อ.ดร.รวิช ตาแก้ว

ความเป็นจริงตามแนวคิดของพระพุทธศาสนาพิจารณาได้จากทรรศนะทางความคิดของพระพุทธศาสนาในการมองโลกและชีวิตเป็นสองนัย คือ โลกเป็นสมมุติสัจจะและโลกเป็นปรมัตถ์สัจจะ ดังนั้น ความเป็นจริงตามแนวคิดของพระพุทธศาสนาจึงมี 2 ส่วน คือ ความเป็นจริงในโลกที่เป็นสมมุติสัจจะและความเป็นจริงในโลกที่เป็นปรมัตถ์สัจจะ

ความเป็นจริงในโลกที่เป็นสมมุติสัจจะ เป็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตามแนวคิดทางพระพุทธศาสนานั้นมีทรรศนะว่า สาระทั้งหมดในโลกมีเพียงเรื่อง “รูปและนาม” รูปและนามทั้ง 2 เรื่องเป็นสิ่งที่สมมุติขึ้นตามสสารที่ประกอบกันขึ้นเป็นรูป เมื่อมองรูปกายก็เห็นรูปกายที่ประกอบด้วยธาตุ 6 อย่าง คือ ธาตุ 4 ประกอบด้วย ดิน (Solid หรือ Extension) ธาตุน้ำ (Liquid หรือ Cohesion) ธาตุลม (Gas หรือ Motion) ธาตุไฟ (Heat) ทั้ง 4 ธาตุจะไม่เพิ่มให้มากขึ้นหรือลดน้อยลงเป็นธาตุคงที่ และอีก 2 ธาตุ คือ อากาศธาตุ (Space) และวิญญาณธาตุ (Consciousness) ถือว่าเป็นอนันตะ (Infinity) คือหาที่สิ้นสุดมิได้ (จำนงค์ ทองประเสริฐ,2556: 256) ธาตุทั้งหมดรวมกันและประกอบกันเป็นรูป

ส่วนนามนั้นเกิดจากการสมมุติเพื่อใช้เรียกชื่อแทนสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องการสื่อสาร เพราะนามเกิดขึ้นจากความต้องการสื่อสารในสิ่งที่ได้รู้  เมื่อสืบสาวไปถึงต้นเหตุของการรู้ก็พบว่า สิ่งที่รู้เป็นเพียงการรู้จากผัสสะที่เกิดขึ้นจากช่องทางในการรับรู้ทางกายทั้ง 6 ช่องทาง (ซึ่งเป็นรูปที่ประกอบขึ้นจากสสารทั้งห้า) อันประกอบด้วย หู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจ  สิ่งที่ได้รับรู้จากช่องทางที่รับรู้นั้นล้วนผันแปรไปตามสภาวะรอบข้าง เมื่อรับรู้แล้วเกิดเป็นความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบต่อสิ่งที่รับรู้ได้  ทั้งเป็นการให้คุณค่าในการรับรู้ว่าดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ

ทรรศนะที่เกิดขึ้นตามกรอบความคิดที่กล่าวมาข้างต้นพบว่า “รูปและนาม” นั้นไม่เที่ยง เพราะเมื่อรูปสมบูรณ์เต็มที่ไม่สามารถบังคับให้คงสภาพ หรือคงที่ได้ รูปจึงค่อย ๆ เสื่อมสลายคืนสู่สภาพเดิม กล่าวคือ เมื่อลมสลายหมดไป ธาตุไฟก็จะหมดตามไปด้วย ธาตุน้ำก็จะไหลออกจากร่างกายจนหมด เหลือเพียงเป็นธาตุดิน และย่อยสลายกลายเป็นอากาศธาตุไปในที่สุด ทั้งหมดนี้คือ ความเป็นจริงในโลกที่เป็นปรมัตถ์สัจจะ

ดังนั้น การยึดถือโลกที่เป็นสมมุติสัจจะมาเป็นสาระของชีวิตนั้นเป็นแนวทางการยึดถือที่ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการยึดถือบนพื้นฐานของรูป (สสาร) ที่ไม่เที่ยง ซึ่งเป็นการหลงอยู่ในสภาพที่ไม่เที่ยงและเป็นสภาพที่เป็นทุกข์เพราะผันแปรเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การยึดติดอยู่กับสภาวะเช่นนั้นเป็นแนวทางที่ไม่สามารถหลุดพ้นไปจากกรอบของวัฏฏะสงสารได้  ฉะนั้น หากต้องการหลุดพ้นไปจากกรอบดังกล่าวจำเป็นต้องฝึกฝนตนเอง ปฏิบัติตนเองตามแนวทางหลักที่จะเดินทางเข้าไปสู่ความหลุดพ้น ซึ่งถือว่าเป็น “ความงามในที่สุด” เป็น “ความดีในที่สุด”นั้น  ถือว่าเป็นความดีงามที่ปรากฏในสาระของปรมัตถสัจจะ อันเป็นสาระในระดับโลกุตระธรรมที่เป็นแนวทางแห่งการหลุดพ้น

กล่าวโดยสรุป สังคมทางโลกที่เป็น “สังคมกามาวจร” เป็นสังคมที่ประกอบด้วยบุคคลที่ยังติดข้องอยู่กับกามะ อันหมายถึง บุคคลผู้ที่ยังติดข้องอยู่กับรสของอารมณ์ทั้ง 9  (ความยินดี ความรัก ความกรุณา ความสนุกสนาน ความเศร้า ความโกรธ ความกล้าหาญ ความกลัวและความสงสัย ความศานติ) ใช้เกณฑ์ความงามเบื้องต้นเป็นกรอบสำหรับการปฏิบัติ ซึ่งอาจเรียกว่า “เกณฑ์ความงามและความดีในระดับกามาวจร” ที่ปรากฏอยู่ในโลกสมมุติ (สมมุติสัจจะ) และปรากฏอยู่ในสังคมทางธรรมที่เป็น “สังคมโยคาวจร” เป็นสังคมที่ประกอบด้วยบุคคลที่มีเป้าหมายเพื่อบรรลุถึงความงามและความดีในระดับโลกุตระ โดยมีเกณฑ์ความงามและความดีในสองระดับคือความงามและความดีท่ามกลางและความงามและความดีในที่สุด อันเป็นกรอบสำหรับการปฏิบัติตน ซึ่งอาจเรียกว่า “เกณฑ์ความงามและความดีในระดับโยคาวจร” ซึ่งเป็นความเป็นจริงในโลกปรมัตถสัจจะนั้น ความเป็นจริงทั้งสองโลกต่างพึ่งพิงอิงอาศัยกันและกันจะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ กล่าวคือ เมื่อมีความเป็นจริงในโลกที่เป็นสมมุติสัจจะก็ย่อมมีความเป็นจริงในโลกที่เป็นปรมัตถสัจจะด้วย หากไม่มีความเป็นจริงในโลกที่เป็นสมมุติสัจจะก็ย่อมไม่มีความเป็นจริงในโลกที่เป็นปรมัตถสัจจะด้วยเช่นกัน

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018