รตินิยมลัทธิ (Hedonism) มาจากคำว่า Hedone แปลว่า ความพึงใจ (pleasure) ความหวานชื่น (sweet)  ลัทธิความคิดที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นอัตนิยมอย่างเต็มกำลังและ  มักถูกยกเป็นตัวอย่างเมื่อต้องการกล่าวถึงความเห็นแก่ตัวเสมอ แต่นั่นเป็นการมองด้วยทรรศนะที่ผิดพลาดว่าผู้นับถือลัทธินี้มักถือว่าการใช้ชีวิตอย่างฉลาด ได้แก่ การกอบโกยหาความบันเทิงให้มากที่สุดในทุกโอกาส เพราะพรุ่งนี้เป็นของไม่แน่ วันนี้ยังไม่ตาย พรุ่งนี้ไม่แน่ ให้ฉวยโอกาสเสียให้เต็มที่ ในแต่ละขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ แต่แท้จริงแล้วกลุ่มนี้ประกอบด้วยเหล่าซาฟฟิสต์ (sophist) หลายท่านที่มีความเห็นว่าเป้าหมายสูงสุดของชีวิตมนุษย์คือ ความสุข โดยความสุขนี้หลายคนมองว่าเป็นความสุขทางผัสสะ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ความสุขของกลุ่มนี้มักเป็นเรื่องชื่อเสียง  เป็นผู้มีเพื่อนมาก เป็นผู้มีความรู้หรือเก่งศิลปะ 

อย่างไรก็ตาม แนวคิดของลัทธินี้ เน้นว่าการมุ่งแสวงหาความสุขให้แก่ตนเองมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ความสุขของตนเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าความสุขของคนอื่น เพราะไม่มีความสุขใดจะมีคุณค่าและประเสริฐยิ่งไปกว่าความสุขส่วนตัว การเน้นความสุขนี้ทำให้อาจเรียกได้ว่า มีเป้าหมายของชีวิตแบบสุขนิยม eudaimonian)  กลุ่มนี้มีเกณฑ์ตัดสินความดีว่า อะไรที่ทำแล้วตนเองเป็นสุขที่สุด คือ ดีที่สุด ถ้าจะทำเพื่อผู้อื่นบ้าง ก็คำนวณแล้วว่า จะมีผลตอบแทนที่จะกลับมาแก่ตนเองด้วย จะไม่มีการลงทุนแบบสูญเปล่า เช่น โพรแทกเกอเริส (Protagoras, 490-420 ก.ค.ศ.) ได้ชี้ว่า มนุษย์คือเครื่องมือวัดสรรพสิ่ง (man is the measure of all things) นั่นคือมนุษย์แต่ละคนจะเป็นผู้ตัดสินเองว่าอะไรเป็นความจริง อะไรเป็นความดี ไม่มีคนสองคนที่จะตัดสินเหมือนกันไปทุกด้าน ดังนั้น จึงไม่มีเกณฑ์สัมบูรณ์ในการตัดสินความประพฤติใดว่าดี-ชั่ว มนุษย์จึงกระทำการเพื่อแสวงหาความสุขได้ตามเกณฑ์เฉพาะตนที่แตกต่างกันไป แอเริสทิเปิส (Aristippus, 435-366 ก.ค.ศ.)  แห่งสำนักไซเรเนอิค (Cyrenaicism) มีความเห็นว่า ความสุข คือความพึงพอใจทางผ่านจากผัสสะ (pleasure of sense) เป็นครั้งๆ (pleasure of the moment) โดยมีหลักการแสวงหาความสุขว่า คนฉลาดย่อมรู้จักแสวงหาความพึงพอใจให้มากที่สุดในทุกโอกาสให้เต็มที่ แม้จะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ความสุขทางกายเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ความสุขเหล่านี้จบในตัวเองและไม่เป็นวิถีนำไปสู่สิ่งอื่นอีก มนุษย์แสวงหาความสุข โปรแทกอรัส (Protagoras, 490-420 ก.ค.ศ.) เน้นว่าความรู้เป็นความรู้สึกในขณะนั้น (momentary sensation) และเป็นการไร้สาระที่จะคิดคำนวณความพึงพอใจในอนาคตเพื่อให้สมดุลกับความเจ็บปวดในชีวิต ศิลปะในการใช้ชีวิตคือ การใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุข สนุกสนาน เท่าที่เป็นไปได้ในทุกขณะ  ทั้งนี้ การใช้ชีวิตจะเป็นไปตามแนวทางของเหตุผล (guidance of reason) และมีการควบคุมตนเอง (self control) เพื่อที่จะจำกัดความสุขเพื่อที่จะลดความเจ็บปวดลงให้น้อยที่สุดด้วย

ดังนั้น แนวคิดรตินิยมนี้ จึงตรงกันเกี่ยวเนื่องกับแนวคิดแอพพิคิวเรียน (Epicurean) ของแอพพิควิเริส (Epicurus,  341-270 ก.ค.ศ.) รวมไปถึงแนวคิดปัญญานิยมที่เน้นความรอบรู้ (doctrine of prudence) ของซาคเครอทิส (Socrates, 470-399 ก.ค.ศ.) ด้วย ทั้งนี้ โจเซฟ บัทเลอร์ (Joseph Butler, 1692-1752) ได้ชี้ว่า ความพึงพอใจนั้นจะต้องเป็นความพึงพอใจที่เป็นวัตถุวิสัย เมื่อหิวก็ต้องกิน เมื่ออยากรู้ก็ต้องได้รู้ เมื่อเปล่าเปลี่ยวก็ต้องมีคนมาอยู่เป็นเพื่อ แต่คนเราจะกินของหวานไม่ใช่เพราะว่าหิว แต่เป็นเพียงความพึงพอใจที่ของหวานนั้นให้แก่เรา ต่อมาแนวคิดประโยชน์นิยม (Utilitarianism) ของเบนธัม (Jeremy Bentham, 1748-1832 ) ได้สนับสนุนแนวคิดรตินิยมทั้งในเชิงจิตวิทยาและทฤษฎีศีลธรรม แม้จะพบ paradox ในบางกรณีที่จะต้องทำเพราะคิดว่าจะได้ความสุข (one think will give) กับการทำเพราะจะได้ความสุขอย่างแน่นอน (really will provide)

รตินิยมอาจเป็นพื้นฐานของอัตนิยม เป็นรากฐานของแนวคิดว่ามนุษย์เห็นแก่ตน แต่ในการปฏิบัติตามลัทธิรตินิยมนั้นก็มีแนวทางรตินิยมถือการพิจารณาการกระทำที่มีคุณค่าทางจริยธรรม คือ วิถีให้ได้มาซึ่งความสุข ดังนั้น อะไรที่ทำแล้วไม่สุข จึงไม่ใช่จริยธรรมของรตินิยม ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นอัตตัตถนิยมเชิงจิตวิทยา (psychological egoism) คือ ธรรมชาติของมนุษย์ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ยึดถือตนเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลและมุ่งเน้นสิ่งที่จะจูงใจตนเองได้ คือ การตอบสนองความต้องการต่างๆ และหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด

 

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018