บรรพตี รำพึงนิตย์

จากการศึกษาค้นคว้าหลักธรรมในปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร พบว่ามีหลักธรรมที่สามารถนามาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับบุคคลและสังคมได้ในหลายด้าน ประการแรกคือ ฝึกให้ผู้ปฏิบัติคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ปัญหาที่เข้ามาในชีวิตอย่างได้อย่างมีสติด้วยการใช้ปัญญาพิจารณา มีวิจารณญาณ พิจารณาทุกสิ่งอย่างสุขุมรอบคอบตามความเป็นจริง และยังฝึกให้เป็นผู้มีใจเมตตามีความกรุณา ซึ่งลักษณะสำคัญของปรัชญาปารมิตาที่นำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต

คนทั่วไปการใช้ชีวิตปกติคือ การมีความสุข การมีอารมณ์คงที่ ไม่เจ็บป่วย สามารถทำงานได้ คิดเป็น มีความรู้ สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ก็ถือเป็นการใช้ชีวิตที่ดีแล้ว แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเป็นคนนับถือศาสนา หลักการปฏิบัติคือ การดูแลทั้ง กาย ใจ จิต ในส่วนของกายคือ การมีร่างกายและสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง กายประกอบไปด้วยธาตุ 4 ทำอย่างไรให้ธาตุสี่นี้มีสภาวะที่สมบูรณ์ ก็คือ การบารุงธาตุด้วยการรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ มีสารอาหารครบถ้วน การออกกาลังกาย นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอและมีคุณภาพ ส่วนการดูแลรักษาใจก็คือ เรื่องของปัญญา สติปัญญา ทำให้มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ไม่หลงเหวี่ยงหรือจมไปตามอารมณ์ ไม่มัวเมาอยู่ในความโลภโกรธหลง เมื่อดูแลรักษากายได้อย่างดี รักษาใจได้อย่างดี ขั้นต่อไปก็คือการพัฒนาจิต ซึ่งจะนำมาซึ่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบองค์รวมได้อย่างมีคุณภาพในทุกมิติ การพัฒนาจิต จิตคืออะไร จิตในที่นี้หมายถึง จิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ตามปรัชญาทวินิยม การทำให้จิตดีก็คือ การทำให้จิตมีกำลัง มีสมรรถนะของจิตที่สูงขึ้น ซึ่งตามหลักพุทธศาสนา การทำจิตให้มีกำลังสูงขึ้นคือการปฏิบัติทางจิต การฝึกปฏิบัติทางจิต (spiritual exercises) คือ การบำรุงรักษาจิตให้เข้มแข็งผ่องใสบริสุทธิ์ ต่างกับการบริหารกาย เพราะการบริหารกายต้องทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวอยู่เสมอ แต่การบริหารจิตจะต้องฝึกฝนให้จิตสงบนิ่งอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งการฝึกจิตให้สงบคือการทำสมาธิ สมาธิ หมายถึง ภาวะของจิตที่ตั้งมั่น กำหนดแน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ฟุ้งซ่านไปหาสิ่งอื่นหรือเรื่องอื่น ภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งหรืออารมณ์เดียวและจิตตั้งมั่นนั้นจะต้องเป็นกุศล ลักษณะของสมาธิ คือ จิตจะเกิดความสงบ เยือกเย็น สบายใจ มีความผ่อนคลาย เอิบอิ่มใจ ปลอดโปร่ง และมีความสุข

ดังนั้น เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของแต่ละบุคคล พึงมีนำหลักปรัชญาปารมิตาไปสู่การประยุกต์ใช้ ดังนี้

1) การมีทัศนคติต่อชีวิตอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่น จะต้องรู้จักใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองอย่างมีวิจารณญาณ และจะต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง กล้าเผชิญกับทุกปัญหา

2) การมองผู้อื่นด้วยความเห็นตามความเป็นจริง ปัญหาชีวิต ปัญหาสังคมและปัญหาของชาติบ้านเมือง ทุกเรื่องล้วนมีเหตุมาจาก การคิดไม่ดีทำไม่ดี เพื่อแก้ไขปัญหาชีวิตและวิกฤตของบ้านเมือง ประชาชนทุกคน ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ ให้เป็นคนที่คิดดี ทำดี ด้วยการมีสติในการใช้ความรู้ควบคู่คุณธรรม ในการดำเนินชีวิตประจาวัน เพื่อความเจริญก้าวหน้า ความผาสุกของตนเอง ครอบครัวและสังคม

3) การไม่มีอคติต่อผู้อื่น การรู้ตัวว่าตนเองประเมินหรือตัดสินคนอื่นอย่างไม่ยุติธรรมเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการเอาชนะอคติส่วนตัว เตือนใจให้ละให้วาง ให้คิดพิจารณาอย่างมีสติ คอยเตือนตนเองอยู่เสมอ

4) การมีเมตตาและกรุณาต่อผู้อื่น เป็นความหวังดี เป็นมิตร มองเห็นความไม่แตกต่างกันระหว่างตนเองกับผู้อื่น พร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่น สัตว์อื่น จากใจจริง

5) การไม่เกรงกลัวต่อปัญหา พิจารณาได้อย่างถ่องแท้ว่าของทุกอย่างเป็นของชั่วคราวเมื่อถึงเวลาถึงวาระก็ต้องปล่อยไป ไม่ยึดมั่นถือมั่นและเข้าใจความแปรเปลี่ยน ทำให้เกิดความมั่นใจและไม่เกรงกลัวต่อสภาพปัญหามีความกล้าในการเลือกตัดสินใจ

6) การมีความกล้าที่จะดำรงตนตามความเป็นจริง อยู่กับความรู้สึกตัวในปัจจุบัน เมื่อมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม นอกจากจะเกิดปัญญาในการพิจารณาสิ่งต่าง ๆ แล้ว ยังเกิดความไม่ประมาท และเกิดความปรารถนาดีต่อผู้อื่น

การพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการบริหารจิตอยู่เป็นประจำ ย่อมได้รับประโยชน์ในด้านต่างๆ ตามกำลัง เช่น ด้านการดำรงชีวิตประจาวัน จิตใจจะสบาย ไม่มีความวิตกกังวล ลดความเครียด มีความจำดีขึ้น แม่นยาขึ้น ทำสิ่งต่างๆ ไม่ผิดพลาดหรือผิดพลาดน้อยเพราะมีสติสมบูรณ์ขึ้น ด้านการศึกษาเล่าเรียนและการทำงานย่อมเกิดผลดีและมีประสิทธิภาพ การมีจิตเป็นสมาธิยังทำให้นอนหลับง่าย หลับสนิท มีผลเกื้อกูลต่อสุขภาพร่างกาย ด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ ทำให้มีบุคลิกภาพที่ดี มั่นคง สงบเยือกเย็น ไม่ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดมีความสุภาพอ่อนโยน มีอารมณ์เบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใส กระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า ไม่เซื่องซึม สามารถควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมในสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี ส่งผลให้มีความกล้าที่จะดำรงตนตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสภาวะปัจจุบันนั้น

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018