อ.ดร.สิริกร อมฤตวาริน

การฟังอย่างตั้งใจ: ภูมิคุ้มกันทางสังคม

ภูมิคุ้มกันต่อการไม่รับรู้โลกภายนอกอย่างพอเพียงคือ การฟัง ซึ่งจะต้องเข้าใจในฐานะกระบวนการรับรู้ของมนุษย์ มนุษย์มีความแตกต่างในเชิงคุณภาพการรับฟังเสียงและปัญหาของการฟังในแต่ละปัจเจกบุคคล  มนุษย์จะรับมือความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของโลกได้ก็ด้วยการมีความรู้อย่างพอเพียง ไม่ขาดแคลนจนกระทั่งไม่สามารถเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวให้เข้ากับโลกได้ ทั้งนี้ การศึกษาเป็นการรับมือที่ดีที่สุด โดยต้องพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ให้มีศักยภาพที่ดียิ่งขึ้น  กระบวนการเรียนรู้สมัยใหม่ได้พัฒนาเทคนิคการฟังอย่างตั้งใจ (deep listening)  เพื่อให้เกิดการตั้งใจฟัง (attention) และจำแนกคำพูดของคู่สนทนาโดยไม่รีบด่วนสรุป (jump to conclusion) ซึ่งเป็นปัญหาอย่างสำคัญในการพูดคุยหรือกระบวนการกลุ่ม เพราะจะมีแต่ผู้พูดกับผู้รอจะพูดจนการเสวนาหรือการประชุมไม่ประสบความสำเร็จ

ทั้งนี้ Gordon (2011) ชี้ว่าการฟังอย่างตั้งใจจะทำให้เราเข้าใจครอบฟ้า (Horizon) ของคน ๆ นั้นซึ่งแตกต่างกันกับคนอื่น  มิใช่เพียงแค่การฟังให้รู้ความ แต่เป็นการฟังเชิงลึก  การฟังด้วยใจและกำหนดว่า ณ ขณะนั้นมีเพียงผู้พูดที่อยู่ตรงหน้าเพียงคนเดียว โดยจะไม่ตีความ ตัดสิน ประเมินค่า หรือวินิจฉัยว่าถูกหรือผิด จะเป็นเพียงการฟังเพื่อฟังและอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น การฟังจึงเป็นเครื่องมือสำหรับมนุษย์ในการทำความเข้าใจสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม มโนคติด้านสุนทรียสนทนา (dialogue) ของ Martin Buber ที่ได้แสดงไว้ในหนังสือ Knowledge of Man: selected essays ปี 1998 ได้ให้ความสำคัญกับการฟังยิ่งขึ้นโดยเห็นว่าการฟังอย่างแท้จริง (truly listen) ทำให้สิ่งเป็นอยู่ (being) ของผู้อื่นมีความเป็นปัจจุบัน นั่นคือ มีการตอบสนองต่อผู้อื่นในฐานะบุคคลโดยภาพรวม (whole person) และสร้างพื้นที่ให้ผู้อื่นได้พูดด้วยคำ (word) และความหมาย (meaning) ของเขา เมื่อแต่ละคนเปิดใจให้กับความเป็นอยู่ของผู้อื่น ก็ย่อมที่จะไม่พยายามพูดแทนผู้อื่นหรือไปกำหนดรูปแบบการใช้ภาษา มโนทรรศน์ (concept) และรูปแบบการสื่อสาร (interpretive schemes) แก่ผู้อื่น การฟังเช่นนี้จึงเป็นการฟังที่ดีเลิศ (genuine listening) ที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นให้ผู้อื่นได้สร้างภาษาและความหมายของตนเอง ซึ่งอาจจะแตกต่างอย่างมากจากภาษาทั่วไป

การฟังอย่างตั้งใจ ซึ่งเป็นวิธีการตั้งใจฟังและจำแนกคำพูดของคู่สนทนาโดยไม่รีบด่วนสรุป เน้นการใช้วิจารณญาณ ให้แต่ละคนสามารถมีศักยภาพในการฟังอย่างเต็มและมองหาการเข้าใจถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังคำพูดเหล่านั้น การรู้ความหมายที่อยู่ระหว่างบรรทัด อารมณ์ของผู้พูด ภาษากาย ความต้องการและเป้าหมายของผู้พูด สามารถจำแนกได้ว่าผู้พูดต้องการอะไรเป็นพิเศษ ความเอนเอียง ความเชื่อ และคุณค่าที่ผู้พูดยึดถือ จนถึงขั้นการฟังคนทั้งคน และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟังกับผู้พูดนำไปสู่การเอาใจเขามาใส่ใจเราได้ จึงเหมาะสมที่จะประยุกต์ใช้การฟังอย่างตั้งใจสำหรับเป็นพื้นฐานการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเกิดเป็นภูมิคุ้มกันต่อภาวะสังคมก้มหน้าได้

ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะสำคัญเพื่อการฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจ ดังนี้

  1. การฟัง เป็นบาทแรกของการศึกษาเล่าเรียน จาก สุ จิ ปุ ลิ การฟังจึงถูกทอนความสำคัญลงไปในช่วงของการศึกษาสมัยใหม่ โดยเน้นการอ่านและคิด ส่งผลให้การฟังของคนรุ่นใหม่ลดศักยภาพลง จึงต้องเน้นการฝึกฝนอยู่เสมอ
  2. รูปแบบการฝึกที่ดี มี 3 ขั้น คือ ฝึกแยกแยะ ฝึกสนทนาคู่ และฝึกสนทนากลุ่ม
  3. ผู้ฝึก จะต้องทดลองทำซ้ำในชีวิตประจำวัน
  4. เนื้อหาการฝึก ควรมีแนวทางที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มของผู้ฝึก โดยเน้นเรื่องการฟังและความหมาย บริบทและความหมายระหว่างบรรทัด
  5. กลุ่มผู้ฝึก การฝึกเป็นกลุ่มอาจทำให้มีการโน้มน้าวว่าใช่หรือไม่ใช่ แต่การฟังอย่างตั้งใจเป็นทักษะปัจเจก ต้องให้ฝึกเดี่ยวได้ก่อน

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018