อ.ดร.สิริกร อมฤตวาริน

ปรัชญาจีนเกิดขึ้นโดยอาศัยความเชื่อในศาสนาดั้งเดิมเป็นรากฐาน ให้ความสำคัญในเรื่องมนุษย์ว่าจะทำอย่างไรคนจึงจะเป็นคนดี มีความสุข ทำอย่างไรสังคม ประเทศ และโลกจะมีความสงบสุข  ความรู้ตามแนวคิดปรัชญาจีนเน้นเฉพาะความรู้ที่สามารถทำให้คนเป็นคนดีมีคุณธรรม เน้นคุณวิทยา ปรัชญาจีนจึงเป็นไปในแนวทางจริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์เป็นสำคัญ

จุดสำคัญของปรัชญาจีนเกิดขึ้นมาในปลายยุคราชวงศ์โจว ซึ่งเรียกช่วงเวลานี้ว่า ยุคชุนชิว (771-476 ก่อนคริสตกาล)  และเป็นช่วงเวลาของร้อยสำนักที่เป็นการพัฒนาทางปัญญาและวัฒนธรรมครั้งสำคัญของจีนจากนั้นก็สืบทอดมาในยุคจักรพรรดิราชวงศ์ต่างๆ  จนถึงปัจจุบัน สามารถแบ่งปรัชญาจีน ออกเป็น  4 ยุค

  1. ปรัชญาจีนยุคโบราณ (ancient philosophy) ได้แก่ ปรัชญาจีนที่เกิดขึ้นในยุคชุนชิว ประกอบด้วยสำนักปรัชญาสำคัญ 100 สำนัก แต่ที่ยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลต่อปรัชญาจีน 8 สำนัก ได้แก่

1) สำนักหยิน-หยาง (yin-yang) สำนักนี้กล่าวถึง จักรวาลโดยแยกสรรพสิ่งเป็น 2 ขั้ว สัมพันธ์กันและมีปฏิกิริยาต่อกัน ทั้งในลักษณะร่วมมือกันและต่อต้านกัน และก่อเกิดผลเป็นปรากฏการณ์ เป็นสภาวะธรรมชาติที่มีอยู่คู่กัน เป็นมูลธาตุ ก่อให้เกิดสิ่งต่างๆ แนวคิดหยินหยางใช้สัญลักษณ์วงกลมครึ่งขาวครึ่งดำ ในดำมีจุดขาว ในขาวมีจุดดำ เหมือนตาปลา ทำให้ดูเป็นปลาขาวดำสองตัวกลับหัวกัน ความหมายให้สีดำเป็นหยิน แทนผู้หญิง ความมืดดำ โลก ดวงจันทร์ ความอ่อนแอ ความสวยงามและความสันโดษ สีขาวเป็นหยาง แทนผู้ชาย ความขาวสว่าง ท้องฟ้า  สวรรค์ ดวงอาทิตย์ ความเข้มแข็งและพละกำลัง ความเป็นคู่หยินหยางนี้เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่มีสองด้านเสมอเป็นแนวคิดธรรมชาตินิยมซึ่งเป็นแนวคิดร่วมของนักปรัชญาในยุคราชวงศ์โจว ต่อมาขยายแนวคิดเป็นเบญจธาตุ ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุทอง ธาตุน้ำ ธาตุไม้ ธาตุไฟ โดยสรรพสิ่งนั้นจะถูกพิจารณาเป็นธาตุต่างๆจากการกำหนดความสัมพันธ์กับทิศทาง รูปทรง สี รสชาติ อุปนิสัย เหตุแห่งความเสื่อม อวัยวะ และอาชีพของมนุษย์ โดยหลักเบญจธาตุนี้จะมีการก่อเกิดถ่ายเทและการควบคุมพิฆาต ได้แก่

yinyang

ภาพ 1 สัญลักษณ์หยินหยางตามแนวคิดสำนักหยินหยาง

วงจรก่อเกิดและถ่ายเท

(1) ธาตุดินก่อเกิดหรือถ่ายเทกำลังไปสู่ธาตุทอง โดยหลักธรรมชาติทั่วไปแร่ธาตุต่างๆที่เป็นโลหะจะเกิดการหมักตัวของภายในดิน

(2) ธาตุทองก่อเกิดหรือถ่ายเทกำลังไปสู่ธาตุน้ำ โดยของแข็งที่เป็นโลหะนั้นจะสามารถถูกหลอมละลายเป็นของเหลวได้ นอกจากนี้ถ้าลองสังเกตเวลาที่อากาศเย็นจัดสิ่งของที่เป็นโลหะจะมีไอน้ำมาเกาะอยู่เสมอดังนั้นจึงเปรียบเสมือนว่าโลหะก่อเกิดน้ำ

(3) ธาตุน้ำก่อเกิดหรือถ่ายเทกำลังไปสู่ธาตุไม้ โดยน้ำเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงต้นไม้ให้เติบโตและมีชีวิตอยู่

(4) ธาตุไม้ก่อเกิดหรือถ่ายเทกำลังไปสู่ธาตุไฟ โดยไม้เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่พลังกับไฟให้มีกำลังเผาอยู่ตลอด

(5) ธาตุไฟก่อเกิดหรือถ่ายเทกำลังไปสู่ธาตุดิน โดยไฟเผาทุกสรรพสิ่งก็จะกลายเป็นเถ้าถ่านเป็นผงที่กลับไปสู่ดิน

วงจรการควบคุมหรือพิฆาต

(1) ธาตุดินควบคุมธาตุน้ำ หากต้องการเก็บกักน้ำก็จะทำการสร้างเขื่อนหรือขุดบ่อน้ำเพื่อควบคุมและเก็บกักน้ำให้ได้ปริมาณที่ต้องการ ดังนั้น ธาตุดินเป็นธาตุควบคุมธาตุน้ำ แต่หากว่าธาตุดินมากเกินไปก็สามารถพิฆาตธาตุน้ำได้เปรียบเสมือนน้ำที่ใสแล้วถูกดินถมมากๆก็ขุ่นหรือมากไปจนกลายเป็นดินอมน้ำ

(2) ธาตุน้ำควบคุมธาตุไฟ  น้ำเป็นวัตถุธาตุที่ต้องใช้ควบคุมไฟให้พอมีกำลังตามที่ต้องการโดยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำ หรือธาตุน้ำพิฆาตธาตุไฟก็เปรียบเสมือนน้ำที่มาดับกองไฟ

(3) ธาตุไฟควบคุมธาตุทอง โลหะทุกประเภทเมื่อโดยความร้อนจะหลอมละลาย  ใช้ไฟเป็นตัวแปรในการหลอมทองให้ได้รูปทรงที่ต้องการ หากธาตุไฟมากเกินก็พิฆาตธาตุทองโดยการหลอมโลหะต่างๆจนเป็นของเหลว

(4) ธาตุทองควบคุมธาตุไม้ วัตถุธาตุที่เป็นไม้ชนิดต่างๆ ต้องใช้วัตถุที่เป็นโลหะหรือธาตุทองในการตัดอยู่เสมอ เช่น จะต้นไม้ก็ต้องใช้เลื่อย เป็นต้น  ก็เหมือนใช้ธาตุทองพิฆาตธาตุไม้

(5) ธาตุไม้ควบคุมธาตุดิน   การป้องกันดินไม่ให้ทลายบริเวณที่ลาดชันก็จะใช้การปลูกต้นไม้  ดังนั้น ธาตุไม้จึงควบคุมธาตุดิน  ต้นไม้ดูดซึมแร่ธาตุจากดินไปจนหมดได้ก็เป็นไม้พิฆาตดิน

แนวคิดหยินหยางและห้าธาตุนี้มีนักปรัชญาคนสำคัญคือ โจว หยาง (305-240 ก่อนคริสตกาล) สอนระบบคิดแนวทางหยินหยางและห้าธาตุ และ เหลาจื้อ สอนเนื้อหาถึงสิ่งสมบูรณ์อันเป็นเอกภาพของจักรวาลว่า เต๋า

2) สำนักหยู หรือ ขงจื้อ สำนักปรัชญาขงจื้อมีความเห็นว่า ขนบธรรมเนียมโบราณที่ดีงามมีอยู่มาก ควรที่จะได้ฟื้นฟูเรื่องที่ดีงามนั้นขึ้นมาใหม่ แล้วนำมาเป็นหลักประพฤติปฏิบัติ นักปรัชญาคนสำคัญคือ ขงจื้อ เป็นนักปรัชญาทางฝ่ายจริยศาสตร์ งานเขียนของขงจื๊อปรากฏอยู่ในหนังสือ สังเขปการสอนของขงจื๊อ หรือที่จีนเรียกว่า “หลุน-อฺวี่” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับบันทึกและเรื่องราวต่าง ๆ เช่น คำพูด คำสอนของขงจื๊อและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ลูกศิษย์ของท่านได้ช่วยกันรวบรวมขึ้นหลังจากการจากไปของขงจื๊อส่วนวรรณกรรมที่ท่านได้รวบรวมขึ้นมี 5 เล่ม ดังนี้ ชุนชิว ซือจิง ซูจิง อิ้จิง หลี่จี้ นักปรัชญาคนสำคัญอื่นๆ คือ เม่งจื้อ, สวินจื่อ, ตุงจุงซู

3) สำนักม่อ สำนักปรัชญาม่อจื้อมีความเห็นว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน เรื่องที่ล่วงมาแล้วก็เหมาะกับคนสมัยนั้น ไม่ควรรื้อฟื้นขึ้นมาอีก ควรจะหาอะไรใหม่ๆ ที่เหมาะสมมาเป็นหลักยึดเหนี่ยวจะดีกว่า สาระสำคัญของคำสอนของม่อจื่อมี 8 ประการ ได้แก่ (1) ความรักแบบเสมอภาค ไม่แยกเขาแยกเรา (2) ต่อต้านการทำสงครามรุกราน (3) การเลือกคนดีมีความสามารถไว้ใช้งานโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ (4) การปกครองต้องมีผู้นำ (5) การใช้จ่ายอย่างประหยัด (6) ต่อต้านการจัดงานศพแบบใหญ่โตและไว้ทุกข์ยาวนาน (7) ต่อต้านการดนตรี และ (8) ต่อต้านความเชื่องมงาย

4) สำนักหมิงหรือสำนักนาม เป็นสำนักคิดเชิงตรรกะ เน้นการอภิปรายแยกแยะชื่อ ความสัมพันธ์ระหว่างชื่อ และความเป็นจริง ต่อมาสำนักคิดนี้ถูกระงับเนื่องจากการอวดรู้และการโต้เถียงเชิงวิภาษวิธีเป็นสิ่งที่ชาวจีนถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม นักปรัชญาคนสำคัญคือ ฮุยจี (Hui Shi, 370-310 ก่อนคริสตศักราช) แต่แนวทางของสำนักหมิงเป็นเทคนิคที่สำนักขงจื้อนำไปใช้เพื่อสอนตำราของตน และสำนักคุณธรรมนำไปใช้เพื่อสร้างข้อโต้ตอบกับสำนักขงจื้ออีกทีหนึ่ง

5) สำนักกฎหมายหรือนิตินิยม สำนักนิตินิยมมีความเห็นว่า ธรรมชาติดั้งเดิมของคนมีแต่ความชั่วร้าย จึงจำต้องใช้อำนาจและกฎหมายมาเป็นเครื่องควบคุม กฎหมายควรเป็นกฎหมายที่เที่ยงธรรมและควรใช้ปฏิบัติกับทุกคนไม่ว่าเจ้าหรือไพร่ กฎหมายควรเขียนให้ชัดเจน เพื่อให้คนเข้าใจว่าควรทำสิ่งใดหรือหลีกเลี่ยงสิ่งใด ผู้ฝ่าฝืนกฎหมายก็ควรได้รับการลงโทษอย่างรุนแรงนักปรัชญาคนสำคัญคือ ฮั่นเฟ่ยจื้อ

6) สำนักคุณธรรมหรือเต๋า เชื่อว่า สรรพสิ่งก่อกำเนิดจากเต๋า และเต๋าเป็นสรรพสิ่ง การเข้าถึงลัทธินี้จะต้องมีสัมผัสพิเศษที่สามารถเข้าถึงภาวะความจริงได้ ไม่เชื่อว่าจะเข้าใจความจริงเกี่ยวกับชีวิตและโลกโดยการคิดและการใช้เหตุผลหรือโดยการกระทำแต่ความดี การแสวงหาเต๋าอาจทำได้ด้วยการปฏิเสธที่จะรับว่าตนเองเป็นผู้มีวิชาหรือผู้รอบรู้ และให้อยู่อย่างสงบ ใช้ชีวิตง่ายๆ กับธรรมชาติ ความรู้มิใช่เป็นของดี หากแต่ช่วยเสริมสร้างความชั่วตามเวลามากหรือน้อยเท่าที่เรียนมา นักปรัชญาคนสำคัญคือ เหล่าจื้อ จวงจื้อ

7) สำนักแนวดิ่งแนวขวาง หรือสำนักปกครอง เป็นสำนักคิดทางการเมืองและการปกครองมีขอบเขตความสนใจอยู่ในเรื่องการต่างประเทศ การร่วมมือกันระหว่างรัฐในแนวดิ่ง และรัฐในแนวขวางในยุคชุนชิว นักปรัชญาคนสำคัญคือ ซูฉินสนับสนุนการเป็นพันธมิตรแนวดิ่ง ระหว่างรัฐเว่ย จ้าว หาน  เยี่ยน ฉี และฉู่ ร่วมมือกันสร้างพันธมิตรที่เข้มแข็งเพื่อป้องกันการรุกรานของรัฐฉินที่อยู่ทางตะวันตก และ จางอี้แห่งรัฐฉินสนับสนุนการเป็นพันธมิตรแนวขวางระหว่างรัฐฉิน หาน ฉี เพื่อเป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งกำจัดรัฐเล็กๆ ที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งล้วนขึ้นกับยุทธศาสตร์ของรัฐ เหตุผลทางการเมือง กำลังทหารและความมั่นคงของรัฐที่เข้าร่วมพันธมิตร

8) สำนักการเกษตรเชื่อว่าสังคมมนุษย์เริ่มต้นจากการพัฒนาการเกษตร สังคมจึงมีพื้นฐานอยู่ที่ผู้คนที่มีความมั่งคั่งในทางเกษตรและกสิกรรม กษัตริย์ต้องสนับสนุนให้ผู้คนทำเกษตร ดังเช่น เสนาบดีโฮจี ในยุคราชวงศ์เซีย การปกครองที่ดีจะต้องนำโดยกษัตริย์ที่เป็นที่รักของผู้คนซึ่งทำงานร่วมกับผู้คนในทุ่งข้าว สำนักเกษตรยังไม่ยอมรับการแบ่งแยกแรงงานอย่างลัทธิหยู อีกทั้งสนับสนุนการตั้งราคาสินค้าคงที่เพื่อส่งเสริมการเกษตร

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018