อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

รัฐมีหน้าที่ในการพัฒนาสังคมและประเทศในด้านต่างๆ โดยต้องการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน แต่การมีส่วนร่วมนั้นหากใช้แนวคิดการมีส่วนร่วมในอุดมคติอย่างกระบวนทรรศน์หลังนวยุค (postmodern paradigm) ที่ถูกส่งเสริมกันทั่วไปนั้นย่อมเกิดผลได้ช้า ไม่เป็นรูปธรรม แต่หากรัฐใช้สิ่งล่อใจ (incentives) มาชักจูงประชาชนย่อมทำให้เขายินดีร่วมมือในการพัฒนาสังคมให้ประสบความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลทันตาได้ ไม่ต้องรอการพัฒนาเป็น 5 ปี 10 ปี

การพัฒนาสังคมเพื่อให้ประสบความสำเร็จโดยเร็วย่อมต้องได้รับความสนใจและความร่วมมือของประชาชนในทุกระดับ แต่การจะปลุกความสนใจและการสร้างความร่วมมือนั้น หากจะรอให้แต่ละคนสนใจและทำตามอย่างเป็นธรรมชาติเองนั้น ผลสำเร็จย่อมเกิดได้อย่างช้า ๆ แต่หากจะกระตุ้นการพัฒนาสังคมนั้น กระบวนทรรศน์นวยุคกลับจะเป็นกรอบสำคัญที่จะทำให้วางแผนยุทธศาสตร์ได้อย่างเป็นรูปธรรม สังคมสมัยใหม่จะต้องเน้นพฤติกรรมพลเมือง (หน้าที่พลเมือง)  ในอันที่จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมจึงจะส่งเสริมความมั่นคงของประเทศ

ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องแสวงหาพฤติกรรมพึงประสงค์ การที่จะให้คนเข้าใจและปฏิบัติตามได้อย่างดีนั้น อาจจัดเป็นกิจกรรมหรือการประกวดเพื่อให้ประชาชนสนใจเข้าร่วมและตั้งรางวัลให้น่าสนใจตามแนวทางการใช้ผลประโยชน์ล่อใจจึงจะสำเร็จได้ตามหลักจิตวิทยา พฤติกรรมพึงประสงค์นั่นจะต้องมีการเผยแพร่ผ่านการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ และมีการตรวจประเมินเพื่อวัดพฤติกรรมพึงประสงค์ที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น กิจกรรมจิตอาสาเพื่อช่วยผู้อื่น การประกวดการสร้างนวัตกรรมใหม่ และในระดับรัฐอาจพิจารณาถึงการให้รางวัลในระดับสาธารณะ เช่น การเก็บสะสมแต้มเพื่อให้ได้รางวัล  หรือการต่อใบอนุญาตบางประเภท

จุดสำคัญของการให้รางวัลคือ สิ่งล่อใจนั้นต้องเป็นผลประโยชน์ที่คนส่วนใหญ่ชอบใจที่จะได้ และต้องการกำหนดเกณฑ์การให้ที่จะเร่งให้มีการทำพฤติกรรมให้เข้มข้นขึ้น การล่อใจด้วยผลประโยชน์นี้จะต้องเน้นปริมาณผลประโยชน์ที่จะดึงดูดใจได้อย่างแท้จริง (Bentham, 1776/2009)  เมื่อมีผู้กระทำพฤติกรรมพึงประสงค์จำนวนมากย่อมทำให้การพัฒนาสังคมสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงได้ตัวอย่างของพฤติกรรมพึงประสงค์ที่จะเป็นแนวทาง เพื่อช่วยทำให้เกิดการพัฒนาได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

แนวคิดการพัฒนาสังคมโดยใช้ผลประโยชน์ล่อใจที่จะให้คน/ประชาชนแสดงพฤติกรรมพลเมืองที่ดีนั้นเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักปรัชญาประโยชน์นิยม อันเป็นแนวทางในการส่งเสริมการพัฒนาสังคมส่วนรวม และเป็นเงื่อนไขสำหรับการใช้มาตรการต่างๆ ของรัฐ  เมื่อใช้ประโยชน์นิยมนำหน้าย่อมต้องมีการให้รางวัล การให้รางวัลจะต้องมีการกำหนดแนวทางความประพฤติและข้อบังคับให้ประพฤติตาม และเกณฑ์การให้รางวัลแก่ผู้ประพฤติตามแนวทางข้อบังคับที่กำหนดขึ้น ยิ่งรางวัลล่อใจมากเท่าใดก็ยิ่งเชื่อว่าจะมีผู้ทำตามมากเท่านั้น ผู้ถือแนวคิดประโยชน์นิยมย่อมถือเอาปริมาณของประโยชน์ที่จะทำให้ตนมีความสุขเป็นเกณฑ์ตัดสินการกระทำและเป็นสามัญสำนึกของคนส่วนใหญ่ในสังคม การส่งเสริมย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายและทำให้การพัฒนาสังคมให้สำเร็จโดยผลของการประพฤติสำคัญคือ การมีพฤติกรรมพลเมืองตามที่รัฐต้องการเกิดมากขึ้นตามไปด้วย

การยึดหลักประโยชน์นิยมนั้นเป็นที่นิยมของกระบวนทรรศน์นวยุค (modern paradigm) แต่นวยุคมองผลที่จะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ ดังนั้น ย่อมมีจุดอ่อนสำคัญคือ การคิดถึงแต่ผลลัพธ์ที่ได้โดยไม่สนใจหลักการคือเจตนาเลย (กีรติ บุญเจือ, 2551) การสรุปอ้างเหตุผลว่า “การกระทำที่ดีคือกระทำเพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนรวม” แต่จากการที่เกณฑ์ในการตัดสินการกระทำของประโยชน์นิยมมุ่งพิจารณาถึงผลของการกระทำไม่ใช่ตัวการกระทำเอง บางครั้งทำให้มีการกระทำที่เลวร้ายหรือไม่ถูกต้อง แต่เกิดผลตามที่เกณฑ์กำหนดได้ ซึ่งเป็นจุดสำคัญของ “โอกาส” ของ “นักแสวงหาประโยชน์” ที่เรียกว่านักล่ารางวัลที่เพียงแต่เสแสร้งแสดงพฤติกรรมตามเกณฑ์เพื่อให้ได้รางวัลเท่านั้น โดยที่ตัวคนนั้นไม่ได้ปรับพฤติกรรมตามกรอบคิดของกระบวนทรรศน์หลังนวยุคเลยก็ได้ เพราะผู้ที่ถือประโยชน์นิยมบางคนให้คุณค่าแก่อัตถประโยชน์ที่จะได้รับสูงสุด โดยเลือกปฏิบัติเฉพาะในสิ่งที่ตนเองพึงพอใจ สิ่งที่ให้ความสุขความบันเทิงและมีประโยชน์แก่ตนเอง หลีกเลี่ยงความยากลำบากทั้งสิ้น การกระทำต่าง ๆ จึงเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว และต้นเหตุให้เกิดความเห็นแก่ตัว การเอารัดเอาเปรียบ  ความไม่ซื่อสัตย์ หรือการกระทำสิ่งที่ผิดเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ล่อใจนั้น เพราะผู้คนหลงอยู่ในวังวนของการได้ผลประโยชน์ล่อใจที่จะได้รับจากการประพฤติตามเกณฑ์กำหนด โดยไม่ได้เห็นถึงผลประโยชน์สูงสุดที่จะมีต่อส่วนรวมอันเป็นเป้าสำคัญของประโยชน์นิยมตามแนวคิดของเบนเธิมและมิลล์

ผู้ที่ยึดมั่นในกระบวนทรรศน์นวยุคย่อมมองผลประโยชน์เฉพาะตนเป็นสำคัญ แม้จะสอดคล้องกับแนวคิดของเบนเธิม แต่ข้อคำนึงที่สำคัญคือ เมื่อปริมาณผลประโยชน์เป็นแรงจูงใจมีเพียงพอย่อมคงพฤติกรรมตามที่กำหนดไว้ แต่เมื่อใดที่ปริมาณผลประโยชน์ไม่อาจจูงใจได้ย่อมที่จะหยุดพฤติกรรมหรือไม่ก็เรียกร้องผลประโยชน์ให้มากยิ่งขึ้น และเมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมทำให้คนเหล่านั้นไม่ได้ทำพฤติกรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง และไม่ได้ทำเพื่อส่วนร่วมอย่างแท้จริง  ผู้ถือนวยุคย่อมสนใจแต่ความสุขชั่วครั้งชั่วคราวที่ได้จากรางวัลนั้น  คนเหล่านั้นมีความสุขตามสัญชาตญาณระดับต่ำกว่าปัญญา เพราะไม่ได้ใช้ปัญญาเฉพาะตนไปเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และไม่ได้พบกับความสุขแท้ตามความเป็นจริง เช่นนั้น สังคมจะยังเกิดปัญหาต่างๆ และมีความขัดแย้งขึ้นได้ อันจะทำให้เป้าหมายของการพัฒนาสังคมที่จะส่งเสริมความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนมีแต่จะเลือนและแลื่อนไป จุดอ่อนนี้นวยุคยังแก้ไขไม่ได้ ในทางปรัชญากระบวนทรรศน์ยังถือเป็นจุดที่ควรส่งเสริมให้มีการปรับกระบวนทรรศน์ไปเป็นหลังนวยุค แม้รัฐจะใช้มาตรการอย่างนวยุค แต่หากในขณะเดียวกันรัฐส่งเสริมประชาชนไปสู่กระบวนทรรศน์หลังนวยุคร่วมด้วย ย่อมเกิดผลในคู่ขนาน เพราะประชาชนที่มีกระบวนทรรศน์หลังนวยุคย่อมทำพฤติกรรมพลเมืองด้วยปัญญา แรงจูงใจของรัฐจะไม่ใช้ปัจจัยหลัก แต่ประโยชน์ต่อส่วนรวมจะเป็นปัจจัยหลักของการเข้ามามีส่วนร่วม แรงจูงใจของรัฐจะมีบทบาทเป็นเพียงการหล่อลื่นสนับสนุนให้ประชาชนทำเพื่อรัฐได้อย่างสะดวกขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นหน้าที่แท้จริงของแรงจูงใจต่างๆ ที่เป็นปัจจัยที่ขาดได้ แต่ถ้ามีก็จะยิ่งดี แตกต่างจากปัจจัยพิ้นฐานที่ถ้าขาดจะทำให้เกิดปัญหา การพัฒนาสังคมจึงไม่เพียงแค่มุ่งให้มีการทำพฤติกรรมพลเมืองที่ดี แต่ต้องมองถึงระดับคุณภาพของการมีพฤติกรรมพลเมืองที่ดีด้วย

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018