อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

การเรียนรู้อย่างปรัชญา

เมื่อศึกษาปรัชญาแล้ว จะเป็นนักปรัชญาแบบไหนดี

  1. ความคิดของตนแต่ฝ่ายเดียวที่ถูกต้อง ฝ่ายอื่นล้วนผิดทั้งสิ้น
  2. รอบรู้ทุกคำตอบ เห็นความขัดแย้งในทุกคำถาม ไม่ยึดติดสิ่งใด เพียงเห็นเป็นเกมฝึกสมอง
  3. รอบรู้รอบด้าน หาคำตอบที่เหมาะสมไว้เป็นหลักเฉพาะตัว

วิชาปรัชญาไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองอย่างเด็ดขาด เพียงชี้ปัญหาและคำตอบเท่าที่เป็นไปได้เพื่อให้ผู้อื่นตัดสินใจเลือกอย่างรอบคอบไปแก้ปัญหา

ปรัชญามีปัญหาอยู่ตลอด มีคำตอบจากทุกฝ่าย แม้ไม่ชอบก็ต้องรับฟังไว้ก่อน มีความคิดเห็นของตนเองและเคารพความคิดเห็นผู้อื่น บทบาทของปรัชญาคือ การเป็นผู้ชี้แนะ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ

กระบวนทรรศน์ปรัชญา

การเรียนปรัชญาเป็นเรื่องๆ ไป ทำให้เนื้อหาปรัชญามีมาก กีรติ บุญเจือ (2546) จึงได้ประมวลแนวทางการเรียนปรัชญาเป็นการศึกษาด้านปัญญา และได้เสนอแนวคิดกระบวนทรรศน์ทางปรัชญา (philosophical paradigm of thought) คือ วิวัฒนาการทางความคิดพื้นฐานหรือความคิดร่วมของสังคมในแต่ละยุค มีผลต่อความคิดและการตัดสินใจของผู้ที่อยู่ในกระบวนทรรศน์นั้น

กระบวนทรรศน์จึงเป็นวิวัฒนาการในการมองปัญหาของมนุษย์ เมื่อใช้วิจารณญาณประเมินจากประวัติศาสตร์ปรัชญาเป็นสำคัญพบว่า มนุษย์มีวิวัฒนาการทางปัญญามาแล้ว 4 ครั้ง โดยหลักการพัฒนาการทางปัญญา (Development of thought) และแบ่งออกเป็น 5 กระบวนทรรศน์ปรัชญา ได้แก่

  1. กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ (primitive paradigm) ถือว่ามนุษย์คนแรกก็เริ่มคิดได้ เมื่อ 2-3 ล้านปีที่แล้ว และสืบต่อความคิดมาอย่างต่อเนื่อง ความกลัวภัยธรรมชาติทำให้คิดหาคำตอบว่าภัยธรรมชาติมาจากไหน
    • มนุษย์คิดว่าความน่ากลัวของภัยธรรมชาติเกิดจากอำนาจลึกลับของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน ดังนั้นเพื่อความอยู่รอด มนุษย์จึงได้พยายามเอาใจสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนด้วยการแสดงความเคารพสักการะเบื้องบนโดยหวังว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคุ้มครองพวกเขาให้ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติทั้งปวง พยายามเอาใจเบื้องบนให้ท่านพึงพอใจมากที่สุด ท่านจะได้เมตตาตน ไม่ให้เกิดภัยธรรมชาติแก่ตน
    • จึงได้คติแห่งยุคว่า “ทุกอย่างอยู่ที่น้ำพระทัยของเบื้องบน”
    • โลกตามทรรศนะนี้ได้ชื่อว่ากลีภพ (chaos)
  2. กระบวนทรรศน์ยุคโบราณ (ancient paradigm) มองทุกอย่างว่ามาจากกฎเกณฑ์ตายตัว ซึ่งอาจเป็นกฎไสยศาสตร์ ตำนานปรัมปรา หรือระบบเครือข่ายของเจ้าสำนัก
    • มนุษย์ในยุค 1,000 ปีก่อนคริสตศักราช ไม่พอใจกับความรู้เท่าที่รู้ เริ่มมีปัญหาว่าเราจะอธิบายเหตุการณ์ทั้งหลายในธรรมชาติโดยไม่ต้องอ้างเบื้องบนจะได้ไหม คำตอบ คือ ได้ พวกเขารับรู้ว่าโลกมีกฎมีระเบียบ ซึ่งปัญญาเข้าถึงได้จากการสังเกต และเก็บรวบรวมข้อมูล จนสามารถสรุปได้ว่า ภัยธรรมชาติมักเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาเป็นวงจรของธรรมชาติ นั่นคือ มีกฎธรรมชาติ (law of nature) ที่ตายตัวไม่เข้าใครออกใคร
    • ความรู้ได้ถูกรวบรวมเพื่อสรุปเป็นระเบียบแบบแผนไว้ และกำหนดเป็นกฎเกณฑ์ต่างๆ โดยมีเป้าประสงค์ในการที่มนุษย์จะได้มีความสุขในโลกนี้ โดยรู้และทำตามกฎธรรมชาติ
    • จึงได้คติแห่งยุคว่า “Ipse dixit” “ดังท่านว่าไว้”
    • โลกตามทรรศนะนี้ได้ชื่อว่าเอกภพ (cosmos)
  3. กระบวนทรรศน์ยุคกลาง (medieval paradigm) มนุษย์เริ่มพบว่าแม้จะรู้กฎธรรมชาติและปฏิบัติตามแล้วก็ยังคงมีความทุกข์จึงพยายามหาความสุขอย่างมีความหวัง
    • ศาสนาได้เข้ามามีบทบาทหลัก เกิดความเชื่อที่ว่า ทุกอย่างที่กระทำในโลกนี้ก็เพื่อส่งผลดีในโลกหน้า เกิดความศรัทธาต่อศาสนาและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์คำสอนของศาสนาอย่างเคร่งครัด
    • มนุษย์จึงสละโลก บำเพ็ญพรต ศึกษาคัมภีร์
    • ต้องอดทนและหมั่นกระทำความดี หลีกเลี่ยงความชั่ว เพราะจะมีความสุขในโลกหน้าที่รออยู่
    • จึงมีคติแห่งยุคว่า “ความดีบัญญัติไว้ตามคัมภีร์”
  4. กระบวนทรรศน์นวยุค (modern paradigm) เริ่มเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16 จากการค้นพบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จะทำให้รู้กฎเกณฑ์ทั้งหมดของโลก
    • วิทยาศาสตร์จะแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ได้ และโลกนี้จะน่าอยู่ดุจสวรรค์โดยไม่ต้องรอโลกหน้า
    • ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะทำให้คุณภาพชีวิตมนุษย์ดีขึ้น
    • ศาสนาเป็นสิ่งมอมเมาประชาชน
    • คติแห่งยุคว่า “ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการวิทยาศาสตร์”
    • กระบวนทรรศน์นวยุค เชื่อมั่นในระบบเครือข่ายความรู้ของมนุษย์ชาติว่า

กฎของเอกภพประสานกันเป็นระบบเครือข่าย (network) แน่นอนตายตัวเพียงระบบเดียว ปัญญาของมนุษย์สามารถเข้าใจกฎและระบบเครือข่ายได้ตามความเป็นจริง มนุษย์สามารถสร้างภาษาอุดมการณ์เพื่อสื่อความรู้ได้ตรงตามความเข้าใจ

  1. กระบวนทรรศน์หลังนวยุค (postmodern paradigm) เริ่มเมื่อปรัชญาของคานท์ (Immanuel Kant, 1724-1804) ได้เสนอว่ามนุษย์รู้ความจริงก็จากกระบวนการของสมอง ดังนั้นมนุษย์จึงไม่รู้ความเป็นจริง
    • วิทยาศาสตร์พัฒนาโลก แต่ก็ทำลายล้างโลกด้วยสงครามโลก 2 ครั้ง
    • วิทยาศาสตร์ค้นพบกฎของความไม่แน่นอน แล้วจะมีสิ่งใดที่แน่นอน
    • เพราะมนุษย์ยึดมั่นถือมั่น ทำให้จับกลุ่มคนที่คิดเห็นเหมือนกัน และแยกกลุ่มกับคนที่คิดไม่เหมือนกันเกิดการแข่งขันให้มีพวกมากเข้าไว้เพื่อจะได้มั่นคง ปลอดภัย จนกลายเป็นความขัดแย้งกัน
    • โลกต้องมุ่งสร้างสันติภาพและการเน้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
    • ต้องลดความยึดมั่นถือมั่น ผ่านการวิเคราะห์ วิพากษ์และการตีความใหม่
    • คติแห่งหลังนวยุคสุดขั้ว คือ “จงรื้อถอนความหมาย”
    • คติแห่งหลังนวยุคสายกลาง คือ “การพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อความสุขแท้ตามความเป็นจริง”

ปรัชญาคือ วิชาว่าด้วยปัญญา จึงสนใจวิวัฒนาการทางความคิดพื้นฐานหรือความคิดร่วมของสังคมในแต่ละยุคเรียกว่า กระบวนทรรศน์ซึ่งมีผลต่อความคิดและการตัดสินใจของผู้ที่อยู่ในกระบวนทรรศน์นั้น การเรียนรู้ปรัชญาด้วยปรัชญากระบวนทรรศน์จึงเป็นวิวัฒนาการในการมองปัญหาของมนุษย์ และเป็นแนวทางในการใช้วิจารณญาณประเมินคำตอบจากกระบวนทรรศน์ของคนในแต่ละยุคสมัยที่ยังคงสืบทอดความคิดมาจนถึงปัจจุบัน

สรุป

มนุษย์มีกระบวนทรรศน์ความคิดมาตั้งแต่แรกเริ่มมีมนุษย์ แบ่งกระบวนทรรศน์ทางปรัชญาเป็น 5 กระบวนทรรศน์ ซึ่งมีคำถามและหลักคำตอบของแต่ละกระบวนทรรศน์เอง การเปลี่ยนกระบวนทรรศน์เกิดขึ้นเมื่อไม่พอใจต่อคำตอบเดิมจากระบวนทรรศน์เก่า

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018