ลัทธิรื้อสร้างใหม่กับปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต:

…..

ลัทธิรื้อสร้างใหม่ (Reconstruction) เริ่มรู้กันในราวปี 1942 ต่อมา Richard D. Mosier จากหนังสืง The Philosophy of Reconstructionism, Educational Theory 1 ในปี 1951  โดยเสนอการรื้อสร้างใหม่ในด้านตรรกะ ศีลธรรม การศึกษา และปรัชญา ในยุคสมัยใหม่ ทั้งนี้ Theodore Branmeld นักปรัชญาการศึกษาเป็นแนวหน้าในการสนับสนุนแนวคิดนี้เป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันในทางศาสนาได้เกิดเป็นท่าทีต่อการปรับตัวอย่างสร้างสรรค์ของศาสนายิวโดยเน้นการบ่มเพาะประเพณีและวิถีชีวิตชาวยิว สำหรับชาวคริสต์เน้นการพิจารณากฎตามคัมภีร์ไบเบิลที่เป็นพื้นฐานของกฎหมายแห่งรัฐและศีลธรรมของสังคม รวมไปถึงท่าทีในการยอมรับการรื้อฟื้นความเชื่อและการปฏิบัติในศาสนาโบราณต่างๆ อีกด้วย

‘Education has two major roles: to transmit culture and to modify culture. When American culture is in a state of crisis, the second of these roles–that of modifying and innovating–becomes more important. Reconstructionism, Brameld affirmed, is a crisis philosophy; the reconstructionist is “very clear as to which road mankind should take, but he [or she] is not at all clear as to which road it will take”(Brameld, Theodore, p. 75).’

 

สรุปได้อย่างสังเขปว่า การศึกษามีบทบาทหลักอยู่ 2 ด้าน นั่นคือ การส่งต่อวัฒนธรรมและการปรับปรุงวัฒนธรรม เมื่อวัฒนธรรมอเมริกันเข้าสู่ภาวะวิกฤติ บทบาทด้านที่สองจึงสำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ การปรับปรุงและการสร้างนวัตกรรมใหม่ ลัทธิรื้อสร้างใหม่เป็นปรัชญาแห่งการวิกฤติ และผู้ถือลัทธิรื้อสร้างใหม่จะต้องชัดเจนว่าเป็นหนทางที่มนุษยชาติจะต้องมุ่งไป แต่ไม่มีใครที่กระจ่างแจ้งว่าหนทางเส้นไหนที่ควรจะต้องใช้กันแน่

 

ในทางปรัชญา ลัทธิรื้อสร้างใหม่เป็นกระแสในทางสังคมที่จะปฏิรูปตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะสร้างการปกครองหรือเครือข่ายทางสังคมที่สมบูรณ์ยิ่งกว่า โดยที่อุดมการณ์นี้มาจากการประกอบร่วมของการตีความบริบทใหม่บนแนวคิดที่มาพร้อมกับปรัชญารื้อถอน (deconstruction) โดยได้แสดงให้เห็นว่าระบบหรือข้อต่อต่างๆ นั้นล้วนแต่ต้องมีการแตกออกเป็นส่วนย่อยๆ ที่ต่างก็มีความหมายและเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการใช้สร้างระบบขึ้นใหม่จากจุดเริ่มต้นที่ติดขัดเสียแล้ว

 

ต่อมาได้มีความพยายามในการอธิบายลัทธิรื้อสร้างใหม่ว่าเป็นกระแสเดียวกันกับกระแสศิลปะหลัง-หลังนวยุค (post-postmodern art) โดยเรียกเป็น ศิลปะรื้อสร้างใหม่ (Reconstructivist art) โดยบรรยายไว้ว่า

 

“ศิลปะรื้อสร้างใหม่สร้างขึ้นก่อนศิลปะและเทคนิคศิลปะกระแสรื้อถอน โดยเน้นการประยุกต์ศิลปะไปยังแนวคิดและโครงสร้างคลาสสิค โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างสรรค์งานที่เน้นอารมณ์ยิ่งขึ้นและมีความโดดเด่น ทั้งนี้โดยมีการประสมความมีชีวิตชีวาและความดั้งเดิมของกระแสรื้อถอนเข้าไปด้วยอย่างสบายๆ ตามความพอใจและตามแนวนิยมของลัทธิคลาสสิค ศิลปะรื้อสร้างใหม่มีวัตถุประสงค์ในการรื้อฟื้นความรู้สึกต่อความจริง (sense of the Real) ในโลกที่สิ่งต่างๆ แสดงตนในฐานะภาพลวงตา”

 

กระแสรื้อถอน (Deconstruction) เป็นมุมมองที่เน้นการวิพากษ์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวบทกับความหมาย ดังงานของ Jacques Derrida ในปี 1967 เรื่อง work of grammatology ซึ่งได้เสนอหลักคิดสำคัญของกระแสรื้อถอนนี้ ซึ่งแดร์ริดาได้รับอิทธิพลทางความคิดจาก Ferdinand de Saussure ในเรื่องภาษาในฐานะของระบบสัญลักษณ์และคำพูดซึ่งจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีความแตกต่างกันของสัญญะทั้งหลาย แดร์ริดาโต้แย้งว่าแนวคิดนี้ยังไม่เพียงพอและยังไม่รื้อถอนแนวคิดตรงกันข้ามอันอื่น รวมถึงไม่อาจหยุดยั้งท่าทีของผู้คนจากแนวคิดสุญนิยม (nihilism) และ แนวคิดไซนิก (cynicism) ดังนั้น เพื่อป้องกันรักษาความหมายใดๆ อย่างมีประสิทธิภาพ กระแสรื้อถอนจะต้องสร้างคำใหม่ (new term) ซึ่งไม่ใช่การสังเคราะห์แนวคิดในทางตรงข้าม แต่เป็นการทำเครื่องหมายให้เห็นถึงความแตกต่างและบทบาทที่จะสามารถเล่นได้ในระดับตลอดกาล (eternal interplay)  แนวคิดของแดร์ริดานี้แสดงให้เห็นว่ามีความจำเป็นในระดับบริสุทธ์ที่จะต้องทำการวิเคราะห์เพื่อการวางเครื่องหมายระหว่างคำ โดยที่ภาวะเช่นนี้ แดร์ริดาเรียกว่า unities of simulacrum โดยที่คุณสมบัติของคำที่ไม่ถูกต้องทั้งในทางภาษาและคำพูดจะไม่ถูกวางลงไปในระหว่างความเป็นคู่ตรงข้ามในเชิงปรัชญาที่ต่อต้านและมุ่งจัดการโดยไม่ได้เน้นการสร้างคำใหม่ (third term)

 

ท่าทีเช่นนี้เรียกว่า หลังนวยุค (postmodernism) ซึ่งเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเป็นปฏิกิริยาต่อการรับรู้ความล้มเหลวของนวยุคนิยม (failing of modernism) รวมไปถึงการที่โครงการศิลปะไปรับใช้ผู้ปกครองเผด็จการและงานศิลปะที่คล้ายคลึงกับงานกระแสวัฒนธรรมหลัก ท่าทีหลังนวยุคเช่นนี้เริ่มพบในปี 1940 จากผลงานของ Jorge Luis Borges อย่างไรก็ตามนักวิชาการถือว่าหลังนวยุคเริ่มต้นในปี 1950 และรุ่งเรืองในปี 1960 โดยที่หลังนวยุคได้กลายเป็นแกนคิดหลักที่โดดเด่นทั้งในด้านศิปละ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี ละคร สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และปรัชญา (กลุ่มปรัชญาภาคพื้นทวีปยุโรป)

 

หลังนวยุคยังได้แสดงบทบาทเด่นชัด (iconic play) ทั้งในด้านรูปแบบ การอ้างอิงและระดับเรื่องเล่า การสงสัยในเชิงอภิปรัชญาต่อเรื่องเล่าใหญ่ (grand narrative) ของวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามต่อพื้นฐานความเป็นจริง ว่าความเป็นจริงประกอบด้วยอะไรและผลของมันที่มีต่อจิตใจ ซึ่งนำไปสู่การมีอยู่จริง แม้จะมีการผลิตซ้ำที่ไม่สิ้นสุด อย่างไรก็ตาม ในปี 1990 หลังนวยุคก็เริ่มเสื่อมความนิยม ทั้งนี้ยังคงมีความพยายามที่จะจำแนกช่วงประวัติศาสตร์ที่กระแสหลังนวยุคนี่รุ่งเรือง และถือว่ามิได้อยู่ในกระแสหลัก

 

หลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodernism) เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001 เป็นท่าทีในการใช้ปรัชญาปฏิบัตินิยม (pure philosophy of pragmatism) มารับมือกับความเป็นจริง ทั้งนี้ เน้นให้เรียนรู้ จดจำและประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดสถานการณ์ใหม่ที่ดีกว่าเดิม เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ มากว่าที่จะเป็นเพียงกิจกรรมทางความคิดอีกต่อไป แนวคิดนี้ยังเชื่อในอนาคตที่ดีพร้อม (Utopian Future) สำหรับมนุษยชาติ ถ้าเราเรียนรู้ที่จะลงมือกระทำและเปลี่ยนแปลงทิศทางให้ถูกต้อง เน้นการลงมือกระทำ และริเริ่มการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และกฎหมายต่างๆ ต้องถูกใช้ในฐานะผู้ดูแล (safeguards) เพื่อให้เกิดความกล้าหาญที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆ ที่ถูกจัดตั้งไว้ในสังคม เน้นการชั่งน้ำหนักผลที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งในด้านดีและไม่ดี ป้องกันการเกิดผลกระทบข้างเคียง (side effect) และ เน้นการยอมรับผลตาม (consequences) จากกระทำนั้นๆ อย่างแท้จริงโดยไม่มีการบ่นว่าหรือมีการเตรียมการเอาตัวรอดเอาไว้ล่วงหน้า นั่นคือ จะต้องมีความรับผิดชอบอย่างเต็มกำลังด้วย

 

กระแสหลังนวยุคสายกลางนี้ไม่ได้มีจำนวนมากมายอะไร แต่พลังของแนวคิดนี้ไกลับได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในกลุ่มก้อนทางศาสนาต่างๆ และกลุ่มก้อนผู้ไม่นับถือศาสนา ทั้งนี้ กระแสหลังนวยุคสายกลางยังแสดงตนเองว่าเป็นกลุ่มผู้มีระดับมาตรฐานทางศีลธรรมที่สูงยิ่งขึ้นทั้งในด้านความประพฤติ ความคิด และในทางจริยศาสตร์อีกด้วย

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018