กระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง มองว่า แนวคิดเรื่องคุณธรรมแม่บท 4 (cardinal virtues)  ที่ได้รับการส่งเสริมตั้งแต่ยุคกรีก จนถึงยุคกลางนั้น แท้ที่จริงไม่ใช่แม่บทของคุณธรรม หรือหลักคุณธรรมแต่ละข้ออย่างองค์ 4 เพราะว่า cardinal แปลว่า บานพับ อย่างประตูทางเข้าร้านที่ต้องผลักตรงกลาง ซึ่งตีความได้ว่า เป็นประตูสำหรับให้พฤติกรรม (behavior) ต้องผลักเข้าไป เมื่อผลักเข้าไปได้พฤติกรรมนั้นจึงจะถือว่าเป็นคุณธรรม (virtue)

ดังนั้น ในการประยุกต์ใช้หลักคุณธรรมแม่บทนี้ ให้พิจารณาว่า ทั้ง 4 ข้อนี้เป็นองค์ประกอบของคุณธรรม ต้องใช้ในลักษณะของเกณฑ์ตัดสินคุณธรรม หมายความว่า คุณธรรมใดๆ จะถือว่าดึอย่างคุณธรรมได้ ต้องมี 4 ด้านนี้เป็นองค์ประกอบในการปฏิบัติแต่ละครั้ง เมื่อทำได้อย่างเหมาะสมต่อเนื่องจึงเป็นคุณธรรมของผู้นั้น (self-virtue) ได้แก่

1. ความรอบรู้

ความรอบรู้ รอบคอบ (prudence) หมายถึง การเล็งเห็นหรือหยั่งรู้ได้ง่ายและชัดเจนว่าอะไรควรประพฤติและอะไรไม่ควรประพฤติ  แสวงหาความรู้เพิ่มเพื่อช่วยให้เกิดความรอบคอบยิ่งขึ้น ไม่ละเลิกหรือไม่เท่ากันความประพฤติที่ไม่ดี ความรอบคอบอันลึกซึ้งเกิดได้ด้วยการทบทวนคิดและประสบการณ์ จึงถือเป็นปัญญาสำหรับการปฏิบัติได้ครบถ้วน เหมาะสมตามความเป็นจริง   

2. ความกล้าหาญ

ความกล้าหาญ (fortitude, courage) เกิดจากการรวมกันเป็นหมู่คณะและความคิดในการปกป้องผู้อื่น จึงนำไปสู่การมีความประพฤติกล้าหาญ กล้าเสียสละ เหมาะสมตามความเป็นจริง โดยมี 2 ลักษณะ ได้แก่ 1) กล้าหาญทางกายภาพ คือ กล้าที่จะทำ กล้าเสี่ยงต่อความยากลำบาก อันตรายและความตายเพื่ออุดมคติแห่งชีวิต 2) กล้าหาญทางจิตใจ คือ กล้าที่จะคิดและตัดสินใจ กล้าเสี่ยงต่อการถูกเข้าใจผิด กล้าเผชิญการใส่ร้ายและเยาะเย้ย เมื่อมั่นใจว่าตนเองกระทำความดี

3. ความรู้จักประมาณหรือความพอเพียง

ความพอเพียง (temperance, sufficiency) เป็นระดับของการสำนึกในตนถึงความต้องการตามสัญชาตญาณ ทำให้เกิดการแสวงหาด้วยหลักยิ่งมากยิ่งดี แต่ในระดับของปัญญามนุษย์จึงมีความสำนึกที่จะควบคุมพลังในตัวให้อยู่ในขอบเขตของจุดมุ่งหมายในชีวิต  ฝึกให้รู้จักอยู่ในขอบเขตอันควรในแต่ละสภาพและฐานะของบุคคลในการกระทำหรือไม่กระทำสิ่งใดเพื่อให้ตรงตามความเป็นจริง

4. ความยุติธรรม

ความยุติธรรม (justice) เป็นระดับของการตัดสินใจสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยพิจารณาแล้วว่า เป็นการให้แก่ทุกคนและแต่ละคนตามความเหมาะสม (giving each his due)  เราต้องรู้ว่าใครทำอะไร อย่างไร และเรามีกำลังให้เท่าไร ควรให้แก่ใครเท่าไรและอย่างไรที่จะทำให้เกิดเป็นจังหวะที่เหมาะสม มีความกลมกลืน ความสามัคคีในหมู่คณะ    

ความรอบคอบคือ ปัญญาในการรู้ว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี เป็นความทรงจำ เป็นความเข้าใจ ที่บุคคลมีได้ เพิ่มพูนได้ ฝึกฝนได้ นำไปสู่การมองการณ์ไกล และการหยั่งรู้จากปัญญาได้ แนวคิดจริยศาสตร์จึงถือว่าเป็นคุณสมบัติของคุณธรรมในแต่ละเรื่องที่จะต้องมีความรอบคอบนี้เป็นองค์ประกอบเสมอ

ความกล้าหาญเป็นระดับคุณภาพของจิตใจและความคิดที่เป็นจิตเสรีของบุคคลในการที่จะมีใจที่เข้มแข็งที่จะทำบางสิ่งและกล้าเผชิญหน้ากับอันตรายหรือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากการกระทำสิ่งนั้นโดยปราศจากความกลัว …แนวคิดจริยศาสตร์จึงถือว่าเป็นคุณสมบัติของคุณธรรมในแต่ละเรื่องที่จะต้องมีความกล้าหาญเป็นองค์ประกอบเสมอ นั่นคือ คุณธรรมนั้นจะต้องมีศักยภาพในการทำให้มนุษย์มีใจที่จะที่จะทำคุณธรรมนั้นได้

อาริสโตเติลได้แสดงไว้ว่าองค์ประกอบคุณธรรมอีกด้านหนึ่งในระดับจริยศาสตร์คือ ความอดทนได้ (temperance) อันเป็นการกำกับควบคุมตัวเอง การยับยั้งชั่งใจ การงดเว้น การกลั่นกรองอารมณ์และเป็นความมีสติ ซึ่งในระดับนี้จะมีการพิจารณาด้วยดุลพินิจว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ขาดและไม่เกิน เป็นการทำอย่างพอดี (sufficiency)

ความเหมาะสม ณ ขณะนั้น โดยอาริสโตเติลมองว่า ให้พิจารณาว่าคนนั้นทำอะไร ก็จัดสรรให้เหมาะสมกับสิ่งที่คนนั้นทำ (dikaiosune’; give to his due) ในยุคกลางพิจารณาว่า สิ่งนั้นต้องเหมาะสมจึงพิจารณาว่าเป็นความยุติธรรม (justice) ในยุคโมเดิร์นมองว่าความยุติธรรมนี้ต้องอยู่บนความเท่าเทียม (equality) สำหรับหลังนวยุคนิยมได้ส่งเสริมสตรีนิยม จึงมองว่า ความเหมาะสมนี้ต้องอยู่บนฐานของการใส่ใจ การดูแล การรักษา (caring) ดังนั้น องค์ประกอบสุดท้ายนี้อาจมองได้หลายแง่มุม แต่หลักสำคัญคือ ทำอย่างเหมาะสม ดังนั้น จึงมีความเป็นสัมพัทธ์คือ เหมาะสมอิงตามเกณฑ์ที่ใช้พิจารณา สิ่งหนึ่งอาจจะเหมาะสมจากเกณฑ์หนึ่งแต่อาจจะไม่เหมาะสมจากอีกเกณฑ์หนึ่ง ดังนั้น ในการพิจารณาจึงต้องดูความเหมาะสม (justification) เป็นเรื่อง ๆ ไป

หลักคุณธรรมแม่บทนี้ต้องใช้ทั้ง 4 เกณฑ์ร่วมกัน เพื่อพิจารณาอย่างแยบคายว่า สิ่งที่กระทำไปในระดับพฤติกรรมหรือความประพฤติแม้ตามข้อธรรมหนึ่ง ๆ นั้นเป็นคุณธรรมจริงหรือไม่ ทั้งนี้ให้ใช้โดยมีเข็มมุ่งว่าความประพฤติดีนั้นจะต้องเป็นความดีที่เกิดขึ้นเพื่อส่งเสริมการห่วงใยดูแลผู้อื่น (care the Other) และจะนำไปสู่การกระทำดีร่วมกัน จนเกิดพลังที่สำคัญจากการไม่ยึดมั่นถือมั่นและการแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018