ดร.อุบาสิกา ณัฐสุดา เชี่ยวเวช

การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาหลังนวยุคสายกลางนั้นมิใช่เพียงการตีความ แต่เป็นการวิเคราะห์ด้วยปัญญา วิจักษ์ในคุณค่าความดีและวิธานไปปฏิบัติด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ การปรับตัว การร่วมมือและการแสวงหา ซึ่งจะทำให้ระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์นั้นดีมากขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อความสุขแท้ในโลกนี้ โดยใช้หลักอรรถปริวรรต ดังนั้น จึงย่อมสามารถนำมาตีความพุทธปรัชญาและหลักธรรมด้วยหลักการ “ย้อนอ่านใหม่หมด ไม่ลดอะไรเลย” เพื่อเก็บข้อมูลที่สำคัญแท้จริงให้เห็นว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบันอันเป็นประโยชน์สุขในการพัฒนาคุณภาพชีวิตบนสัญชาตญาณปัญญา ทั้งนี้ การพัฒนาคุณภาพชีวิตเชิงพุทธเน้นการประยุกต์ใช้หลักธรรมบนหลักศีล สมาธิ ปัญญา ในการดำรงชีวิตและการทำงานส่วนตน คน งาน และองค์กร ด้วยหลักธรรมต่าง ๆ ที่ประสานสอดคล้อง เกื้อกูลกัน ซึ่งเมื่อย้อนอ่านและตีความหลักการถือพรตที่สำคัญคือ “พรหมจรรรย์”  พบว่า พรหมจรรย์เกี่ยวกับกับ ทาน  ไวยาวัจจะ  ศีล 5  อัปปมัญญา  เมถุนวิรัติ  สทารสันโดษ  วิริยะ อุโบสถ  อริยมรรค  ศาสนา  ธรรมเทศนา  และอัชฌาสัย  ดังนี้

  1. ทาน ชื่อว่า พรหมจรรย์ ตีความได้ว่า การให้หรือการแบ่งปันเป็นคุณธรรมข้อหนึ่งที่ช่วยพัฒนาจิตใจให้ละออกจากความตระหนี่ถี่เหนียว เป็นธรรมที่ช่วยผูกมิตร เชื่อมน้ำใจไมตรีกับคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี การให้ที่มีคุณภาพที่สุด คือ การให้โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความสุขร่วมกัน แม้จะเป็นความสุขทางจิตใจ ไม่หวังผลประโยชน์ใด ๆ แต่การให้เพื่อบูชาพระธรรมเช่นนี้จะช่วยให้ผู้บำเพ็ญทานเกิดปัญญาบารมี รู้เท่าทันความอยากได้อยากเป็นอันเป็นตัวตัณหาในขณะที่เราบำเพ็ญทาน นอกจากจะช่วยพัฒนาจิตใจและปัญญาให้มีคุณภาพแล้ว ยังช่วยเป็นพื้นฐานแห่งภพภูมิที่ดีต่อไปด้วย
  2. ไวยาวัจจะ คือ การช่วยขวนขวายในกิจที่ชอบ ไวยาวัจจะ ชื่อว่า พรหมจรรย์ ตีความได้ว่า การช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยากนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์พึงกระทำ เพราะข้อปฏิบัตินี้เกิดมาจากเมตตาจิต จึงมีความกรุณายินดีช่วยเหลือสรรพชีวิตด้วยไมตรีจิตโดยไม่หวังผลตอบแทน ความสุขที่ได้ช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์เช่นนี้เป็นความสุขบนความสุขของตนเองและผู้อื่น แม้ผู้ที่บำเพ็ญจะมีความยากลำบาก มีอุปสรรคต่าง ๆ ในขณะที่บำเพ็ญไวยาวัจจะ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องของการเบียดเบียนตนเอง แต่อุปสรรคต่าง ๆ ที่เข้ามานี้ล้วนก่อให้เกิดปัญญาทั้งสิ้นเมื่อกล้าเผชิญกับปัญหา กล้าประเมินวิธีปฏิบัติ และกล้าลงมือทำด้วยความรับผิดชอบ
  3. ศีล 5 ชื่อว่าพรหมจรรย์ เบญจศีลชื่อว่าพรหมจรรย์ ตีความได้ว่า ศีล 5 ควรตีความในด้านของความประพฤติพื้นฐานที่มนุษย์พึงมี เพื่อความไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน หรืออหิงสาธรรมนั่นเอง ความดีบางอย่าง เช่น การทำบุญทำทาน โจรขโมยอันธพาลก็ทำได้ แต่ความไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันนี้ เป็นความประพฤติของบัณฑิตชน ความไม่เบียดเบียนทั้งกายและวาจาในศีลทั้ง 5 ข้อนี้ แท้จริงแล้วภายในใจก็ต้องมีการสำรวมระวังในการรักษาไปด้วย โดยอัตโนมัติ เพราะต้องอาศัยสติเป็นตัวยับยั้งไม่ให้เกิดความประพฤติที่เป็นไปเพื่อ การเบียดเบียนซึ่งกันและกัน หากยังไม่สามารถรักษาศีล 5 ให้ดีได้ ศีล 8 ก็คงยากที่จะรักษาให้ บริสุทธิ์ได้ เพราะมีความเข้มข้นมากกว่าศีล 5 โดยเฉพาะเมื่อต้องรักษาเป็นกิจวัตรก็ยิ่งยากที่จะประคับประคองให้เกิดความบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว อย่างไรก็ตาม โดยการตีความนัยยะดังกล่าวนี้เรียกได้ว่าสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตในขั้นพื้นฐานได้ คือ มีใจที่ไม่เบียดเบียน อันเป็นคุณภาพใจพื้นฐานที่สามารถพัฒนาต่อไปได้อีกไม่มีที่สิ้นสุด
  4. อัปปมัญญา คุณธรรมมีเมตตาเป็นต้นอันแผ่ไปโดยไม่จำกัดไม่มีประมาณชื่อว่าพรหมจรรย์ ตีความได้ว่า ความเมตตาหรือความรักความเข้าใจอันไม่มีประมาณนี้ เป็นบารมีอันยิ่งยวด เพราะโดยทั่วไปแล้วคนที่อ้างว่ารักมักมีอคติเข้ามาแทรกแทรง เช่น รักเพราะคน ๆ นั้นทำให้เกิดความพอใจ หรือเขาสามารถทำให้ได้ดั่งใจต้องการ รักเช่นนี้ไม่เที่ยงแท้ถาวรเพราะไม่ใช่ความรักความเมตตาแบบอัปปมัญญา เพราะเมื่อใดที่เขาทำให้เกิดความไม่พอใจ ไม่ได้ดั่งใจ จากรักก็จะกลายเป็นชัง เป็นทวิภาวะ เพราะเป็นความรักความเมตตาที่มีเงื่อนไข คือ ต้องทำให้พอใจจึงรัก หรือขณะอยู่ด้วยกันอาจจะทำดีต่อกันเพราะกลัวอีกฝ่ายหนึ่งจะไมพอใจ เช่นนี้ก็ไม่เรียกว่ารัก แต่เรียกว่าอคติเพราะกลัวหรือภยาคติ และเมื่อเชื่อว่าความพอใจ ความไม่พอใจ ความกลัว เป็นเรื่องของความรัก จิตใจของคน ๆ นั้นก็จะไม่ตั้งอยู่บนความจริง เป็นความรักความเมตตาที่ปราศจากปัญญาหรือความเข้าใจ จึงกลายเป็นเรื่องของความงมงาย เกิดอคติเพราะหลงหรือโมหคติในที่สุด ดังนั้น อัปปมัญญา จึงควรถูกตีความว่าเป็นความรักที่ไร้เงื่อนไข เพราะเป็นเมตตาที่ไม่มีประมาณ คือเมตตาได้ทั้งกับคนที่พอใจ คนที่ไม่พอใจ คนที่รัก คนที่เป็นศัตรู คนที่หวังผลประโยชน์ คนที่เขาเกลียดชังตนเอง ฯลฯ การที่จะสามารถทำใจเช่นนี้ได้ สติต้องถูกฝึกฝนอย่างแก่กล้า มีตบะธรรมที่สูง มีปัญญาหรือความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ที่สูงมาก จึงเป็นหนึ่งในคุณธรรมที่ถูกเรียกว่า พรหมจรรย์ เพราะสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านจิตใจและสติปัญญาให้สูงขึ้นได้
  5. เมถุนวิรัติ การเว้นจากการเสพเมถุน คือเว้นจากการเสพกามอันเป็นกรรมของคนคู่ ชื่อว่าพรหมจรรย์ ตีความได้ว่า เมื่อใดที่ใจพร้อมเข้าสู่สภาวะของการไร้เพศ คือมีการพัฒนาคุณภาพของปัญญาจนสามารถเข้าใจได้ว่าขันธ์ 5 นี้ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา คือสามารถมองเห็นสภาวธรรมได้ตรงตามความเป็นจริง เกิดความเบื่อหน่ายในเบญจขันธ์เพราะเห็นด้วยปัญญาว่าขันธ์ 5 นี้เป็นทุกข์ จึงมุ่งขจัดทุกข์ด้วยการละเว้นการเสพเมถุน ประพฤติปฏิบัติ เพื่ออุทิศตนให้กับการพัฒนาคุณภาพจิตใจ และสติปัญญาที่สูงขึ้น ไม่แบ่งแยกเพศภาวะ เปิดใจที
  6. สทารสันโดษ คือ ความพอใจในคู่ครองของตน การไม่นอกใจคู่ครองของตน ชื่อว่าพรหมจรรย์ ตีความได้ว่า สำหรับคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนที่มีคู่ครองแล้ว ก็ให้มีความพอใจในคู่ครองของตน เพราะการนอกใจคู่ครองนั้นนำมาซึ่งคุณภาพจิตที่เศร้าหมอง เกิดความเสียใจ น้อยใจ โกรธแค้น ชิงชัง อาฆาต ซึ่งล้วนมาจากอกุศลจิตคือโทสะ ของผู้ที่ถูกกระทำ ส่วนผู้ที่นอกใจก็อาศัยอกุศลจิตคือราคะหรือโลภะ แสวงหาความสุขทางกามเท่าไรก็ไม่พอ เพราะไม่มีใครที่อิ่มใจด้วยตัณหาราคะ มีแล้วก็อยากมีอีกเรื่อย ๆ ไปไม่รู้จบ การที่คู่สามีภรรยามีเจตนาอันเป็นอกุศลจิตนั้นชื่อว่าทำลายคุณภาพชีวิต คือมีจิตที่ไม่สร้างสรรค์ เป็นจิตที่เศร้าหมองด้วยอกุศล นำมาซึ่งโทษอันเป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นหรือคนรัก เป็นการกระทำที่วิญญูชนติเตียน ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ใคร แต่ก่อให้เกิดความทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่น ในทางตรงกันข้าม ความพอใจในคู่ครองของตน การไม่นอกใจคู่ครองของตน ชื่อว่าพรหมจรรย์ เพราะเป็นทางแห่งสันติ คือความสงบสุข มีความรักความเมตตาต่อกันด้วยความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน หรือเห็นใจเขาใจเราว่าไม่มีใครที่อยากให้คู่ครงของตนเองนอกใจไปมีคนอื่น ความเข้าใจ การเอาใจเขามาใส่ใจเราเช่นนี้ เป็นความประพฤติอันประเสริฐที่สามารถทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ทำให้สถาบันครอบครัวเข้มแข็ง เมื่อครอบครัวเข้มแข็ง สมาชิกในบ้านก็จะสามารถออกไปช่วยเหลือให้สังคมเข้มแข็งต่อไปได้ เพราะมีกำลังใจที่เต็มเปี่ยม ไม่ห่วงกังวลหรือหวาดระแวงในการใช้ชีวิต
  7. วิริยะ คือ ความเพียรพยายาม ชื่อว่าพรหมจรรย์ ตีความได้ว่า คุณภาพชีวิตจะดีได้ก็ด้วยความมีสติสัมปชัญญะ สติความความระลึกได้ สัมปชัญญะคือความรู้ตัว สติสัมปชัญญะเป็นรากเหง้าของการสร้างสรรค์ที่เป็นกุศลธรรมทั้งปวง จึงเป็นเรื่องคุณภาพชีวิตโดยตรง ความเพียรพยายามในที่นี้คือการมีสติสัมปชัญญะอย่างต่อเนื่อง สติสัมปชัญญะที่ต่อเนื่องจะก่อให้เกิดความพยายามป้องกันบาปอกุศลที่ยังไม่เกิด พยามละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว พยายามสร้างอกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และพยายามรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม
  8. อุโบสถ อุโบสถอันประกอบด้วยองค์ 8 ที่บุคคลทำแล้วเพื่อการฝึกตนชื่อว่าพรหมจรรย์ ตีความได้ว่า ศีล 8 เป็นศีลที่สูงกว่าศีล 5 แต่ก็ต้องมีศีล 5 เป็นพื้นฐานมาก่อน ผู้ที่รักษาศีล 5 มาแล้วจนมีคุณภาพชีวิตที่ดี คือไม่ก่อให้เกิดการเบียดเบียนตนเองและสังคม เมื่อต้องการคุณภาพชีวิต ที่มากกว่ามาตรฐานก็สามารถรักษาศีลอุโบสถได้เพื่อลด ละ ความสุขทางกามให้น้อยลง หลุดพ้นจากการติดสุข สนุก สบาย มาแสวงหาความสุขทางจิตใจและปัญญาให้สมกับสัญชาตญาณของมนุษย์ เพราะสัญชาตญาณปัญญาเป็นสัญชาตญาณแท้ของมนุษย์
  9. อริยมรรค ชื่อว่า พรหมจรรย์ ตีความได้ว่า คำว่า มรรค แปลว่า ทาง ซึ่งทางในที่นี้คือทางที่สร้างสรรค์ตามสัญชาตญาณปัญญา เป็นทางแห่งความสุข หรือทางแห่งความพ้นจากทุกข์ทั้งปวง จึงได้ชื่อว่าความเห็นชอบ ความเห็นชอบในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความเห็นว่า อิทะ เมวะ สัจจัง โมฆะ มัญญัง (ของฉันนี้เท่านั้นจริง ของคนอื่นผิดหมด) แต่เป็นความเห็นชอบที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ได้แก่ การเห็นอริยสัจ 4 ความเห็นชอบจึงจัดเป็นข้อแรกซึ่งเป็นข้อพื้นฐานในอริยมรรคมีองค์ 8 ส่วนข้อต่อ ๆ ไป ได้แก่ สัมมาสังกัปปะ (ความคิดชอบ) สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ) สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) และสัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ) ทุกความชอบที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นทางแห่งการพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่ใช่เฉพาะความสุขในโลกหน้าและความสุขอันสูงสุดคือนิพพาน แม้แต่ความสุขในปัจจุบัน อริยมรรคนี้ก็สามารถสร้างความสุขให้เกิดขึ้นได้ เพราะอริยมรรคนั้นครอบคลุมทั้งกาย วาจา และใจ ครอบคลุมทั้งศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นทางที่ชอบที่ทำให้เกิดพลังสร้างสรรค์คือมีจิตเป็นกุศล เกิดพลังปรับตัวคือการปรับเปลี่ยนความประพฤติที่ก่อให้เกิดการเบียดเบียนตนและผู้อื่นทั้งทางกาย วาจา และใจ เกิดพลังร่วมมือในการคิดร่วมกัน เจรจาร่วมกัน กระทำร่วมกันในสิ่งที่เป็นกุศล ในอาชีพที่สุจริตที่มีการตกลงกันตามกฎกติกาเพื่อรักษาสิทธิและเสรีภาพของทุก ๆ คนอย่างชอบธรรม พลังแสวงหาคือหากขาดพร่องสิ่งใดที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลก็แสวงหาข้อธรรมที่สามารถปรับสมดุลนั้นได้มาปฏิบัติควบคู่โดยเป็นการแสวงหาที่เป็นสัมมาสังกัปปะ (ความคิดชอบ) ก็จะสามารถทำให้เกิดมรรคสมังคี คือ ความสมดุลสอดรับประสานกันระหว่างข้อมรรคแต่ละข้อให้นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
  10. ศาสนา คือ คำสั่งสอน ชื่อว่า พรหมจรรย์ ตีความได้ว่า คำว่า ศาสนา ในเชิงอภิปรัชญานั้นเป็นเรื่องจิตนิยม เป็นเรื่องของจิตวิญญาณโดยเฉพาะ คำว่า ศาสนาหรือคำสั่งสอน ชื่อว่าพรหมจรรย์นั้น ก็คือ การได้พัฒนาจิตวิญญาณให้ผ่องใสสะอาดหมดจด จากการมีสติรู้เท่าทันจิต รู้เท่าทันกิเลส ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่รู้ คือ ปล่อยวางขันธ์ 5 ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น การไม่ยึดมั่นในขันธ์ 5 นั้นจะได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตตั้งแต่ระดับพื้นผิว ได้แก่ การตึดยึดในโลกธรรม 8 การยึดติดในอำนาจและผลประโยชน์ ทำให้ชีวิตติดอยู่กับความสุขในระดับสัญชาตญาณพืช หรือการยึดติดในทิฏฐิหรือความคิดเห็นว่า “อิทะ เมวะ สัจจัง โมฆะ มัญญัง” (ของฉันนี้เท่านั้นจริง ของคนอื่นผิดหมด) ก็เป็นเหตุให้การพัฒนุคณภาพชีวิตต้องถดถอยลงไป ในระดับสูงกว่านั้นคือการไม่ยึดติดขันธ์ 5 เพียงยึดเหนี่ยวไว้ชั่วคราว คือ รู้เท่าทันว่าขันธ์ 5 นี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของ ๆ เรา ก็จะสามารถคลายความยึดมั่นในระดับสูงได้ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งกับคนในโลกนี้ เพราะบุคคลเหล่านี้จะเกิดความเสียสละเพื่อผู้อื่นอย่างยิ่งยวด และเป็นประโยชน์ในโลกหน้า อันได้แก่ สวรรค์ในขั้นต่าง ๆ จนถึงความสิ้นไปแห่งกองทุกข์ทั้งปวง
  11. ธรรมเทศนา ชื่อว่า พรหมจรรย์ ตีความได้ว่า ผู้ให้ธรรมเป็นทาน และการฟังธรรมตามกาลนั้นเป็นมงคลชีวิตอย่างยิ่ง เพราะการให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง เป็นการให้ที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่การให้ธรรมเพื่อหวังลาภสักการะ หรือให้ธรรมเพื่อหวังผลประโยชน์ใด ๆ เป็นการชี้ให้เห็นแสงสว่างในชีวิต เปรียบเสมือนการหงายของที่คว่ำ เปรียบเสมือนแสงสว่างในที่มืด เปรียบเสมือนการชี้ทางให้กับคนหลงทาง เป็นลำดับขั้นหรือหนทางของการตื่นรู้ เป็นหนทางของการเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริง การเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริงช่วยให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพราะแตะถึงชั้นอภิปรัชญาและญาณปรัชญา ส่วนธรรมเทศนาที่มุ่งการพ้นทุกข์จะช่วยให้เกิดการใช้วิจารณญาณในการแก้ปัญหา คือ รู้ทุกข์ รู้เหตุแห่งทุกข์ รู้ความดับทุกข์ และรู้ทางแห่งการดับทุกข์ การพ้นจากทุกข์ได้จะเข้าสู่ความสุขตามความเป็นจริงอันเกิดจากสัญชาตญาณปัญญาซึ่งเป็นเป้าหมายของปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง
  12. อัชฌาสัย คือ ความประพฤติทางใจ ความหยาบหรือความประณีตแห่งจิตใจ อัชฌาสัยนั้นชื่อว่าพรหมจรรย์ ตีความได้ว่า ความประพฤติทางใจด้วยการมีสติสัมปชัญญะ มีความตั้งใจ ละเมียดละไมกับภาวะจิต ทำให้เห็นความหยาบและความละเอียดของจิต เป็นการทำความเข้าใจด้วยการเข้าไปวิเคราะห์วิจัยทั้งทางด้านความคิด ความรู้สึก และจิตวิญญาณ สามารถวิจักษ์คือแยกผิดชอบชั่วดี บาปบุญคุณโทษ รู้ว่าอะไรควรไม่ควร รู้ว่าอะไรเป็นคุณเป็นโทษ เป็นประโยชน์ไม่ใช่ประโยชน์ เป็นสุขหรือแป็นทุกข์ และรู้จักการวิธาน คือ การประยุกต์ใช้หรือการนำมาปฏิบัติโดยนำส่วนดีของทุกทางมาปรับใช้ โดยพิจารณาใจด้วยว่าทุกการกระทำนั้นเป็นไปเพื่อกิเลสอัตตาหรือไม่ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของใคร เป็นไปเพื่อธรรมหรือไม่ ความประพฤติทางใจที่เกิดขึ้นนั้นมีสิ่งที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นหรือไม่ สิ่งที่เป็นอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วนั้นสามารถละได้หรือไม่ สิ่งที่เป็นกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ทำให้เกิดขึ้น ส่วนกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วนั้นก็รักษาไว้ไม่ให้เสื่อม นี่เป็นความประพฤติทางใจทั้งในด้านกุศลและอกุศลที่ต้องใช้สติความรู้สึกตัวเป็นฐาน

ชาวหลังนวยุคสายกลาง เมื่อจะนับถือศาสนา ก็จะนับถือด้วยท่าทีแบบหลังนวยุค คือ วิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธานคำสอนเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ในเรื่องศาสนสัมพันธ์ก็จะมีการแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง ให้เกียรติกันและกันต่อคนที่นับถือศาสนาหรือนิกายต่างกัน ส่วนที่เหมือนกัน ถ้าอยู่ในเส้นทางของศีล ก็สามารถนำมาปฏิบัติร่วมกันในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่วนที่ต่างกันก็ช่วยกันตีความเพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่อไป  เมื่อจะใช้ประโยชน์จากตัวชี้วัดและวิธีการคิดวิเคราะห์มารับใช้ศาสนา เอื้อให้เกิดการวิเคราะห์ศีล  ให้เห็นความละเอียดชัดเจนในทุกแง่มุม ส่งเสริมการปฏิบัติศีลร่วมกันในสังคมด้วยเทคโนโลยี เปิดครอบฟ้าทางความคิดให้กว้างขึ้น เกิดการแลกเปลี่ยนและยอมรับความคิดที่หลากหลาย เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกันและกัน

กระบวนทรรศน์หลังนวยุค เชื่อในการพัฒนาชีวิตจากการตัดสินใจด้วยตนเอง ไม่ชอบให้มีกฎมาครอบงำแบบกระบวนทรรศน์อื่น ๆ แต่ก็พร้อมที่จะเปิดใจรับฟังคนกระบวนทรรศน์อื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ในการชักชวนให้คนกระบวนทรรศน์หลังนวยุคหันมาสนใจปฏิบัติพรหมจรรย์นั้น เพียงแค่เราตั้งใจไปสนทนากับเขาด้วยความปรารถนาดีแบบเพื่อน หรือที่เรียกว่าวิธีสานเสวนา (dialogue) หากเขาเห็นว่าสามารถนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขาได้ เขาก็จะยินดีน้อมนำพรหมจรรย์ไปปฏิบัติเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขาเอง ทั้งนี้ อย่าไปขีดกรอบหรือไปบีบบังคับให้เขาต้องปฏิบัติตามแบบนั้นแบบนี้เพียงเท่านั้นถึงจะถูก เพราะจะทำให้เขาอึดอัดและเป็นการปิดกั้นเสรีภาพไม่ให้เขาสร้างสรรค์ และจะทำให้เขาไม่เกิดการปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหาไปพร้อมกันด้วย ถ้าอยากให้คนกระบวนทรรศน์หลังนวยุคหันมาสนใจปฏิบัติพรหมจรรย์จริง ๆ ผู้แนะนำควรทำหน้าที่เป็นเพื่อนผู้ชี้แนะ ไม่ใช่ชี้นำ ควรใส่ใจเขาอย่างเพื่อนกัลยาณมิตรไม่ใช่ผู้รู้ที่คอยสั่งสอน หากเห็นว่าสิ่งที่เขาปฏิบัติจะนำพาเขาไปสู่โทษภัยก็ควรเตือนเขาและชี้ให้เขาเห็นถึงโทษนั้น ถ้าหากเขาไม่เชื่อก็ต้องทำใจยอมรับในการเลือกตัดสินใจของเขา การออกแบบกิจกรรมในการปฏิบัติพรหมจรรย์จึงควรให้ผู้ปฏิบัติมีส่วนร่วมในการออกแบบร่วมกัน เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การปรับตัว การร่วมมือ และการแสวงหาร่วมกันตามแนวทางของปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง

ส่วนหนึ่งจาก ณัฐสุดา เชี่ยวเวช. (2563). อรรถปริวรรตการรักษาศีลแปดตามหลักปรัชญาหลังนวยุค: การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์และวิธาน. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018