พ.อ. ดร.ไชยเดช แก่นแก้ว

การพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ตั้งเป้าหมายไว้แตกต่างกันไปตามระดับการพัฒนาอารยธรรมทางความคิดและยังคงเหลือร่องรอยทางความคิดนั้นไว้ ซึ่งจะต้องชี้แจงให้เห็นถึงปัญญาความคิดล่าสุดของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อความสุขแท้ตามความเป็นจริงของกระบวนทรรศน์ความคิดล่าสุดของมนุษยชาติ   การมองว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นวัฒนธรรมนั้นเป็นการยกเหตุผลที่มีระดับต่ำกว่าคุณภาพของการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่แท้จริง ไม่ได้แสดงคุณภาพชีวิตในฐานะความเป็นจริงตามอภิปรัชญาของกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง  หากแต่ถ้ามองในระดับว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นอารยธรรมของมนุษย์ชาติ เพราะการพัฒนาคุณภาพชีวิตมีระดับคุณภาพสูงกว่าการเป็นเพียงความเป็นจริงทางวัฒนธรรม  การพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติดำเนินมามายาวนานควบคู่กับการพัฒนาอารยธรรมของมนุษย์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตได้นำไปสู่อารยธรรม ดังนั้น การพัฒนาคุณภาพชีวิตจึงควรเป็นอารยธรรมของมนุษยชาติ

อารยธรรมโดยทั่วไป หมายถึง ความเจริญหรือดีในแง่ต่างๆของสังคม โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรมต่าง ๆ ส่วนลักษณะความไม่เจริญหรือไม่พัฒนาทางวัฒนธรรมจะเรียกในทางกลับกันว่า อนารยธรรม  แต่สำหรับทางด้านประวัติศาสตร์ อารยธรรมจะศึกษาความซับซ้อนของระบบสังคม กล่าวคือความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ ในสังคมแม้ว่าจะทำให้สังคมดีขึ้นหรือแย่ลงก็ตาม โดยมุ่งเน้นให้เห็นถึงเหตุปัจจัยการเกิดและการล่มสลายของอารยธรรมนั้น รวมถึงอิทธิพลของอารยธรรมนั้นต่ออารยธรรมอื่น ๆ การศึกษาอารยธรรมจึงได้แก่ ลักษณะการอยู่ร่วมกัน เช่น   การแบ่งหน้าที่ การทำงาน การแบ่งชนชั้น การรวมกลุ่ม ความขัดแย้ง เป็นต้น หรือยกตัวอย่างสถานการณ์ อาทิ ความสามารถในด้านเกษตรกรรม ความสามารถในการจัดสรรแรงงานการจัดการระบบเมืองอารยธรรมอาจใช้รวมความถึงการประสบความสำเร็จของสังคม เศรษฐกิจ ศิลปะ การเมืองการปกครอง และปัญญาความคิด จึงมีขอบข่ายสนใจมนุษย์ในทุกมิติ

การขยายถิ่นฐาน เศรษฐกิจ ลักษณะการแลกเปลี่ยนหรือการจัดสรรทรัพยากร การสร้างกิจกรรมการผลิต การจำหน่าย หรือการบริโภค การกำหนดระบบเงินตรา  วัตถุวัฒนธรรมที่แสดงออกให้เห็นถึงสถานภาพของสังคมมนุษย์นั้น ๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และหลักฐานที่ดีในการศึกษาอารยธรรมในสังคมมนุษย์ ศิลปะ จิตรกรรม วรรณกรรม ประติมากรรม  การจัดระเบียบสังคมหรือการจัดการอำนาจอธิปไตย การออกกฎหมาย การรักษาอำนาจการเมือง การรวมกลุ่ม การทำสงคราม ปัญญาความคิด  ลักษณะการทำความเข้าใจกับสิ่งต่าง ๆ การสร้างระบบความรู้ การสร้างความเชื่อ วิทยาศาสตร์และความรู้พื้นฐานของเทคโนโลยี การสร้างทฤษฎีต่าง ๆ ดังนั้น การพัฒนาคุณภาพชีวิตเกี่ยวเนื่องด้วยมนุษยชาติทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ ศิลปะ การเมืองการปกครองและปัญญาความคิดจึงเป็นอารยธรรมตามกรอบคิดของผู้แย้ง โดยเฉพาะในด้านปัญญาความคิด

เมื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตถูกตีความตามปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางย่อมต้องเป็นเรื่องของปัญญาความคิดที่ดำเนินการผ่านกระบวนการทางปัญญาของปรัชญา การพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นความเชื่อพื้นฐานที่มีในจิตใจของมนุษย์ทุกคน  เป็นสมรรถนะเข้าใจและเชิญชวนให้เจตจำนงตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ ไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งสิ้น และด้วยปัญญาความคิดนี้มนุษย์จึงได้มีการปรับการเปลี่ยนกระบวนทรรศน์  ทัศนคติที่มีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตในแง่มุมต่าง ๆ ก็พลอยปรับเปลี่ยนตามไปด้วย ทำให้มีช่วงเวลาปรับตัว และการพัฒนาวัฒนธรรมและอารยธรรมระดับโลก เมื่อปรากฏว่ามีการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ ณ ที่ใดที่หนึ่งของโลก การปรับเปลี่ยนนั้นจะลุกลามแผ่ขยายไปโดยรอบอย่างรวดเร็วจนทั่วทุกส่วนของโลกที่พลโลกมีการติดต่อสัมพันธ์กัน ในขณะที่ส่วนของโลกที่มีมนุษย์อาศัยอยู่เป็นสังคมปิดก็จะมีการปรับเปลี่ยนในสังคมปิดนั้น ๆ โดยเฉพาะจนกว่าจะกลายเป็นสังคมเปิดเมื่อใดก็เมื่อนั้นที่จะมีการปรับเปลี่ยนให้ทันกระบวนทรรศน์ที่ล้ำหน้ากว่าอย่างรวดเร็ว  เมื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นอารยธรรมย่อมทำให้เกิดการแสวงหา   ที่ไม่มีขอบเขตตามความซับซ้อนของระบบสังคม ทั้งนี้ ก็เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของอารยธรรมและป้องกันการล่มสลายของอารยธรรมนั้น รวมถึงอิทธิพลของอารยธรรมนั้นต่ออารยธรรมอื่น ๆ    ขยายต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีมีที่สิ้นสุด

จากแนวคิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นอารยธรรมของมนุษยชาตินั้น  ย่อมจะแบ่งรับแบ่งสู้เป็น 2 ทาง ได้แก่ ขอยืนยันว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นวัฒนธรรม และ ขอยอมรับว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตอาจวิเคราะห์ได้ในระดับอารยธรรม ดังนี้

ยืนยันว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นวัฒนธรรม ความเจริญงอกงามของวัฒนธรรม ประกอบด้วยลักษณะสำคัญคือ 1) ต้องมีการสั่งสม และการสืบต่อ ตกทอดกันไปไม่ขาดตอนโดยมีมรดกแห่งสังคมอันเกิดจากผลิตผลของสังคมที่สร้างสมไว้ 2) ต้องมีแปลกมีใหม่มาเพิ่มเติมของเดิมให้เข้ากันได้ 3) ต้องส่งเสริมเพื่อให้แพร่หลายไปในหมู่ของตนและตลอดไปถึงชนหมู่อื่นด้วย  4) ต้องปรับปรุงและแก้ไขให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม และสภาพของเหตุการณ์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตมีการสั่งสมสืบทอดมา มีสิ่งแปลกใหม่เข้ามาเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต มีการส่งเสริมให้แพร่หลายในหมู่ของตนและมีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม การพัฒนาคุณภาพชีวิตจึงมีคุณสมบัติวัฒนธรรมเป็นพื้นฐาน หากแต่คุณภาพชีวิตเป็นอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของมนุษยชาติ       ในกลุ่มวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ตัวอย่างเช่น คนป่า ชนเผ่า หากเขาพึงพอใจในคุณภาพชีวิตเช่นไร ก็ต้องยอมรับให้เขามีคุณภาพชีวิตเช่นนั้น จะไปชี้นำให้มาเป็น      คนเมืองสมัยใหม่ไม่ได้ ดังนั้น คุณภาพชีวิตจึงมีความหลากหลายไปตามอารยธรรมต่าง ๆ ในโลก มีการหยิบยืมวัฒนธรรมอื่นมาปรับปรุงแก้ไขวัฒนธรรมของตนเองเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้     มีความหลากหลายของระดับคุณภาพชีวิตไปตามวัฒนธรรมหลัก วัฒนธรรมย่อยที่ตนอิงอาศัยอยู่ ดังนั้น แม้ในสังคมไร้อารยธรรม สังคมอนารยธรรมก็มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตอยู่แล้ว หากมองว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นอารยธรรมก็ย่อมทำการแบ่งแยกให้เกิดช่องว่างระหว่างดินแดนที่มีอารยธรรมกับไร้อารยธรรม และอารยธรรมใดที่มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี ก็จะกลายเป็นเจ้าโลกที่ชี้นำให้ผู้คนในดินแดนอื่นต้องพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เหมือนกับตน ดังเช่นที่ อารยธรรมอเมริกัน (American civilization) ซึ่งยกตัวมาจากอารยธรรมตะวันตกเคยพยายามทำกับอารยธรรมอื่น วัฒนธรรมอื่น ผ่านกระแสโลกาภิวัตน์ แต่สุดท้าย เมื่อต้องปะทะกับอารยธรรมใหญ่อื่น ๆ อารยธรรมอเมริกันก็กลืนตัวเองจนกระทั่งเกือบจะทำลายอัตลักษณ์และคุณค่าของความเป็นอเมริกันไป ดังเช่นที่ ฮันทิงทันคิดว่าการแบ่งขั้วตามอารยธรรมอันมีศาสนาเป็นแกนนำ เป็นไปตามครรลองของมนุษย์อย่างยากที่จะเลี่ยงได้ และเสนอแนะไว้ว่าอารยธรรมเป็นคุณค่าตายตัวเปลี่ยนได้ยาก จึงไม่ควรมีความพยายามยัดเยียดอารยธรรมให้แก่กันหรือเปลี่ยนอารยธรรมของกันและกัน  ทำให้เชื่อมั่นในระดับหนึ่งว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางยอมรับความแตกต่างหลากหลายและไม่ชี้นำการพัฒนาคุณภาพชีวิตไปตามอารยธรรมหนึ่งอารยธรรมใด แต่ถือว่า แต่ละส่วนล้วนมีวัฒนธรรมของตนที่จะนำมาสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือและแสวงหาคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมกับชนชาติ เชื้อชาติของตน และอาจเผยแพร่เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ผู้คนในวัฒนธรรมอื่นได้ ทั้งนี้ในหนึ่งอารยธรรมมีหลายวัฒนธรรม การพัฒนาคุณภาพชีวิตจึงมีหลากหลายแบบและระดับ การพัฒนาคุณภาพชีวิตจึงเป็นวัฒนธรรม

ยอมรับว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นอารยธรรม ในทรรศะนี้สามารถมองได้ว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคอยู่ที่การพัฒนาปัญญา มนุษย์ทุกคนคิดเพื่อใช้ความคิดนั้น ๆ แก้ไขปัญหาของตนเองในวิถีชีวิตประจำวัน แต่ด้วยเหตุที่ทุกคนไม่รู้วิธีคิด และไม่มีความรู้ที่เกี่ยวกับกระบวนการคิดที่เป็นหลักการนั้นว่าต้องมีขั้นตอนดำเนินการอย่างไรบ้าง และถ้าจะสร้างกระบวนการคิดของตนเองขึ้นมาเพื่อยึดถือนั้นก็ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไร ดังนั้น ในขณะที่ทุกคนมองไม่เห็นประเด็นนี้ แต่สำหรับผู้ที่ได้เรียนรู้แนวคิด วิธีคิดและนำแนวคิดวิธีคิดนั้นมาปฏิบัติให้เป็นวิถี (mean) และเป็นผล (end) กระบวนการนำไปใช้นั้นก็จะแยกแยะให้บุคคลนั้นเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนว่า เขามีความสามารถในการมองเห็นคำถามต่าง ๆ ที่คนทั่วไปมองไม่เห็น การปฏิบัติตนเช่นนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นนักปราชญ์ในหมู่คนที่ไม่รู้ ความปรารถนาในการเรียนรู้ของมนุษย์เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจจากพลัง 3 พลัง ได้แก่ ความมักรู้ ความสุข และความมั่นใจ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญกระตุ้นมนุษย์ให้พิชิตอวิชชา ตั้งแต่เริ่มเป็นมนุษย์จนตราบเท่าทุกวันนี้ น่าสนใจสืบรู้อดีต เพื่อเข้าใจปัจจุบัน และมองสู่อนาคตต่อไป การพัฒนาคุณภาพชีวิตจึงเป็นอารยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราตระหนักว่าเราพัฒนาคุณภาพความเป็นมนุษย์มาถึงขั้นโลกาภิวัตน์ มีความซับซ้อนของระบบสังคม

ดังนั้น สามารถยอมรับว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นอารยธรรม แต่อารยธรรมเช่นนี้ไม่สังกัดชนชาติใด ประเทศใด ดินแดนใด แต่เป็นอารยธรรมสากลของมนุษยชาติ การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างสากลดำเนินการด้วยวิจารณญาณย่อมเดินหน้าไปด้วยพลังแห่งยุคสมัย แต่ก็มีพลังของกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางอยู่ด้วยเสมอ จึงได้มีพลังของการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือและแสวงหาอยู่ตลอดเวลา  มนุษย์ได้ใช้พลังสร้างสรรค์เพื่อสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ที่ได้สร้างประโยชน์มากมาย แต่ก็สร้างสิ่งที่เป็นโทษซึ่งสามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้จนถึงขั้นพบว่า     หากสร้างสรรค์ต่อไปโดยไม่มีการปรับตัว พลังสร้างสรรค์อันตาบอดนั้นอาจจะทำลายมนุษยชาติ  ลงเสียอย่างสิ้นเชิง มนุษย์ได้พัฒนาพลังปรับตัวขึ้นแก้ปัญหา นั่นคือใช้วิจารณญาณตามกระบวนทรรศน์หลังนวยุคในการแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยมีขั้นตอนของการวิเคราะห์และการประเมินค่าเป็นส่วนสำคัญ  เมื่อปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วย่อมก่อให้เกิดความรับผิดชอบในการปฏิบัตินั้น การปรับตัวจึงเป็นส่วนสำคัญเพื่อควบคุมการสร้างสรรค์ให้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างปลอดภัยและเกิดคุณประโยชน์ต่อสังคมโลก และไม่เป็นการสกัดกั้นการสร้างสรรค์เพราะกลัวอันตราย พลังการแสวงหาช่วยกระตุ้นให้มนุษย์ไม่พอใจแต่เพียงเท่าที่มี  พลังแสวงหาอย่างพอเพียงทำให้ มนุษย์เราต้องการปัจจัย 4 เพื่อการดำรงชีพ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เมื่อยังมีไม่ครบก็ดิ้นรนแสวงหาให้ครบ ครั้นได้ครบแล้วก็ยังไม่รู้สึกอิ่มใจ เกิดความรู้สึกว่ายังต้องการอะไรที่สูงกว่าวัตถุเหล่านี้และมนุษย์จึงจะแสวงไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะพบสิ่งที่ต้องการ เมื่อพบแล้วก็จะเกิดการแสวงหาสิ่งใหม่เรื่อย ๆ ไป ในที่สุดก็พบว่า หากมนุษย์ต่างคนต่างสร้างสรรค์ ต่างคนต่างปรับตัว และต่างคนต่างแสวงหา ก็นับว่าเจริญก้าวหน้าได้ดีอยู่ แต่ถ้ามนุษย์ไม่เรียนรู้ที่จะร่วมมือกัน  การแข่งขันซึ่งมาจากสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ก็มักจะเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังปรากฏหลายครั้งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่มนุษย์เราใช้พลังแสวงหาเพื่อทำร้ายและทำลายกันอย่างน่าเศร้าใจ แทนที่จะใช้เพื่อส่งเสริมการทำดีแก่กันและกัน  ในกระแสแห่งการแข่งขันเพื่อตอบสนองการแสวงหาของตนเองนั้นต่างฝ่ายต่างก็มีอะไรสูญเสียไปไม่มากก็น้อย แต่ถ้าหากมนุษย์ใช้พลัง การปรับตัวมองเห็นความพอเพียงและหันมาร่วมมือกันอย่างบริสุทธิ์ใจ มนุษย์ก็จะประสบความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพชีวิต

การส่งเสริมพลังตามกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคและการประยุกต์ใช้ในระดับต่าง ๆ ให้มุ่งไปข้างหน้าโดยเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติต่อไปเพื่อเป็นคำตอบของการดำเนินชีวิตที่ดี  และมีความสุขแท้ตามความเป็นจริง ซึ่งเกิดจากการได้พัฒนาคุณภาพชีวิตไปเรื่อย  ๆ ไม่สิ้นสุด ภายใต้ขอบเขตที่ชัดเจนคือ พลัง 4 ประการ (สร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ แสวงหา) ก็จะทำให้อารยธรรมของมนุษยชาติก้าวหน้าสืบเนื่องต่อไป

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018