อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

การใช้และปล่อยให้ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ แอพพลิเคชั่นต่างๆ มามีอิทธิพลเหนือมนุษย์ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศที่ถูกสถาปนาให้เป็นยุคใหม่ที่ทรงอิทธิพลต่อวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และได้ทำให้มนุษย์ถูกล้อมกรอบด้วยเทคโนโลยีอย่างสิ้นเชิง  ปัญหาของสังคมก้มหน้าจึงมีอยู่จริงและจะดำเนินไปตราบเท่าที่เทคโนโลยีสารสนเทศยังแวดล้อมมนุษย์ไว้เช่นนี้ โดยในท้ายที่สุดแล้ว เราก็กลายเป็นเพียงทาสของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เพื่อนมนุษย์ของเราผลิตขึ้นมา แทนที่เราจะเป็นนาย เรากลับจะกลายเป็นบ่าวไปอย่างสมบูรณ์แบบ สารัตถะของเทคโนโลยีตามแนวคิดของไฮเดกเกอร์คือ การปิดล้อมสิ่งต่างๆเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่มากขึ้น และเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพนี้ก็เพียงเพื่อการมีประสิทธิภาพที่มากยิ่งๆ ขึ้นไปอีก (Heidegger, 1977, p.20) 

เทคโนโลยีจะทำอันตรายต่อสารัตถะความเป็นมนุษย์คือ ลดทอนมนุษย์ให้กลายเป็นเพียงทรัพยากรพร้อมใช้ที่กำหนดให้มนุษย์มองสิ่งทั้งหลาย แม้กระทั่งการดำรงอยู่ของมนุษย์เองเป็นทรัพยากรที่จะถูกจัดการโดยเทคโนโลยี (Heidegger,1977, p. 18-19) นั่นคือ มนุษย์วิ่งไล่ตามการพัฒนาและความเจริญต่างๆ เพียงเพื่อตัวความเจริญเองและกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ไม่มีผู้ใดกำกับ หากแต่ระบบนี้ได้ขับเคลื่อนการดำรงอยู่ของสิ่งต่างๆ รวมถึงตัวมนุษย์เองด้วย

พฤติกรรมที่คนในยุคนี้ทำตาม ๆ กันอย่างไม่รู้ตัว เช่น คนรุ่นใหม่สนใจเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่แวดล้อมรอบตัวจนละเลยคุณค่าต่าง ๆ ในสังคมไปอย่างสิ้นเชิงนั้นจะนำไปสู่ความเสื่อมโทรมของระบบคุณค่าในสังคมได้ (Winner, 1977)  ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่จะยกอ้างความเป็นกลางทางเทคโนโลยีที่เห็นว่ามนุษย์เป็นผู้เลือกใช้เทคโนโลยีเอง ความดีและความไม่ดีจึงเป็นผลจากเจตนาของมนุษย์เท่านั้น ศาสนาและการศึกษาจึงมักดำเนินการชี้นำด้วยทรรศนะว่า ผู้ใช้เทคโนโลยีเป็นผู้เลือกใช้และต้องฝึกฝนตนเองให้มีจิตใจเหนือกว่าวัตถุสิ่งของ แม้จะมีภาวะเป็นพลโลกที่อยู่ในโลก (being in the world) ย่อมทำให้มนุษย์ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม แต่มนุษย์ก็เป็นอิสระจากสิ่งแวดล้อม ด้วยหลัก “จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน” เทคโนโลยีจึงมีมุมมองแต่ในด้านคุณูปการต่อการผลักดันโลกไปข้างหน้า ในขณะที่ความเป็นจริงแล้ว การใช้เทคโนโลยีนำมาซึ่งปัญหาในระดับสังคมและในระดับบุคคล การกระทำซ้ำๆ ของพฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ตมีผลกระทบต่อสมาธิและจิตใจของคนรุ่นใหม่ และในขณะปัจจุบันก็เริ่มมีผลต่อทุกช่วงวัยของมนุษย์

ทั้งนี้ งานสำรวจชิ้นสำคัญที่มีผลต่อสังคมโลกคือ Microsoft (2015) โดยบริษัทไมโครซอฟท์ได้ทำการศึกษาเรื่องช่วงความสนใจของมนุษย์ (attention span) โดยการสำรวจชาวแคนาดาที่มีอายุมากกว่า 18 ปี จำนวน 2,000 คน ถึงผลกระทบของโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์สื่อดิจิตอลอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน พบว่า ช่วงความสนใจของมนุษย์มีค่าเพียง 8 วินาที เนื่องด้วยการเพิ่มขึ้นของรูปแบบการใช้ชีวิตร่วมกับเทคโนโลยีระบบดิจิทัลเมื่อเทียบกับผลสำรวจในปี ค.ศ. 2000 ซึ่งช่วงความสนใจของมนุษย์เท่ากับ 12 วินาที ผลต่างที่น่าตระหนกอย่างยิ่งนี้สะท้อนว่ามนุษย์นั้นมีช่วงความสนใจน้อยกว่าปลาทอง กล่าวคือ ปลาทองมีค่าเฉลี่ยช่วงความสนใจเท่ากับ 9 วินาที แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีส่งผลกระทบในวิถีชีวิตดิจิทัล ผลการวิจัยนี้ย่อมสามารถตีความได้ว่ามนุษย์ไม่อาจคัดกรองสิ่งที่สนใจออกจากสิ่งเร้าที่ไม่เกี่ยวข้อง ปัญหาของช่วงความสนใจที่สั้นลงนี้จะส่งผลต่อแนวทางในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของมนุษย์ในยุคต่อไป ปัญหาการลดลงของสมาธินี้สามารถส่งผลกระทบได้ทั้งในส่วนตัวของคนรุ่นใหม่  ครอบครัว หรือรวมไปถึงสังคม ในลักษณะสืบเนื่องเป็นลูกโซ่  หากเกิดปัญหากับส่วนใดแล้วนั้นก็จะทำให้ส่วนอื่นๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

ดังนั้น เมื่อใช้วิจารณญาณแล้วจะตระหนักปัญหาในคนรุ่นใหม่จากแนวคิดทางปรัชญาคือ  การที่ตัวตนของปัจเจกชนในโลกปัจจุบันต่างห่อหุ้มตนเองด้วยตำแหน่งหน้าที่ ฐานะทางเศรษฐกิจสังคม วัยวุฒิ ความเชื่อทางศาสนา อุดมคติการเมือง และอื่นๆ เมื่อประกอบร่วมกับการที่เทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพลเหนือวิถีชีวิตก็จะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์แบบพบหน้าค่าตาและการมีปฏิสัมพันธ์ในระดับพื้นฐานขาดหายไปจนถึงระดับอันตราย

มนุษย์แต่ละคนจะยิ่งต่างคนต่างมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันผ่านประเพณีและพิธีการซึ่งถูกอำนาจนำกำหนดขึ้น  ทั้งยังเต็มไปด้วยระบบสัญลักษณ์ที่มีความหมายอันสลับซับซ้อน ปิดกั้นไม่ให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างเป็นธรรมชาติ  แม้จะตระหนักถึงปัญหาและพยายามแก้ไขปัญหานี้เช่นเดียวกัน แต่ยิ่งมีความพยายามพูดคุย ประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อหาทางออก  กลับจะจบลงด้วยข้อสรุปและกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งเป็นการเปิดช่องว่างให้คนใช้ข้อสรุปและกฎระเบียบแบบบิดเบือนเพื่อประโยชน์ของตนเอง

มนุษย์นั้นมีกระบวนทรรศน์ทางความคิด (กีรติ บุญเจือ, 2561)  และในยุคนี้กระบวนทรรศน์ที่มีอิทธิพลทางความคิดคือ กระบวนทรรศน์นวยุค (modern paradigm) แต่กระบวนทรรศน์นวยุคเน้นการเสริมเครือข่ายความรู้ให้แน่นหนา หากยังไม่แน่นหนาพอก็ให้ออกกฎ ระเบียบเพิ่มขึ้น แต่นั่นย่อมไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา ทั้งยังอาจเป็นการเริ่มต้นของปัญหาใหม่ๆ และคนก็วิ่งตามไม่ทัน ดังเช่น ความพยายามที่จะพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นความพยายามในการแก้ปัญหาด้วยกระบวนทรรศน์ชุดเดิมกับที่ได้สร้างปัญหาขึ้นมา   นวัตกรรมเหล่านี้สามารถแก้ปัญหาบางอย่างได้ แต่กลับเพิ่มความสลับซับซ้อนและสร้างปัญหาใหม่ๆ ให้แก่มนุษย์ โทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทำให้ข้อมูลท่วมโลก คนเล็กๆ ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้น เพราะทรัพยากรธรรมชาติถูกแย่งชิงไปใช้ในการพัฒนา สร้างความเจริญเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์จนเกินพอดี สังคมโลกจึงสะดุดและย้อนคิดใหม่ จนพบกระบวนทรรศน์หลังนวยุคซึ่งเสนอให้ลดความยึดมั่นถือมั่น และเน้นกระทำสิ่งต่างๆ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งดูเหมือนจะเป็นทางออกของปัญหาในยุคนี้ได้

ปัญหาสังคมต่างๆ ย่อมเกี่ยวข้องกับกระบวนทรรศน์ทางความคิดอย่างแน่นอน ทั้งนี้  เชื่อว่าคนรุ่นใหม่มีกระบวนทรรศน์ทางความคิดเป็นกระบวนทรรศน์นวยุค (modern philosophy paradigm) และกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสุดขั้ว (extreme postmodern paradigm) เป็นส่วนใหญ่ จึงมี 2 วิถีชีวิต คือ แสวงหาและใช้งานเทคโนโลยีสื่อสารอย่างเต็มที่แบบนวยุค และการวิพากษ์และปฏิเสธเทคโนโลยีแบบหลังนวยุคสุดขั้ว ทั้งนี้ วิถีชีวิตแบบหลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodern paradigm)  ควรได้รับการส่งเสริมให้มากขึ้นเพื่อเท่าทันกับภาวะสังคมก้มหน้าที่ขยายวงกว้างไปทั้งในระดับเมืองและชนบท เพื่อให้มนุษย์มีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว  เตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตจากสังคมสารสนเทศที่ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018