ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

การบริหารจัดการใดๆ ล้วนเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว ใช้ให้เป็นประโยชน์​ก็พอ

หลักการเห็นแก่ตน (Egoism)

ความเห็นแก่ตนเป็นเหตุผลมาตั้งแต่ยุคบรรพกาลในการที่มนุษย์แสวงหาความสุข โดยมุ่งความสุขส่วนตนเป็นสำคัญ เมื่ออยู่เป็นสังคมเมือง ก็ต้องการอยู่ร่วมกันให้ได้อย่างสงบเรียบร้อย ผู้นำจึงมีบทบาทในการกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมการกระทำหรือความประพฤติไม่ให้นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกัน นั่นก็คือ กำหนดกฎเกณฑ์ควบคุมการกระทำด้วยความเห็นแก่ตัวลงให้อยู่ในระดับที่สังคมยุคนั้นยอมรับได้ โดยวางเป้าหมายของสังคมไว้ที่ประโยชน์ที่ผู้นำนั้นเห็นว่าดีที่สุด ดีที่สุดของผู้นำนั้นก็เป็นการยกความเห็นแก่ตนของผู้นำนั้นขึ้นนำนั่นเอง มิใช่ฉันทามติจากมหาชน เพราะไม่มีทางที่แต่ละคนจะมีความเห็นแก่ตนที่สอดคล้องกันได้ มีเพียงจุดร่วมที่เปิดช่องให้ความเห็นแก่ตนได้แสวงหาสิ่งต่างๆ มาเติมเต็มแก่ตน โดยไม่ละเมิดผู้อื่นมากนัก และมองจุดนี้ว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม   เพื่อให้สังคมก้าวหน้าไปสู่ความมีอารยธรรม ไม่ขัดแย้ง หักล้าง ทำลายกันจนพินาศหมดสิ้นไป

ความเห็นแก่ตนของแต่ละคนจะเป็นแรงจูงใจและเป้าหมายของการกระทำของผู้นั้น สิ่งที่จูงใจนั่นก็คือ ผลประโยชน์และความต้องการของคนๆ นั้น ลัทธิ egoism มาจากภาษาละติน ego ที่แปลว่า I (ฉัน) นั่นเอง ซึ่งตีความได้เป็น “การสนใจแต่ตัวเอง (self-interest)”  โดยการมุ่งแสวงหาสิ่งที่ตอบสนองตามความสนใจของตนว่าเป็นความสุข และต้องให้มีความสุขนี้แก่ตนเองมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ความสุขของตนเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าความสุขของคนอื่น เพราะไม่มีความสุขใดจะมีคุณค่าและประเสริฐยิ่งไปกว่าความสุขของตน การเน้นความสุขนี้ทำให้อาจเรียกได้ว่ามีเป้าหมายของชีวิตแบบสุขนิยม (eudaimonian)   เกณฑ์ตัดสินความดีอยู่ที่ว่า “อะไรที่ทำแล้วตนเองเป็นสุขที่สุด คือ ดีที่สุด” ถ้าจะทำเพื่อผู้อื่นบ้าง ก็เพราะพิจารณาแล้วว่า จะมีผลตอบแทนที่จะกลับมาแก่ตนเองด้วย จะไม่มีการลงทุนแบบสูญเปล่าใดๆ อย่างไรก็ตาม การเห็นแก่ตนนี้ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว (selfish)

ด้วยฐานคิดเช่นนี้ ความเห็นแก่ตนจึงเป็นจริยธรรมอย่างหนึ่งเช่นกัน เรียกว่า อัตนิยมเชิงจริยศาสตร์ และเป็นฐานนำไปสู่การออกแบบระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบสังคม ระบบองค์กร ระบบราชการ (Ethical egoism on management) โดยกำหนดโครงสร้างและหน้าที่ของระบบตามประโยชน์ที่จะเกิดแก่ตนเป็นสำคัญ (structural-functions administration) ทั้งนี้ ในช่วงนวยุค (modern period) ได้ส่งเสริมการออกแบบระบบโดยกำหนดประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมไว้เป็นเป้าหมายตามลัทธิประโยชน์นิยม (Utilizationism) ทั้งของเบนเธิมและมิลล์ โดยที่ศูนย์กลางของเป้าหมายแท้จริงก็ยังเป็นประโยชน์ที่ตนเองเห็นว่าใช่ที่สุด (Goal is the center of utilisation by self)

อัตนิยมเชิงจริยศาสตร์มีขอบเขตของมโนธรรมอยู่ที่การยอมให้มีการลดทอนสิ่งพึงได้รับส่วนตนลงเพื่อประโยชน์ระยะยาวของตนเองที่ดีกว่า แต่จะไม่ยอมลดทอนจนไม่คุ้มค่าเป็นอันขาด อัตนิยม ย่อมมีคติเชื่อว่าการเสียสละประโยชน์ระยะสั้นจะนำมาซึ่งประโยชน์ระยะยาว ดุจการหว่านพืชหวังผล แต่หากสิ่งที่ต้องเสียไปนั้นมากเกินกว่าผลตอบแทนที่จะได้ในอนาคตก็ไม่ควรเสียสละเพื่อสิ่งนั้น

               อัตนิยมเชิงจริยศาสตร์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามหลักการที่เชื่อ คือ

  1. อัตนิยมเชิงจริยศาสตร์ส่วนบุคคล (personal ethical egoism) เชื่อว่า แต่ละปัจเจกจะต้องทำสิ่งที่เป็นผลประโยชน์แก่ตัวเอง แต่จะไม่ยืนยันสิ่งที่ผู้อื่นอาจจะทำ
  2. อัตนิยมเชิงปัจเจกบุคคล (individual ethical egoism) เชื่อว่า คนอื่นทั้งหลายจะต้องทำสิ่งที่จะเป็นผลประโยชน์เฉพาะแก่ฉันเท่านั้น
  3. อัตนิยมเชิงจริยศาสตร์สากล (universal ethical egoism) เชื่อว่า ทุกคนย่อมจะทำในแนวทางที่ตัวของเขาเองจะได้รับผลประโยชน์

จากหลักอัตนิยมนี้ ย่อมเป็นเป้าหมายสูงสุดของผู้บริหารระบบ องค์กร และหน่วยงานต่างๆ ในการกำหนดเป้าหมาย กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ แม้จะอ้างว่า เป้าหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่ประโยชน์ที่ยกมานั้นก็เป็นประโยชน์ตามที่ตนเห็นว่าใช่ที่สุดเท่านั้น โดยไม่ได้สนใจว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นอย่างแท้จริงหรือไม่ นั่นคือ เหตุผลเชิงประโยชน์ที่นิยมที่ยกอ้างนั้นก็เป็นเพียงเรื่องเห็นแก่ตนทั้งสิ้น

ในขณะเดียวกัน การแทรกแซงเพื่อแย่งชิงประโยชน์ที่ระบบได้ถูกออกแบบไว้มาเพื่อตนเองย่อมถือว่าเป็นการทำลายระบบและหากคนในระบบปล่อยปละละเลยให้ระบบสูญเสียประโยชนตามเป้าหมายขององค์กรไป ทั้งสองกรณีถือว่าเป็นการคอร์รัปชั่น ไม่ว่าจะด้วยวิธีการอย่างไร หรือผลลัพธ์อย่างไร ก็ถือได้ว่าเป็นคอร์รัปชั่นได้ทั้งสิ้น

เมื่อมองจากอัตนิยมเช่นนี้ ทรรศนะต่อความเห็นแก่ตนย่อมนำไปสู่ระบบโครงสร้างสังคมที่ต่างกัน แม้จะมุ่งไปสู่ระบบสัมบูรณ์นิยม (absolutism) เช่นกัน แต่ยังมองได้ว่าระบบดำเนินไปบนอัตนิยมเชิงจริยศาสตร์ด้วย ดังนั้น ผู้แทรกแซงระบบหรือต้องการปรับเปลี่ยนระบบไปสู่เป้าหมายอื่นที่ไม่ใช่เป้าหมายแรกตั้งของระบบนั้นย่อมถือว่าทำการขัดกับระบบ (disruption) ทั้งนี้ ผลตามของการขัดแย้งเชิงผลประโยชน์นั้นจะดีหรือไม่ดีก็ย่อมขึ้นกับทรรศนะเชิงอัตนิยมของผู้วิพากษ์นั้นๆ

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018