขอบฟ้าของกันและกัน

                แนวคิดของเกิทซ์ (Clifford Geertz, 1926 – 2006) เกิทซ์ได้ให้ความคิดเห็นในหนังสือตีความวัฒนธรรม (The Interpretation of Culture) โดยให้คำนิยามวัฒนธรรมไว้ว่าเป็นชุดหนึ่งของสัญญะหรือกรอบที่กำหนดกรอบชีวิต (a system of symbols that gives shape to a human life) และนิยามสัญลักษณ์ไว้ว่า เป็นเครื่องหมายที่มนุษย์กำหนดขึ้นจากความพอใจร่วมกัน (sign human-made, arbitrary, convention and shared) (กีรติ บุญเจือ, 2561 เล่ม 6)

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018