อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

เมื่อวิเคราะห์เชิงปรัชญาผ่านปรัชญากระบวนทรรศน์ที่เน้นกระบวนทรรศน์ของมนุษยชาติในแต่ละยุค ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ยุคโบราณ ยุคกลาง ยุคสมัยใหม่(นวยุค) และยุคปัจจุบัน ๖หลังนวยุค) พบว่า มนุษย์ในทุกกระบวนทรรศน์ต่างก็ให้ความสำคัญกับความรู้ อารยธรรมต่าง ๆ เป็นปรากฎการณ์ที่แสดงถึงความสำเร็จของความรู้

หลังสงครามโลก 2 ครั้ง มนุษย์ก้าวสู่กระบวนทรรศน์หลังนวยุคซึ่งให้ความสำคัญกับสันติภาพและมนุษยนิยมเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยความปรองดอง แนวคิดสำคัญคือ การส่งเสริมให้มนุษย์มีความรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเพื่อลดช่องว่างทางสังคมต่าง ๆ อันจะนำไปสู่ความขัดแย้ง และมนุษย์ที่มีการศึกษาย่อมเน้นการรักษาสันติภาพเป็นสำคัญ แนวทางการพัฒนาสังคมโลกจึงได้พัฒนาสู่แนวคิดสังคมบนฐานความรู้ เนื่องจาก สังคมปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและดูเหมือนเป็นที่ยอมรับกันโดยปริยายถึงความเจริญก้าวหน้านี้ว่าเป็นประโยชน์และเหมาะสมกับโลก ทรรศนะนี้มีเหตุผลรับรอง  3 ประการ คือ

1) มนุษย์มีพฤติกรรมการสะสมข้อมูล

2) มนุษย์มีสำนึกเชื่อว่าการสะสมข้อมูลจะค้ำประกันสันติภาพ

3) มีการแข่งขันกันสะสมข้อมูลจนเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ให้เหนือกว่ากันเพื่อกดข่มฝ่ายตรงข้ามไว้ เหมือนประเทศมีอาวุธมากก็เป็นที่เกรงขามของประเทศอื่น

หากแต่ทั้ง 3 แนวทางมีจุดอ่อนสำคัญคือ การสะสมข้อมูลให้มาก ๆ เข้าไว้ของมนุษยชาติทำให้เกิดปัญหาทางสังคมในคนรุ่นใหม่ที่หลงชื่นชมอยู่กับเทคโนโลยีและขาดความสามารถในการอยู่เป็นสังคม การสะสมข้อมูลได้สร้างภาพมายาที่เกินจริงที่ว่ามีข้อมูลจำนวนมากได้ถูกสร้างและจัดเก็บไว้อย่างดีแล้ว แท้ที่จริงข้อมูลเหล่านั้นล้วนถูกเก็บไว้อย่างไร้ทิศทาง รัฐใช้ฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ จึงยิ่งสะสมข้อมูลให้มากขึ้นไปอีก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เพื่อที่จะใช้ในการรักษาอำนาจของตนไว้

ในปัจจุบัน มนุษยชาติไม่ได้มีความสำนึกที่จะสะสมข้อมูลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แก้ไขความขัดแย้งและทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข  แม้ซาคเขรอถิสได้ให้ลักการ “คุณธรรมคือความรู้” แต่ก็ได้ถูกตีความเสียใหม่มาเป็น “ความรู้คือคุณธรรม” เกิดความเชื่ออย่างใหม่ว่าคนที่ยิ่งมีความรู้มากก็ยิ่งเป็นคนดีซึ่งไม่เป็นเหตุเป็นผลกัน  ความรู้ได้กลับกลายเป็นอำนาจของของผู้ปกครองที่จะสร้างความถูกต้องให้แก่ตนเองในการปกครองผู้อื่น  การมีความรู้มากไม่ใช่การแก้ไขความเลื่อมล้ำทางสังคมทั้งหมด ดังนั้น จึงยังไม่ใช่ทางออกของความขัดแย้ง การสะสมข้อมูลให้มากเข้าไว้อาจยิ่งจะสั่นคลอนสันติภาพของโลกได้ ดังแนวคิดจากวรรณกรรมเรื่อง Animal farm และเรื่อง 1984 อีกทั้ง  ผู้คนส่วนใหญ่เร่งสะสมข้อมูลให้มากไว้ก็เพื่อที่จะได้เปรียบหรือมีอิทธิพลเหนือผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อไว้ช่วยเหลือผู้อื่น  ยิ่งทุกฝ่ายเร่งสะสมข้อมูลให้มากที่สุดก็ยิ่งจะขยายความขัดแย้งและความรุนแรงยิ่งขึ้น

เรื่องนี้ หากมองโลกในแง่ดี ย่อมมีอคติจากการมองโลกในง่ดี (optimism bias) การดำเนินการก็จะมีวิธีการแบบหนึ่ง หากมองโลกในแง่ร้ายย่อมมีอคติจากการมองโลกในแง่ร้าย (pessimism bias) วิธีการก็จะอีกอย่างหนึ่ง อคติจากการมองโลกในแง่ดีมีผลแตกต่างกันในเหตุการณ์เชิงบวกและเชิงลบ  ในเหตุการณ์เชิงบวก เช่น การใช้ฐานข้อมูลในการตัดสินใจโครงการต่างๆ เพื่อการพัฒนาประเทศ อคติจากการมองโลกในแง่ดีจะนำไปสู่ความสุขและความมั่นใจ แต่ในเหตุการณ์เชิงลบ เช่น การใช้ฐานข้อมูลเพื่อการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย อคติจากการมองโลกในแง่ดีจะนำไปสู่ความเสี่ยงที่สูงยิ่งขึ้นที่จะประสบกับเหตุการณ์นั้น เนื่องจากการมีพฤติกรรมเสี่ยงและไม่มีการทำการป้องกันความเสี่ยงใดๆ  ในขณะที่อคติจากการมองโลกแง่ร้ายจะทำให้ประเมินโอกาสที่เหตุการณ์เชิงลบจะเกิดมากเกินไป ผ่านกลไกความเป็นตัวแทน (representativeness heuristic) ว่าเหตุการณ์จะเกิดจากคนไม่ดี ทำให้ยิ่งวิตกกังวลเกินกว่าเหตุ และนำไปสู่การเตรียมการป้องกันที่เกินกว่าเหตุด้วยเช่นเดียวกัน

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018