พระครูโอภาสสราธิคุณ (ชาตรี อาสโภ)

คนทั่วไปทำงานทำการต่างๆ ก็เพื่อให้มีเสื้อผ้าสวมใส่ มีข้าวปลาอาหารกิน เลี้ยงปากท้องตนและคนในครอบครัว เพื่อจะได้มีครอบครัวที่สมบูรณ์และอบอุ่น ทำให้ชีวิตที่เรียบง่ายของตนเองผ่านไปอย่างตลอดรอดฝั่ง สิ่งที่ต้องการจากการปกครองจึงเป็นการค้ำประกันการดำรงอยู่เช่นนี้ การค้ำประกันนี้ต้องเป็นระบบและยั่งยืน ทำให้ผู้ปกครองเน้นความสำคัญไปที่ความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ และความมั่นคงของประเทศ จึงใส่ใจในการสร้าง การผลิตและการใช้ ทั้งสิ่งของ และสถานที่ เพื่อจะแสดงถึงความมั่งคั่ง (wealthy) เมื่อมีความมั่งคั่งและความมั่นคงแล้ว การปกครองเมืองจึงราบรื่น เรียบร้อย อันเป็นอุดมคติ

แต่อุดมคติก็เป็นส่วนที่เป็นความสุดขั้วอย่างหนึ่งของความคิดมนุษย์ และมนุษย์ที่เชื่อในอุดมคติก็จะใช้ความพยายาม ความเสียสละ มุ่งไปสู่เป้าหมายตามอุดมคตินั้น ในการปกครองก็มีอุดมคติอยู่หลายประการ เช่น ความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย ความสงบสุข ความเสมอภาค ความเจริญก้าวหน้า เป็นต้น ทำให้มนุษย์มุ่งหน้าไปสู่อุดมคติที่แตกต่างกัน สุดท้ายแต่ละฝ่ายก็เกิดความสับสนด้วยไม่รู้ว่าสิ่งใดดีกว่ากัน แต่เชื่อว่าอุดมคติที่ตนเชื่อถือดีที่สุด จึงตั้งใจมั่นมุ่งหน้าไปให้ถึงที่สุด หากต่างฝ่ายต่างมุ่งไปย่อมไม่เกิดปัญหา แต่ในพื้นที่หนึ่งๆ หากมุ่งไปสู่อุดมคติที่แตกต่างกันย่อมเป็นการง่ายที่จะเกิดความขัดแย้งกันและนำไปสู่การแข่งขันกัน มุ่งเอาชนะกัน เกิดความรุนแรงต่อกัน อันจะเป็นเครื่องทำลายการไปสู่เป้าหมายตามอุดมคติของตนอีกด้วย แต่มนุษย์กลับไม่ตระหนักถึงปัญหานี้  ปัญญาชนจึงเสนอให้มีทางสายกลางเพื่ออภิบาลโลก ให้มนุษย์แต่ละฝ่ายดำรงอยู่ร่วมๆ กันได้ พอที่จะอยู่ร่วมกันได้ กระนั้น การอภิบาลโลกนี้ก็ย่อมต้องเป็นไปตามหลักธรรมชาติ ไม่ฝืนธรรมชาติ จึงจะได้ชื่อว่า ธรรมาภิบาล

การปกครองได้พัฒนาก้าวหน้าจากการปกครองในรูปแบบเผ่าหรือกลุ่มชน ไปสู่นครรัฐ อาณาจักรและจักรวรรดิ เมื่อโลกเข้าสู่สมัยใหม่ก็เน้นการปกครองแบบประเทศชาติ ซึ่งมีรูปแบบการปกครองที่หลายหลายขึ้นอยู่กับการพิจารณาปัจจัยเกี่ยวข้องในการปกครองเรื่องใดเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายปกครองยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ ความมั่นคง ความมั่งคั่งและความยั่งยืน เมื่อปรัชญาการจัดการเน้นความเป็นระบบ จึงนำไปสู่การออกแบบรูปแบบการปกครองอย่างเป็นระบบเพื่อให้ตอบสนองต่อแนวคิดของฝ่ายตน มีสถาบันปกครอง สถาบันทางสังคม เป็นหน่วยย่อยของการปกครอง มีแนวทางการจัดการอำนาจและการจัดการคำสั่งบังคับบัญชา เพื่อให้แต่ละส่วนได้ทำงานของตนเต็มตามหน้าที่และมุ่งไปสู่เป้าหมายของการปกครองนั้น

รูปแบบการบริหารจัดการเชิงอุตสาหกรรมได้รับการยอมรับว่าสามาระแสดงผลลัพธ์เชิงรูปธรรมได้ จึงได้ถูกนำมาใช้ในการปกครองด้วย เกิดเป็นการบริหารจัดการแบบแยกส่วน (Fragment administration) หน่วยงานแต่ละหน่วยและบุคคลแต่ละบุคคลต่างก็มุ่งทำงานส่วนของตน มุ่งเป้าในระดับย่อย เมื่อขาดการประสานงานและบูรณาการภาพรวมที่ดี ก็ง่ายต่อการเกิดปัญหาด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผล แม้จะมีแนวทางการปกครองตามหลักประโยชน์นิยมของมิลล์ (Mill’s Utilitarianism) ที่เน้นให้ทุกคนทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทำคุณประโยชน์ ช่วยเหลือสังคม แต่กระนั้น ปัญหาสังคมต่างๆ ก็ยังเกิดขึ้นในทุกระบอบการปกครอง

หลักธรรมาภิบาลได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักการที่เหมาะสมกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย และแนวทางการพัฒนาภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี และส่งเสริมความเป็นธรรมให้กับทุกภาคส่วน  ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ เช่น  ปัญหาคอร์รัปชั่น ปัญหาความยากจน ปัญหายาเสพติด เป็นต้น จึงได้ถูกแนะนำสู่การบริหารจัดการองค์กรภาคเอกชนด้วย จึงมีการบูรณาการที่คำนึงถึงเป้าหมายและความต้องการของลูกค้า จึงมีการพิจารณาตามหลักการบริหารจัดการ 4 ประการ คือ 1) การวางแผน 2) การจัดองค์การ 3) การนำ และ 4) การควบคุม โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และโปร่งใสเป็นสำคัญ 

การปกครองด้วยหลักธรรมาภิบาลจึงเป็นหลักการที่ต้องควบคุมทั้งเชิงความคิดและเชิงกระบวนการจึงจะสามารถนำมาควบคุมความประพฤติของประชาชน องค์กรภาคเอกชน ภาครัฐ และฝ่ายปกครองได้ ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจคุณค่าของหลักการปกครองที่ดี  และในเชิงกระบวนการจะต้องเน้นความเป็นระบบ กฎระเบียบ และการมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความโปร่งใสเชิงระบบ

อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองหรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่การงานชั้นสูง ภายในจิตใจมักแฝงไปด้วยความเชื่อบางอย่าง หรือมีวิถีที่คุ้นเคย ธรรมาภิบาลจึงถูกอธิบายและประยุกต์ใช้ไปตามความเชื่อ เทคนิควิธีและวิถีการทำงานที่แตกต่างหลากหลายตามความเคยชินของตัวเอง ยึดพฤติกรรมที่ตนเห็นว่าดีมาเป็นหลัก จึงมีส่วนที่จะประยุกต์ไปตามกระบวนทรรศน์ของตน ทำให้มีความแตกต่างกันของธรรมาภิบาลในทางปฏิบัติ

หากแต่การปกครองที่ดีย่อมไม่ขึ้นกับกาลเวลา ถึงช่วงเวลาจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ไม่สำคัญเท่าพื้นที่ภูมิประเทศ และพื้นที่ภูมิประเทศก็ไม่สำคัญเท่ากับความต้องการของประชาชน การปกครองที่ดีจึงเป็นธรรมที่ไม่ขึ้นกับกาล ไม่ขึ้นกับพื้นที่ภูมิประเทศ แต่ขึ้นกับความปรารถนาของผู้คนถึงสังคมที่ดีในระดับอุดมคติ การปกครองที่ดีจึงขึ้นกับกระบวนทรรศน์ของผู้คน กระนั้น ยูโทเปียของเพลโทว์ได้เป็นตัวอย่างแล้วของสังคมอุดมคติที่ไม่เป็นจริง แล้วสังคมอุดมคติแบบใดที่ผู้คนปรารถนาให้เป็น และการปกครองที่ดีจะเป็นระบบที่ช่วยผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงตามกระบวนทรรศน์ของผู้คนเป็นอย่างไร จึงเป็นภววิทยาที่น่าสนใจขบคิดในถึงแก่นต่อไป

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018