พ.อ. ดร.ไชยเดช แก่นแก้ว

การที่มนุษย์ได้พัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodern philosophy) เป็นความสุขแท้ กระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางไม่ได้ประดิษฐ์คำว่า “การพัฒนาคุณภาพชีวิต” หากแต่นำคำนี้มาจากกระบวนทรรศน์ปรัชญานวยุค (modern philosophy) มาทำการอ่านใหม่ทั้งหมด ( re-read all ) และใช้วิจารญาณทำการวิเคราะห์   วิจักษ์ และวิธาน เพื่อให้เกิดความเข้าใจในระดับปรัชญา และชี้แนะการพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ใช่ในฐานะวาทกรรมแต่ในฐานะความเป็นจริง เป็นภววิสัยของมนุษยชาติ เป็นสารัตถะของชีวิตของมนุษย์ ซึ่งได้นำหลักสัญชาตญาณมาเป็นมูลบท (postulate) ตามแนวคิดของว่าด้วยความเป็นจริงของแอร์เริสทาทเถิลเพื่อแสดงความสมเหตุสมผล ความเป็นจริงของแอร์เริสทาทเถิล คือ มนุษย์ประกอบด้วยตัวแบบและปัญญามนุษย์ นั่นคือ มนุษย์มีสัญชาตญาณปัญญา การตอบสนองสัญชาตญาณปัญญาจึงจะทำให้เกิดความสุขแก่มนุษย์ได้ และความสุขนั้นคือ ความต้องการตอบปัญหาระดับสัญชาตญาณเพื่อความอยู่รอดและความต้องการตอบปัญหาระดับปัญญาเกิดจากการตรึกตรองจนเห็นคำถาม ตอบสนองด้วยคำตอบที่มาจากปัญญา ซึ่งจะสนับสนุนหลักการที่ว่า

  จิตคือ พลังที่แทรกอยู่ในสสารทำให้สสารมุ่งพัฒนาตัวเองให้เป็นชีวิตและเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้น

หากแต่ปัญหาสำคัญของปรัชญาความสุข คือ คำถามที่ว่า ความสุขคืออะไร ความสุขนั้นใช่ความพึงพอใจหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นความพึงพอใจในชีวิต หรือความพึงพอใจในงาน ความพึงพอใจในชีวิตแต่งงาน ถ้ามนุษย์คาดหวังอะไรไว้มาก ๆ แล้วไม่ได้ตามที่มนุษย์หวังเอาไว้ ความพึงพอใจของมนุษย์ก็จะลดน้อยลงกว่าเดิม ความพึงพอใจตัวนี้มีตัวแปรเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และกำลังใช้ชีวิตของมนุษย์อย่างมีความสุข คือความหมายของคุณค่าหรือไม่ แล้วอะไรคือความสุขแท้ที่มนุษย์อยากมี ความสุขแบบใดมากที่สุด

คำถามที่สำคัญสำหรับมนุษย์ทุกคนที่พยายามขวนขวายหาความสุขที่สมดุลในแต่ละแบบก็คือ มนุษย์ควรให้น้ำหนักกับความสุขแท้แบบใดมากกว่ากันและการใช้เวลาไปกับวิถีชีวิตแบบใดที่จะทำให้มนุษย์ได้มาซึ่งความสุขแท้ หากทดลองคิดอย่างลัทธิเอพเผอคิวเรียน ( Epicureanism ) ที่เน้นการจัดสรรความสุขที่มีอยู่ตลอดชั่วชีวิตแล้ว  มนุษย์ใช้ชีวิตไปกับการนอนคิดเป็นร้อยละ 25 ของชีวิต มนุษย์จึงเหลือเวลาใช้ชีวิตขณะตื่น  อยู่เพียงร้อยละ 75 แต่เราต้องใช้เวลาในการเติบโตและเรียนรู้จนมีระดับการศึกษาที่เหมาะสมภายใต้การเลี้ยงดูและดูแลของครอบครัว ซึ่งทำให้เราค้ำประกันความสุขในระดับพื้นฐานหรือ ที่เรียกว่า ความสุขสวัสดิภาพ

แต่มนุษย์ยังมีเวลาที่เป็นอิสระเพื่อใช้ในการอยู่กับตัวเอง การเดินทางและการใช้ชีวิตมาก จึงพยายามแสวงหาวิธีการที่จะเข้าถึงความสุขเพื่อตนเองให้ได้มากที่สุดตลอดช่วงเวลานี้ โดยพัฒนาสิ่งอันจะเป็นสิ่งนำมนุษย์เข้าไปหาความสุขได้ แม้มนุษย์จะได้ครอบครองทุกสิ่งและบงการทุกอย่างตามที่ตนปรารถนาจากการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน มนุษย์ได้รับความสุขสำหรับตนเองและสังคมซึ่งเป็นลักษณะทางรูปธรรม แต่ในขณะที่ความสุขทางนามธรรมอันได้แก่ ความสุขใจนั้น กลับทวีปัญหารุนแรงมากยิ่งขึ้น คนส่วนใหญ่ไม่มีความสงบภายใน ชีวิตสังคมอยู่ในภาวะที่เดือดร้อนและมีความขัดแย้งที่แตกแยก ประสมกับปัญหาสังคมและเศรษฐกิจจึงทำให้มนุษย์เกิดความสับสนความกังวล และกลายเป็นความเครียด ความทุกข์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงทำให้คำตอบต่าง ๆ ที่เคยตอบกันมาว่าความสุขของมนุษย์คืออะไรนั้น ไร้ความหมายไปอย่างสิ้นเชิง ความสิ้นหวังถูกตอกย้ำซ้ำให้เจ็บใจเล่นจากการวิพากษ์ด้วยกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสุดขั้ว มนุษย์เกิดความเคว้งคว้างเพราะหาทางออกให้กับการใช้ชีวิตแบบไหน     ที่จะทำให้มนุษย์ได้มาซึ่งความสุขตลอดชีวิตไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามหลักกระบวนทรรศน์ซึ่งเป็นความเชื่อพื้นฐานที่มีในจิตใจของมนุษย์ทุกคน กระบวนทรรศน์เป็นสมรรถนะเข้าใจ (understanding) และเชิญชวนให้เจตจำนงตัดสินใจ จึงเป็นพัฒนาการทางความคิดในปัญหาและคำตอบที่ถูกใจมนุษย์ในกระบวนทรรศน์นั้น ๆ เมื่อตีความตามกระบวนทรรศน์ปรัชญาในเรื่องความสุขแล้วย่อมได้ความสุขที่แตกต่างกันและความสุขที่เกิดจากการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคเป็นความสุขแท้นั้นเป็นความเชื่อพื้นฐานว่ามนุษย์มุ่งพัฒนาตัวเองไปสู่ชีวิตที่สมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้น โดยไม่หยุดยั้ง ดังเช่นที่ ไมเคิล แองเจโล (Michel Angelo, 1475 – 1564) กล่าวว่า สิ่งที่เป็นอันตรายต่อเราทั้งหลายไม่ได้อยู่บนฐานของการตั้งเป้าหมายที่สูงเกินไปและทำไม่ได้ดังที่หวัง แต่เป็นการตั้งเป้าหมายที่ต่ำและบรรลุเป้าหมายนั้นได้  การปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยหลักการเช่นนี้

กระแสกระบวนทรรศน์ที่เกิดการปรับเปลี่ยนนั้นจะลุกลามแผ่ขยายไปโดยรอบอย่างรวดเร็วจนทั่วทุกส่วนของโลกที่พลโลกมีการติดต่อสัมพันธ์กัน ในส่วนของโลกที่มีมนุษย์อาศัยอยู่เป็นสังคมปิด ก็จะมีการปรับเปลี่ยนในสังคมปิดนั้น ๆ โดยเฉพาะ จนกว่าจะกลายเป็นสังคมเปิดเมื่อใดก็เมื่อนั้นที่จะมีการปรับเปลี่ยนให้ทันกระบวนทรรศน์ที่ล้ำหน้ากว่าอย่างรวดเร็ว กระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเองก็ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาคุณภาพของกระบวนทรรศน์เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ในมนุษยชาติในทุกระดับ จึงถือว่าเป็นสิทธิที่จะตีความการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุค และ เมื่อดำเนินการใช้วิจารณญาณตามกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแล้ว ย่อมได้การจำแนกแยกแยะที่ชัดเจนว่า ความสุขแท้นั้น มีกรอบสำคัญคือ ความเป็นจริง

ดังนั้น สำหรับกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง ความสุขแท้คือ ความสุขแท้ตามความเป็นจริง ความเป็นจริงคือสิ่งที่มนุษย์สามารถรับรู้ได้ในฐานะความจริง ดังนั้น จึงเปิดโอกาสให้มนุษย์ทำการทดสอบความจริง  วางมาตรการความจริงต่าง ๆ ได้ และหลักการสำคัญของกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ดังนั้น ความสุขแท้ตามความเป็นจริงจึงเป็นภาวะที่ลื่นไหลไปตามบริบทของชีวิต ไม่ยึดติดตายตัว

การพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ได้เป็นกระบวนการปลดปล่อยมนุษย์ออกจากความด้อยคุณภาพชีวิตไปสู่การมีคุณภาพชีวิต หากแต่มุ่งเน้นความสุขแท้ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในกระบวนการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยพลังสร้างสรรค์พลังปรับตัว พลังร่วมมือและพลังแสวงหา โดยมีผลลัพธ์คือ การได้กินดีอยู่ดี  มีความสุขใจสบายใจ และการอยู่ร่วมกันได้ของมนุษย์ในสังคม ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแสดงภาวะที่สำคัญของมนุษย์คือ สันติภาพและความมีศักดิ์ศรีของมนุษย์ จะเกิดขึ้นได้ในระหว่างกระบวนการพัฒนาคุณภาพชีวิต

มนุษย์ผู้มีสัญชาตญาณปัญญาระดับกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางจึงต้องย้อนอ่านใหม่เพื่อค้นหาวิถีการมีความสุขจากการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางและลงมือปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบจึงจะพบความสุขแท้ตามความเป็นจริง และไม่เป็นเพียงวาทกรรมอีกต่อไป แต่เป็นความเป็นจริงของชีวิตที่มนุษย์สามารถมีประสบการณ์ได้จริง

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018