อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

หลักการประโยชน์นิยมคือ เน้นเพื่อมหสุขแก่มหาชน (the greatest happiness of the greatest number)  แนวคิดนี้ย่อมมีจุดมุ่งหมายที่ดี มุ่งที่จะทำให้คนจำนวนมากในสังคมได้รับประโยชน์ที่มากที่สุดจากการกระทำใดการกระทำหนึ่ง แต่อีกในแง่หนึ่ง ก็ละทิ้งส่วนน้อยไปอย่างไม่รู้ตัว

แนวคิดวิพากษ์นี้ ไม่ได้ถกเถียงในตัวหลักการ แต่พบปัญหาในทางปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น หากภาครัฐต้องการตัดสินใจริเริ่มอภิโครงการ (Mega-project) โครงการหนึ่ง เช่น การพัฒนาระบบรางสำหรับรถไฟความเร็วสูง
ซึ่งจะทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจและเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้พร้อมสำหรับการขนส่งและการคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ เมื่อพิจารณาตามแนวคิดประโยชน์นิยมแล้ว การใช้ความรู้ขนาดใหญ่เพื่อการพัฒนาระบบรางให้มีประสิทธิภาพนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และสามารถทำได้ เพราะจะก่อให้เกิดรายได้และการลงทุนในประเทศจำนวนมหาศาล ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโต และคนทั้งประเทศได้รับประโยชน์จากภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตนี้ เมื่อคนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ เสียงคัดค้านส่วนน้อยย่อมถูกมองข้ามไป การเปิดโอกาสให้พิจารณาถึงผลกระทบเชิงสิ่งแวดล้อมและสังคม เนื่องจากจะต้องมีการเวนคืนที่ดินจากราษฎร และอาจจะมีผลกระทบภาวะสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากจะเกิดการขยายของเมืองตามเส้นทางระบบรางส่งผลให้เกิดปัญหาในสังคมระยะยาวได้ก็จะถูกวิจัย แต่เป็นการวิจัยที่มักมีคำตอบเห็นด้วย (say yes research)

หลักการประโยชน์นิยมที่ยึดมั่นอย่างขันแข็งนี้ยังได้เปิดโอกาสให้สั่นคลอนสันติภาพได้ ด้วยแนวคิดต่อการทำสงครามว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เช่น การทำสงครามกับผู้ก่อการร้ายหลังเหตุการณ์ 9/11 โดยมีเหตุผลรองรับว่าการทำสงครามนั้น ๆ น่าจะนำมาซึ่งมหสุข  ประเด็นเรื่องมหสุขจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการพิจารณาการเริ่มทำสงครามแต่ละครั้ง และยังกำหนดลักษณะการทำสงครามแต่ละครั้งด้วย รวมถึงการกระทำต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำสงคราม เนื่องจากต่างก็มีค่าทางจริยธรรมแตกต่างกันไปตามแต่ผลที่จะได้รับ  การรุกรานผู้อื่นก็สามารถเป็นสงครามที่ถูกต้องได้หากนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดแก่คนที่เกี่ยวข้องจำนวนมากที่สุด การพัฒนาอาวุธเคมีหรืออาวุธชีวภาพซึ่งมีผลการทำลายร้ายแรง หรือการค้นหาเป้าหมายจนทำให้เกิดโจมตีโรงเรียน โรงพยาบาลและย่านชุมชนก็สามารถทำได้ หากนำมาซึ่งมหสุข หรือแม้แต่การทรมานเชลยศึกก็สามารถทำได้ เมื่อพิจารณาแล้วว่าไม่มีผลเสียมากไปกว่าผลดี

เมื่อพิจารณาตามแนวทางของมิลล์ที่เน้นประโยชน์นิยมเชิงกฎ (Rule Utilitarianism) (Mill, 1861 อ้างถึงใน Bayles, 1968) การทำสงครามนั้นจะถูกต้องเมื่ออยู่บนกฎที่ใช้ร่วมกัน เช่น ประเทศที่เป็นฝ่ายถูกรุกรานสามารถพิจารณาด้วยการตั้งให้เป็นกฎว่า เมื่อใดที่ประเทศใดถูกรุกราน ประเทศย่อมมีสิทธิทำสงครามเพื่อป้องกันตัว จากนั้นต้องพิจารณาว่า หากกฎนี้เป็นที่บังคับใช้จริงทั่วโลกจะนำมาซึ่งมหสุขหรือไม่ หากได้ ก็สรุปได้ว่าสามารถทำสงครามเพื่อป้องกันตัวได้ การคิดตามมิลล์นี้ย่อมต้องพยายามหากฎสากลมาอธิบายการกระทำฝ่ายตนว่าถูกต้อง ดังเช่นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้กระทำและอ้างกฎนี้ โดยที่ประชุมแห่งสหประชาชาติก็ยอมรับ แม้จะมีเสียงจากสมาชิกคัดค้านบ้างแต่เสียงส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยจึงทำให้สหรัฐอเมริกามีความชอบธรรมในการทำสงครามโดยใช้ชื่อว่าสงครามต่อต้านการก่อการร้าย จากนั้นก็รวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลของประเทศพันธมิตรต่าง ๆ แล้วเปิดสงครามกับประเทศอิรักและอัฟกานิสถาน ซึ่งมีการใช้ความรุนแรงและอาวุธร้ายแรงจำนวนมาก

แนวทางประโยชน์นิยมยังเพิ่มแนวโน้มของความเสี่ยงต่อการทำลายสันติภาพ เพราะหลักการสำคัญอยู่ที่มหสุข แล้วจะคำนวณได้อย่างไรว่าประโยชน์มีอยู่ระดับใด  ถ้าเดินตามหลักมหสุขแล้ว  เช่น การต่อต้านการก่อการร้าย การส่งเสริมการค้าเสรี การกระทำนี้ย่อมถูกชวนให้คิดว่าจะทำให้มหสุขเกิดขึ้นในสังคม แต่การกระทำที่ชี้ว่าก่อให้เกิดมหสุขนั้นมีวาระซ่อนเร้น ประโยชน์นิยมก็ยังบอกว่าเป็นการกระทำที่ดี แต่ความเป็นจริงเกิดการสูญเสียชีวิตบริสุทธิ์จำนวนมาก และเกิดการเข้าครอบงำเศรษฐกิจของโลกโดยบริษัทข้ามชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาหรือประเทศมหาอำนาจที่ปรากฏขึ้นภายหลัง ความเป็นจริงเหล่านี้ต่างหากที่ชี้ให้เห็นถึงผลที่ไม่น่าจะนำมาซึ่งมหสุขในสังคมโลก

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018