อ.ดร.สิริกร อมฤตวาริน

ปรัชญาจีนเกิดขึ้นโดยอาศัยความเชื่อในศาสนาดั้งเดิมเป็นรากฐาน ให้ความสำคัญในเรื่องมนุษย์ว่าจะทำอย่างไรคนจึงจะเป็นคนดี มีความสุข ทำอย่างไรสังคม ประเทศ และโลกจะมีความสงบสุข  ความรู้ตามแนวคิดปรัชญาจีนเน้นเฉพาะความรู้ที่สามารถทำให้คนเป็นคนดีมีคุณธรรม เน้นคุณวิทยา ปรัชญาจีนจึงเป็นไปในแนวทางจริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์เป็นสำคัญ ยุคที่ 2-4 เกิดขึ้นหลังระบบจักรพรรดิ์ ได้แก่

2.ปรัชญาจีนยุคจักรพรรดิช่วงแรก (Early imperial era philosophy) ได้แก่ สำนักคิดในช่วงราชวงศ์ฉินจนถึงราชวงศ์ฮั่น ได้แก่

           1) สำนักฉวนซื่อ (Xuanxue) ที่เป็นสำนักคิดของลัทธิเต๋า โดยนำหลักการของขงจื้อและเต๋ามาประสานกัน เรียกอีกอย่างว่า เต๋าลึกลับหรือ เต๋าดำ เน้นการมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับจักรวาลและสภาพของมนุษย์ มุ่งเน้น “ความสามัคคีอันยิ่งใหญ่” และ “สันติภาพอันยิ่งใหญ่” คือ การนำธรรมชาติและหน้าที่ของเต๋าออกมาให้ชัดเจน ดังนั้น จึงให้ความสำคัญกับความสามัคคีทางปัญญามากกว่าความหลากหลาย มีการแข่งขันทางการตีความนั้นเข้มข้น และความคิดใหม่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นผ่านการมีส่วนร่วมอย่างวิพากษ์วิจารณ์กับประเพณี อย่างไรก็ตาม มีสมมติฐานร่วมกันว่าแผนงานใด ๆ สำหรับสันติภาพและความสามัคคีที่ยั่งยืนจะต้องอาศัยความเข้าใจเต๋าที่ชัดเจน

         2) สำนักฉาน/ฌาน (Chan) เป็นสำนักคิดที่เกิดจากการเข้ามาของพระพุทธศาสนาในราว คริสต์ศตวรรษที่ 6 และกระจายไปในประเทศของเอเชียตะวันออก เน้นคำสอนในพระพุทธศาสนา การแปลคัมภีร์ การตีความและการฝึกฝนสมาธิตามแนวทางสำนักสารวาสติวาท ได้รับอิทธิพลจากลัทธิเต๋า ขงจือและลัทธิพื้นเมือง มองว่า เต๋าและธรรมชาติแห่งพุทธะเป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น ไม่ผูกพันกับ “ภูมิปัญญาของพระสูตร” ที่เป็นนามธรรม แต่เน้นที่ธรรมชาติของพุทธะซึ่งพบได้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ เช่นเดียวกับเต๋าสัจจะมีสองประการคือ ความจริงมีอยู่สองระดับ ได้แก่ ระดับสัมพันธ์และระดับสัมบูรณ์

         3) ลัทธินิตินิยม ได้รับเอาอิทธิพลจากลัทธิม่อจื้อและขงจื้อมาปรับปรุงแนวทางกฎหมาย จนกระทั่งถึงราชวงศ์ฮั่นจึงได้นำลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื้อมาเป็นแนวทางหลัก โดยถือว่า ถูกผิดสำเร็จล้มเหลวล้วนมีใจคนวัดประเมิน ดีเลวมากน้อยย่อมมีพญายมราชเป็นผู้ตัดสิน เพราะว่าคุณธรรม การอบรมบ่มเพาะ ประสบการณ์การเติบโต สิ่งที่ประสบพบเจอล้วนแตกต่างกัน ใจคนมีขึ้นมีลง ไม่แน่นอน ไม่มีผู้เป็นกลางเที่ยงธรรมที่สุด จึงต้องวางกฎตามบรรทัดฐานของคุณธรรมและจรรยามารยาท โดยดึงบรรทัดฐานลงมาต่ำที่สุด เมื่ออยู่ที่จุดนี้คือ สูงเพียงเท่านี้ ไม่อาจต่ำไปมากกว่านี้ได้อีก

3. ปรัชญาจีนยุคจักรพรรดิช่วงกลางถึงช่วงหลัง (mid to late imperial era philosophy) ได้แก่ สำนักคิดในยุคหลังราชวงศ์ฮั่นจนถึงยุคราชวงศ์ชิง คือ

               1) สำนักขงจื้อใหม่ (neo-Confucianism)  หลังจากสมัยราชวงศ์ฮั่นเป็นต้นมา ลัทธิขงจื้อได้เสื่อมลงตามลำดับโดยที่ชาวจีนโดยทั่วไปได้หันไปสนใจปรัชญาของลัทธิเต๋าและพุทธศาสนา   ช่วงแรกลัทธิขงจื้อพยานามประณามพุทธศาสนาในฐานะลัทธิของอนาอรารยชนแต่ไม่สำเร็จ ในช่วงระยะที่เป็นยุคเสื่อมของปรัชญาขงจื้อนี้ได้มีผู้พยายามฟื้นฟูคำสอนของขงจื้ออยู่ตลอดเวลาโดยนำเอาหลักพุทธศาสนา หลักลัทธิเต๋า และหลักนิตินิยมมาประสานเสริมแนวคิดขงจื้อเดิมเนื่องจากคำสอนดั้งเดิมไม่ครอบคลุมเรื่องราวในทางอภิปรัชญา เช่น กำเนิดจักรวาล แก่นแท้ของมนุษย์ เป็นต้น  โดยเริ่มตั้งแต่ราชวงศ์ซ้อง (ค.ศ.960-1279) โดยโจวตุนอี๋ได้เสนอไว้ในอรรถาธิบายว่าด้วยแผนภูมิไท่จี๊ ว่าทุกสิ่งในจักรวาลนั้นมีกำเนิดมาจาก “ไท่จี๊” ลัทธิขงจื้อใหม่จึงกำเนิดขึ้นในฐานะสำนักแห่งหลักการ (school of principle) ตามคำว่า “หลี่” และ “ชี่” หลี่คือเป็นกฎเกณฑ์ที่กำหนดระเบียบของธรรมชาติ เป็นเหตุผลอธิบายความเป็นมา ความเป็นอยู่และความเป็นไปของทุกสิ่งและทุกปรากฏการณ์และเป็นผู้จัดการให้จักรวาลเป็นไปตามระเบียบตามครรลองที่ควรจะเป็น ชี่คือพลัง ปราณ ที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์และสรรพสิ่งได้ และได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) ในฐานะสำนักแห่งความคิด (school of mind) ตามคำว่า “ซิน” ซินทำหน้าที่ในการคิดและมีอารมณ์ความรู้สึก เกี่ยวข้องกับการชี้นำและกำหนดทิศทางชีวิตของคน เจตจำนงชี้นำใจ ความปรารถนาชี้นำกาย มนุษย์สามารถเรียนรู้ ตรวจสอบและขัดเกลาเปลี่ยนแปลงตนเองได้  นักปรัชญาคนสำคัญคือ โจวตุนอี้ (Zhou Dunyi, 1017–1073), จูซี (Zhu Xi, 1130-1200) และ หวาง ยางหมิง (Wang Yangming, 1472-1529)

4. ปรัชญาจีนยุคใหม่ (modern era) ได้แก่

               1)  สำนักคิดชาตินิยมจีน   เริ่มจาก ดร.ซุน ยัด เซน (ค.ศ.1866-1925) ตระหนักว่าความทุกข์ยากของผุ้คนและความอับจนหนทางในชีวิตจนต้องอยู่ไปวันๆ แบบไร้อนาคตล้วนเกิดจากสังคมที่สิ้นหวังอันเนื่องมาจากระบบสังคมและการปกครองที่ต่างหยุดนิ่งโดยไม่พัฒนาไปด้านไหนมาเป็นเวลายาวนานทำให้ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ท่านเสนอให้มีการพัฒนาประเทศแก่ราชสำนักราชวงศ์ชิง แต่ความคิดของท่านไม่ได้รับความสนใจ จึงได้ก่อตั้งสมาคมซิงจงฮุ่ยเพื่อการปฏิรูปประเทศ จนนำไปสู่การปฏิวัติกวางโจว ค.ศ. 1895 แต่ไม่สำเร็จ จึงได้หนีไปยุโรปและได้ศึกษาแนวทางการเมืองของสังคมโลก ได้นำหลักปรัชญาตะวันตก หลักประชาธิปไตย หลักสาธารณรัฐ และลัทธิอุตสาหกรรมนิยมเข้ามาประสานกับแนวคิดขงจื้อเดิม จนเป็นปรัชญาการเมือง คือ หลัก 3 ประการแห่งประชาชน หรือลัทธิไตรราษฎร์ (Three Principles of the People) ได้แก่ ชาตินิยม ประชาธิปไตยและความเป็นอยู่ของประชาชน ชาตินิยมถือความเป็นเอกราชของชาติ ทุกชนชาติมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันและล้วนเป็นชาวจีนด้วยกัน ประชาธิปไตยถืออำนาจอธิปไตยของปวงชนตามหลักของมองเตสกิเออ (Montesquieu, 1689-1755) และความเป็นอยู่ของประชาชนถือหลักการในการครองชีพ มีการแบ่งสันปันส่วนที่ดินใช้สอย  หลัก 3 ประการได้รับการยอมรับจากกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ นำไปสู่การตั้งสมาคมถงเหมิงฮุ่ย และความร่วมมือจากชาวจีนโพ้นทะเล จนนำไปสู่การปฏิวัติซินไฮ่ ค.ศ.1911 นำไปสู่การตั้งสาธารณรัฐจีน

                  2) สำนักคิดเหมา โดย เหมา เจอตุง (ค.ศ.1893-1976) ได้นำหลักลัทธิมาร์ก ลัทธิสตาลินและหลักคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามาสอนในชาวนา คนยากจน และเข้าแทนที่ลัทธิขงจื้อใหม่เมื่อได้ขึ้นปกครองประเทศ และประกาศเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน ลัทธิเหมาถูกพัฒนาขึ้นมาระหว่างทศวรรษ 1950 ถึง 1970 โดยเฉพาะในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม (ค.ศ.1966-76) โดยทำการล้มล้างความคิดของสำนักคิดดั้งเดิมออกไปจากชนชาติจีน คงเหลือไว้เพียงหลักลัทธินิตินิยม จนกระทั่งได้รับการปฏิรูปจากเติ้ง เสี่ยวผิง (ค.ศ.1904-97)  ลัทธิเหมาเน้นว่าชาวนาควรเป็นปราการป้องกัน พลังการปฏิวัตินำโดยชนชั้นใช้แรงงานในประเทศจีน เหมาก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ต่อมาได้ชนะสงครามกลางเมืองกับรัฐบาลของสาธารณรัฐจีนจึงได้เปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อ ค.ศ. 1949 ปรัชญาทางการเมืองของเหมาเจ๋อตุง คือ “มวลชนสู่มวลชน ” รวบรวมความคิดเห็นของมวลชนที่กระจายไม่เป็นระเบียบ ศึกษาความคิดเห็นที่ได้รวบรวมและเสนอผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาให้คำแนะนำและส่งคืนสู่ประชาชน เมื่อมวลชนยอมรับก็คือนโยบาย

                3) สำนักคิดขงจื้อใหม่ (new Confucianism) ลัทธิขงจื้อใหม่เกิดจากกระบวนการเคลื่อนไหวของปัญญาชนในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 (1921-49) และกลับมาฟื้นฟูอีกครั้งหลังลัทธิเหมา ร่วมกับลัทธิปรัชญาจีนสำนักต่างๆ ที่ได้รับการรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่เพื่อศึกษาในฐานะอารยธรรมจีนในช่วงปี 1990 ลัทธิขงจื้อใหม่เป็นการรื้อฟื้นขนบธรรมเนียมในเชิงอนุรักษ์นิยมใหม่เน้นการพัฒนาพื้นฐานความดีเพื่อให้สังคม สิ่งแวดล้อม และการเมืองสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความกลมกลืนกัน มีการประสานปรัชญาตะวันตกเข้ามาด้วย เช่น ปรัชญาเหตุผลนิยมและปรัชญามนุษยนิยม  ซึ่งรัฐบาลจีนได้ส่งเสริมลัทธิขงจื้อใหม่นี้ โดยการตั้งสถาบันขงจื้อในเมืองต่างๆ และกระจายไปยังประเทศต่างๆ อีกด้วย  นักปรัชญาคนสำคัญคือ มูซงซาน (Mou Zongsan, 1909-95) ทั้งนี้ ตู้เวยหมิง (Tu Weiming, เกิดเมื่อ 1940) ได้จำแนกลัทธิขงจื้อออกเป็น 3 ยุค ได้แก่ ลัทธิขงจื้อยุคก่อนราชวงศ์ฮั่น ลัทธิขงจื้อใหม่ยุคซ่ง-หมิง และลัทธิขงจื้อใหม่ซึ่งเป็นพื้นฐานทำให้เกิดลัทธิขงจื้อในบริบทที่ไม่ใช่เอเชียอีกด้วย เช่น ลัทธิขงจื้อแห่งบอสตัน ลัทธิขงจื้อตะวันตก เป็นต้น

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018