ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต
มนุษย์มีสมรรถนะคิด ด้วยสมรรถนะคิดนี้ มนุษย์จึงใช้ปัญญาคิดปัญหาปรัชญา มองหาคำถามที่คนอื่นไม่คิดแล้ว หรือ มีคนกำลังคิดปัญหานั้นอยู่ แต่ยังไม่มีคำตอบ หรือ การมองปัญหาเก่าที่มีคำตอบแล้ว ก็เอาปัญหานั้นมาคิดใหม่ได้ หรือ มองปัญหาใหม่ ๆ ที่คนอื่นมองไม่เห็น จึงต้องฝึกมองให้เห็นปัญหาไว้ให้มาก ย่อมได้เปรียบผู้ที่มองไม่เห็นปัญหา
ทำไมการคิดจึงสำคัญ เหตุที่การคิดสำคัญ เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ การคิดของมนุษย์จึงเป็นภาวะปกติ ไม่คิดจึงผิดปกติ เมื่อมนุษย์คิดได้และมีคำถามก็คิดต่อเพื่อหาคำตอบ ทุก ๆ การคิดคือสิ่งที่มนุษย์สนใจ อยากรู้ ปัญญามนุษย์คิด 2 เรื่อง ได้แก่
- คิดสิ่งภายนอก คือ คิดเกี่ยวกับความเป็นจริง
- คิดสิ่งภายใน คือ คิดว่าอะไรค้ำประกันความจริง/ความไม่จริง ความมีคุณค่า/ไม่มีคุณค่า ความเป็นประโยชน์/ไม่เป็นประโยชน์

เมื่อการคิดสำคัญ จึงมีการสนใจการคิดและจำแนกการคิดตามมิติต่างๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผลผลิตของปัญญา เพื่อใช้มองหาคำตอบในมิตินั้นๆ ออกมาเป็นความรู้ ผู้คนในศตวรรษที่ 21 นี้ ต่างมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการคิด เพื่อให้คิดได้คล่องแคล่ว รู้จักที่จะคิดในมิติต่างๆ รู้จักคิดให้ลึกซึ้ง คิดวิเคราะห์ แยกแยะ ประเมินค่า และประยุกต์ใช้ผลของความคิดไปในการดำเนินชีวิตเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตน
อย่างไรก็ตาม การคิดไม่ใช่เพียงแต่คิด แต่ยังต้องเข้าใจถึงการแสวงหาคำตอบ จะต้องรู้จักมองหาคำตอบทุกคำตอบที่เป็นไปได้อันประกอบด้วย
- เมื่อรู้ปัญหาแล้วก็พยายามพิจารณาคำตอบทุกคำตอบที่สามารถสืบเสาะหามาได้ ถ้าคำตอบนั้นตอบได้ทันที มีคำตอบเดียว คำตอบนั้นก็จะไม่ใช่คำตอบปรัชญาอีกต่อไป หรือ ผู้ตอบสังกัดลัทธิความคิดใดความคิดหนึ่งไปแล้ว
- พยายามเปรียบเทียบเพื่อศึกษาดูความแตกต่างกันของคำตอบว่ามาจากชุดความคิดใด มาอย่างไร ในขั้นตอนนี้อย่าเพิ่งตีค่าคำตอบ
- แยกคำตอบเป็นพวก ๆ ไว้เพื่อสะดวกในการเข้าใจ เช่น กลุ่มคำตอบของลัทธิอะไร สำนักคิดใด เป็นต้น
- ถ้ามีคำตอบบางคำตอบที่มีอยู่ แต่เป็นคำตอบที่ยังไม่สมบูรณ์ คำตอบที่หลงเหลืออยู่เช่นนี้ก็จะต้องเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
- วางใจเป็นกลางแก่ทุก ๆ ฝ่ายของคำตอบ ไม่เอนเอียงไปข้างใด แม้ว่าเราจะชอบคำตอบใดเป็นพิเศษก็ตาม คำตอบที่เราชอบเป็นพิเศษจะเป็นเพียงทิศทางหนึ่งของคำตอบของเราเท่านั้น ในช่วงแสวงหาคำตอบจะต้องไม่เลือกเฉพาะคำตอบที่ตนเองชอบว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ทำให้ปิดประตูในการมองหาคำตอบที่เป็นได้
การคิดดำเนินไปเรื่อยๆ ผ่านการสนใจในสิ่งต่างๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดคิด ไม่หยุดคุย หากหยุดคิด หยุดคุย ก็เสมือน หยุดรดน้ำพรวนดินให้กับปัญญาของตนเอง ถ้าไม่ได้คุยกับใคร คิดเอง อ่านเองคนเดียว ความคิดก็จะเริ่มตายตัว ก็จะเป็นต้นไม้ที่ตายแล้ว แต่ถ้ายังอยากรู้ อยากเรียน อยากฉลาด อยากพัฒนาความรู้ต่อไปเรื่อย ๆ หาคนคุย คนมาแลกเปลี่ยนความรู้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเรียนรู้ทั้งในด้านความรู้ ปัญญาและอารมณ์ เขาจะต้องแสวงหา สังเกตและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลา จากหนังสือหรือสื่อต่าง ๆ แม้แต่การเรียนรู้จากการทำงาน เพื่อช่วยให้เข้าใจและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเข้ากันได้กับคนอื่น ๆ
หากแต่ผู้รู้คิดที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงปัญญา ก็มีปัญหาของตน ได้แก่
1. ผู้ที่รู้เยอะ รู้มาก และเชื่อมั่นในความคิดของตนแต่ฝ่ายเดียวว่าถูกต้อง ฝ่ายอื่นล้วนผิดทั้งสิ้น ชอบเสนอหลักการหรือหลักปฏิบัติเพื่อให้ผู้อื่นทำตาม ชี้นำผู้อื่นและสังคมอยู่เสมอ
2. ผู้รอบรู้ทุกคำตอบ เห็นความขัดแย้งในทุกคำถาม ไม่ยึดติดสิ่งใด เพียงเห็นเป็นเกมฝึกสมอง ทำตนเป็นเสือบนภูเขา ดูคนข้างล่างเขาตีกัน เขาจะลอยอยู่เหนือปัญหาทุกอย่าง เขาจะแสดงตนเป็นกลางโดยแสดงให้เห็นว่าคำตอบมีคำตอบฝ่ายหนึ่งแช่นนี้ คำตอบอีกฝ่ายหนึ่งเช่นนี้ โดยที่ยังไม่มีข้อสรุปของคำตอบที่ตายตัว เป็นผู้ที่ให้ความคิดเห็น แต่ไม่ช่วยตัดสินใจในปัญหาต่าง ๆ
3. ผู้รอบรู้รอบด้าน หาคำตอบที่เหมาะสมไว้เป็นหลักเฉพาะตัว บอกเล่าสิ่งที่รู้แก่ผู้อื่น ช่วยวิเคราะห์และเสนอหลักประยุกต์ได้ แต่ไม่บังคับให้ทำตาม ปล่อยไปตามสถานการณ์ เป็นผู้สังเกตการณ์ที่ดี ไม่ชอบอยู่ในสถานการณ์ขัดแย้ง
ผู้รู้คิดแต่ละคนย่อมตกอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งข้างต้น ไม่มีกลุ่มใดดีกว่ากลุ่มอื่น เพราะแต่ละกลุ่มล้วนต้องใช้ความรอบรู้ ความฉลาดและปัญญาในการคิด แต่ความจำเพาะที่เราจะเป็นเช่นนั้น เป็นตามทัศนคติและความเคยชินของนิสัยของเราเองว่าเราจะแสดงออกต่อสังคมอย่างไร และดำรงตนในสังคมอย่างไร

