อ.ดร.รวิช ตาแก้ว

แนวคิดทางปรัชญาในโลกตะวันออกมีความเชื่อในเรื่องกฎเกณฑ์ของโลก สามารถแบ่งแนวคิดออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มที่เชื่อว่าโลกนี้มีพระเป็นเจ้าที่เป็นผู้สร้าง และ 2) กลุ่มที่เชื่อว่าโลกนี้เกิดขึ้นตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ไม่มีพระเป็นเจ้าที่เป็นผู้สร้าง แนวคิดทั้งสองกลุ่มมีความเชื่อที่แตกต่างกัน แต่ในทางปฏิบัติเพื่อการค้นหาความรู้ใช้วิธีการคล้ายคลึงกันมาก กล่าวคือ ทั้งสองกลุ่มเน้นที่การประพฤติปฏิบัติตนเพื่อการบรรลุถึงความรู้ มากกว่าการคิดหาเหตุผลด้วยการถกประเด็นปัญหาแล้วจดบันทึกไว้เป็นหลักการหรือทฤษฎี

หลักการหาความรู้ตามแนวคิดของนักปรัชญาในโลกตะวันออก สำหรับกลุ่มที่เชื่อว่า “โลกนี้มีพระเป็นเจ้าเป็นผู้สร้าง” มุ่งประพฤติปฏิบัติตนให้เข้าถึงพระเป็นเจ้าให้มากที่สุด หลักการหาความรู้ตามแนวคิดของนักปรัชญาในกลุ่มอารยธรรมอินเดียได้แบ่งขั้นตอนในการปฏิบัติเพื่อเป็นมาตรการการค้นคว้าความเป็นจริงไว้ 4 ขั้น คือ  1) อรรถะซึ่งเป็นการเพียรหาความอุดมด้วยทรัพย์สมบัติและความรู้  2) กามะเป็นความพึงพอใจอันเกิดจากการได้ตามความต้องการ  3) ธรรมะเป็นความถึงพร้อมด้วยคุณธรรมและความดี  และ 4) โมกษะซึ่งหมายถึงการแสวงหาความพลุดพ้นจากภาวะเพื่อเข้าไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมัน สำหรับมาตรการหาความรู้ในแต่ละขั้นตอนและแต่ละลัทธิมีจุดเน้นในการค้นคว้าที่แตกต่างกัน เช่น ลัทธินยายะเน้นการให้ความสำคัญกับการแสวงหาความรู้ ลัทธิสางขยะเน้นความสัมพันธ์ระหว่างตัวตนกับโลกภายนอก และลัทธิโยคะเน้นการวิเคราะห์ธรรมชาติของมนุษย์เป็นวิถีทางเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ มาตรการความดีและความงามจึงแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ทุกลัทธิต่างเชื่อว่า ความดีและความงามเป็นเรื่องเดียวกัน แนวคิดดังกล่าวส่งผลให้วัฒนธรรมไทยซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมอินเดียยอมรับแนวคิดที่มีทรรศนะว่า ความดีและความงามเป็นเรื่องเดียวกัน โดยเชื่อว่ามาตรการความดีหาก “ประพฤติปฏิบัติดี” ตามกรอบที่ได้วางไว้ในแต่ละช่วงชีวิตตามแนวทางความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูยึดถือว่าเป็น “ความงดงามของความประพฤติ” ในแต่ละช่วงชีวิต เพราะองค์ประกอบในความประพฤติปฏิบัตินั้นมิได้บกพร่องตามกรอบแห่งความประพฤติที่วางไว้เป็นมาตรการของความประพฤติ อุปมาว่างดงามดุจดั่งไม้งามที่เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ โดยปราศจากแมลงกัดกินกิ่งใบและลำต้นให้เสียหาย เป็นความงามที่รับรู้ได้ด้วยสายตาซึ่งปราศจากความสูญเสียใดทั้งปวง

กลุ่มที่ไม่เชื่อว่าโลกนี้มีพระเป็นเจ้าที่เป็นผู้สร้าง แต่เชื่อว่า “โลกนี้เกิดขึ้นเองตามกฎของธรรมชาติ” กฎแห่งธรรมชาติเป็นกฎแห่งเหตุและผลจากการกระทำที่เกิดขึ้นตามกฎที่ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกล้วนแต่มีสาเหตุที่เป็นปัจจัยเป็นเบื้องต้น เช่น เรื่องกฎแห่งกรรม ซึ่งเป็นกฎที่ว่าด้วยการกระทำของแต่ละบุคคลที่ได้กระทำนั้น ผลที่กระทำจะเชื่อมโยงให้เกิดปฏิสัมพันธ์ต่อบุคคลอื่น ๆ  หากต้องการให้หลุดพ้นจากผลแห่งการกระทำนั้น (วัฏฏะของกฎ) ผู้ที่กระทำกับผู้ถูกกระทำต้องให้อภัยต่อกัน หลักของการให้อภัยซึ่งกันและกัน ทำได้หลายรูปแบบ โดยมีหลักการสำคัญว่า หากต้องการหลุดพ้นจากกฎแห่งกรรมทั้งสองฝ่ายต้อง “ยินยอมพร้อมใจให้อภัยซึ่งกันและกัน” การกระทำที่กล่าวมานี้ เป็นแนวคิดกลุ่มที่มีความเชื่อว่าเหตุและผลของการกระทำนั้นเป็นเรื่องของบุคคลที่เป็นผู้กำหนดเอง ไม่มีใครผู้ใดเป็นผู้กำหนดและกฏเกณฑ์นี้เป็นกฎของธรรมชาติ กฎของธรรมชาติมีปรากฏอยู่ในธรรมชาติรอบ ๆ ตัวเรา หากต้องการเรียนรู้ต้องกระทำตนให้สอดคล้องกับธรรมชาติ หรือทำการเข้าใจตนเองและเข้าใจภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของตนเอง โดยแสวงหาว่า แท้จริงแล้วอะไรคือ ตัวตนที่แท้จริงของตนเอง

การทำความเข้าใจตนเองให้ชัดเจนถ่องแท้ แน่ชัดว่า ตัวตนของตนเองเป็นอย่างไร เป็นแนวคิดที่สำคัญของพระพุทธศาสนา  แนวคิดพระพุทธศาสนาได้ให้แนวทางการปฏิบัติเพื่อการเข้าใจตนเองโดยการฝึกฝนกายานุสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นหลักเบื้องต้นในการฝึกสติปัฏฐาน 4 (กาย เวทนา จิต ธรรม) ผลที่ได้จากการฝึกฝนสติปัฏฐาน 4 คือ ความเข้าใจที่เกี่ยวกับความไม่แน่นอนของจิตที่เสพการรับรู้จากผัสสะที่เข้ามากระทบกับร่างกาย ซึ่งจิตจะทำการรับรู้ เก็บมาคิดตริตรอง เกิดเป็นการรับรู้ภายในจิตใจ การฝึกฝนสติปัฏฐาน 4 ทำให้มีความสามารถในการแยกแยะให้เห็นว่า การรับรู้ผัสสะจากภายนอกส่งผลให้เกิดการรับรู้ขึ้นภายในจิตใจ ส่งผลให้เกิดการตัดสินใจบอกว่าชอบ ไม่ชอบหรือเฉย ๆ (อาการเช่นนี้เรียกว่า เวทนา) จิตจะเก็บจำการคิดตัดสินใจนั้นไว้ (สัญญา) นำมาใช้เทียบเคียงเมื่อมีการสัมผัสรับรู้สิ่งภายนอกอีกครั้ง จิตจะนำส่วนที่เก็บไว้มาเทียบเคียงอย่างรวดเร็ว

หากไม่ได้ฝึกฝนการรับรู้ตามแนวทางสติปัฏฐาน 4  จะแยกแยะออกได้ยากมาก เพราะเป็นปฏิกิริยาที่ต่อเนื่องและรวดเร็วจนตามรู้ไม่ทันว่า สิ่งที่นำมาคิดนั้นเป็นเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน หรือในอนาคต ผลจากการคิดนั้นส่งผลต่อเนื่องเป็นปฏิกิริยาเกี่ยวเนื่องกัน เรียกว่า “หลักปฏิจจสมุปบาท” หากเข้าใจตามแนวทางนี้จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของจิตที่ถูกกระทบอยู่ตลอดเวลา ทั้งส่วนที่กระทบจากภายนอก (การรับรู้ด้วยผัสสะทางกาย) และการกระทบจากผัสสะภายใน (การรับรู้ด้วยผัสสะภายใน เรียกว่า การรู้คิด หรือ ธรรมารมณ์) ซึ่งส่งผลให้เกิดอารมณ์ความชอบ ไม่ชอบ เฉยๆ เป็นความรู้สึกของตนเองที่มีต่อสิ่งรอบ ๆ ตัว ทำให้เกิดเป็น “ความคิดเห็นต่อสิ่งรอบๆ ตนเองและหลงยึดถือ” ว่าสิ่งทั้งหลายหล่อหลอมให้เป็นตัวตนของตนเอง ถ้าหากเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า ความไม่เที่ยง การยึดถือความไม่เที่ยงนี้เรียกว่าเป็นทุกข์  ทุกข์เกิดจากความทนไม่ได้ที่ต้องอยู่กับสิ่งไม่ชอบ ทุกข์เพราะกลัวสิ่งที่ชอบจะสูญหายไป ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการยึดถือสิ่งไม่เที่ยงนั้น ๆ ในแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของแต่ละคน การเรียนรู้ความผันแปรที่เกิดขึ้นในจิตใจทำให้เกิดความคิดในการยอมรับ อันเป็นเหตุให้เกิดการละวางความเป็นตัวตนของแต่ละคนที่รับรู้ได้จากการรู้คิด

หลักการที่นำมากล่าวไว้นี้ เป็นแนวคิดตามแนวทางของพระพุทธศาสนาซึ่งนำวิธีการเรียนรู้ตนเองมาจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่ใช้เป็นวิธีการเข้าถึงปรมันต์ พระพุทธศาสนาได้นำวิธีการดังกล่าวมาใช้เป็นวิธีการฝึกฝนตนเองเพื่อการวิเคราะห์สภาพจิตใจ (การรู้คิด) ของแต่ละคน เพื่อทำความเข้าใจเรื่อง “รูปและนาม” ผูกรวมกันอยู่และก่อให้เกิดเป็นตัวตนของแต่ละบุคคล

สำหรับศาสนาเชนนั้นมีวิธีการคิดที่ใกล้เคียงกับพระพุทธศาสนา กล่าวคือ พยายามลดการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อทุกสรรพสิ่งรอบ ๆ ตน และพยายามฝึกฝนให้จิตใจลดละซึ่งกิเลสที่ฝังแน่นอยู่ภายในจิตใจ โดยยึดถือปฏิบัติด้วยการไม่เบียดเบียนต่อทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างเคร่งครัด คำสอนหลักของศาสนาเชน คือ หลักอสิงสาซึ่งเป็นหลักแห่งความเมตตากรุณา ปรัชญาของศาสนาเชนได้กล่าวถึงหลักความจริงไว้ว่า เราไม่อาจรู้ความจริงทั้งหมดจากแง่มุมเดียว การเข้าถึงธรรมชาติของความจริงกระทำได้จากหลาย ๆ แง่มุม เราต้องเปิดใจให้กว้าง และมีทัศนคติที่คิดบวกต่อคนอื่น ๆ หรือทรรศนะปรัชญาอื่น ๆ เพื่อเรียนรู้ความเป็นไปของชีวิต (ประสงค์ กิตตินันทชัย และลลิตา ถิรวัฒนกุล, 2549)

นักปรัชญาตะวันออกอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศจีน ได้เรียนรู้ความเป็นจริงจากธรรมชาติรอบตนเอง เรียนรู้ว่า “ทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติอยู่รวมกันเสมอ แม้จะตรงข้ามกัน” เช่น ร้อน-เย็น แข็ง-อ่อน ในธรรมชาติมีสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน เหมือนสีดำ-สีขาว ความมืด-ความสว่าง หากต้องการเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตนเอง การเรียนรู้ต้องกระทำตนเองให้สอดคล้องและกลมกลืนกับธรรมชาติ เพราะธรรมชาติจะช่วยกล่อมเกลาจิตใจที่หยาบกระด้างให้อะเอียดอ่อนได้ จิตที่ละเอียดอ่อนย่อมซึมซับสภาวะต่าง ๆ ในธรรมชาติให้มององค์รวมในธรรมชาติที่เชื่อมโยงกันอยู่อย่างเป็นระบบ จะขาดส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ได้ เพราะทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นสิ่งเดียวกัน ดังคำกล่าวที่ว่า เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

ทรรศนะของนักปรัชญาในโลกตะวันออกมีความเห็นสอดคล้องกันว่า การเข้าใจตนเองที่ดีนั้น “ต้องฝึกฝนและเรียนรู้โดยการใช้ผัสสะของแต่ละคน” “เรียนรู้ตนเองก่อนและจึงเรียนรู้ผู้อื่น” แม้จะแตกต่างกันก็เพราะพื้นฐานของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

นักปรัชญาในโลกตะวันออกจึงใช้ทรรศนะในการมองโลกและชีวิตอย่างเป็นองค์รวมเป็นหลัก จากนั้นจึงนำหลักการในการมองโลกและชีวิตอย่างเป็นองค์รวมไปประยุกต์ใช้กับการมองเรื่องความดีและความงาม จากแนวคิดดังกล่าวนี้เองทำให้ทรรศนะในการมองเรื่องความดีและความงามเป็นเรื่องเดียวกัน คือเป็นภาวะของจิตที่กระทบ จะแตกต่างกันก็เพราะใช้มุมมองที่ใช้มองต่างกันเท่านั้น

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018