ดร.พจนา มาโนช.. (self control on the anticorruption)

คอร์รัปชั่นเป็นภาวะความเป็นจริงที่อยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาแต่อดีต สืบทอดยาวนานในทุกระนาบของประวัติศาสตร์ ปัจจัยหลายอย่างได้ส่งเสริมให้มีคอร์รัปชั่นยิ่งขึ้น ได้แก่  การมีอภิสิทธิชน ความไม่เท่าเทียมกัน ระบบอุปถัมภ์ ซึ่งยิ่งคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นในวงกว้างก็ยิ่งทำให้เกิดปัญหาในประเทศนั้นๆ เช่น การบั่นทอนการพัฒนาเศรษฐกิจ การบิดเบือนการจัดสรรทรัพยากร การเพิ่มความเหลื่อมล้ำทางสังคมและยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำลายกระบวนการประชาธิปไตยในทุกระดับ มนุษยชาติยอมรับได้ว่าคอร์รัปชั่นมีอยู่จริง แต่ในทางอุดมคติย่อมต้องชี้นำและนำเสนอต่อสังคมให้สร้างสังคมที่ปราศจากคอร์รัปชั่น

อย่างไรก็ตาม ท่าทีต่อคอร์รัปชั่น การต่อสู้ป้องกันและปรามปรามคอร์รัปชั่นนั้นมีความแตกต่างหลากหลายกันไปตามพื้นฐานความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศาสนาและกฎหมาย บางทรรศนะเชื่อว่าคอร์รัปชั่นเป็นเพียงปัญหาเชิงจริยธรรมในระดับบุคคล เช่น โสกราตีส ที่สอนว่า ความรู้คือคุณธรรม (Virtues is Knowledge) โดยอธิบายว่า ผู้มีความรู้ย่อมจะไม่ทำผิดต่อความรู้ของตน ไม่มีใครอยากทำความชั่วโดยรู้ว่าเป็นความชั่ว ที่ทำความชั่วก็เพราะไม่รู้เท่าถึงการณ์เท่านั้น มนุษย์จำเป็นต้องมีคุณธรรมประจำใจ เพื่อศักดิ์ศรีความดีแก่ตน ความกล้าที่จะต่อสู้กับความเป็นจริงก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมที่เสมอภาค ดังนั้น ถ้าทำให้ทุกคนเป็นคนดีหรือส่งเสริมให้คนดีมีคุณธรรมได้ปกครองประเทศ ปัญหานี้ก็จะหมดไป ในขณะที่บางทรรศนะเชื่อว่า การต่อสู้กับคอร์รัปชั่นเปรียบประดุจสงคราม จึงมีความเป็นกลางในตัวเอง การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นจึงคล้ายกลวิธีศึก ต้องเน้นเรื่องของการแก้ปัญหาในเชิงเทคนิค เพื่อให้ระบบดำเนินไปผ่านความรู้ (know how) มากกว่าผ่านระบบอุปถัมภ์ (know who) การออกแบบระบบเพื่อป้องกันการโกง การให้รางวัลคนทำดี และลงโทษคนฉ้อฉล ระบบที่ประสานกันอย่างแน่นหนาย่อมทำให้ผู้ที่จะทำไม่ดีไม่อาจทำผิดได้ หรือหากทำผิดได้ก็ไม่รอดพ้นการถูกลงโทษไปได้

ในปัจจุบัน มีความเชื่อร่วมกันอย่างหนึ่งว่าระบอบประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับเสียงส่วนใหญ่ ไม่ใช่เสียงของทั้งหมด จะกลายเป็นระบอบที่เปิดโอกาสให้มีการคอร์รัปชั่นได้มากยิ่งขึ้นกว่าระบอบสังคมนิยม ยิ่งถ้ามีภาวะเผด็จการก็จะเกิดคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายเพิ่มความหนักหน่วงขึ้นไปอีก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าระบอบเสรีนิยมไม่ได้ผล การจะแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นก็จำเป็นต้องใช้ระบบอำนาจสัมบูรณ์โดยคัดสรรหาผู้ปกครองที่เป็นผู้ทรงธรรมหรือผู้ทรงปัญญา  

คอร์รัปชั่นที่สำคัญ ได้แก่ คอร์รัปชั่นในระบบยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญา คดีแพ่ง ระบบยุติธรรมมักมีช่องทางพิเศษที่รู้กันแต่พูดไม่ได้อยู่ แม้กระทั่ง คดีแรงงาน มีเรื่องเล่ากรณีตัวอย่างหนึ่งว่า หลังจากยื่นหลักฐาน อยู่ในขั้นตอนระหว่างสอบสวน ทั้งโจทก์และจำเลยก็รอฟังการพิพากษา ฝ่ายโจทย์ได้เตรียมการเก็บหลักฐานไว้นานหลายเดือนเพื่อที่จะฟ้องบริษัท ฝ่ายบริษัทไม่แน่ใจในรูปของคดีความว่าจะเป็นเช่นใด จึงสอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายในฐานะฝ่ายจำเลย ก็ได้รับการบอกกล่าวว่า หากต้องการชนะคดีก็ต้องมีค่าดำเนินการให้ด้วย ฝ่ายบริษัทมีข้อกำหนดจริยธรรมองค์กร ทำให้ไม่อาจจ่ายเงินในกรณีนี้ได้ จึงแจ้งว่าจะขอดำเนินคดีทางศาลตามเส้นทางปกติ จะแพ้หรือชนะก็ให้อำนาจตุลาการเป็นผู้ชี้ทิศทาง ผลการพิพากษาคือ บริษัทแพ้คดี เนื่องจากหลักฐานแย้งไม่เพียงพอ แม้บริษัทจะยอมรับในคำพิพากษา แต่สิ่งที่คาใจก็คือ หากยอมเสียค่าน้ำชากาแฟ คดีนี้จะชนะได้จริงหรือไม่ และเมื่อมีผู้กระซิบบอกว่า ฝ่ายโจทก์ได้เลือกที่จะให้ค่าน้ำชากาแฟจึงสะดวกในเส้นทางของกฎหมาย

คอร์รัปชั่นมีทั่วในระบบ ตั้งแต่รากหญ้าไปจดถึงระดับสูงเช่นนี้ ในชั้นแรกต้องสร้างการยอมรับของแต่ละสถานการณ์ (acceptance of situation) ให้แก่ตนเอง ทำให้รู้จักการปรับตัว สามารถวางอารมณ์ (temper)  ให้สงบนิ่งด้วยเหตุผล ไม่ยึดถือตัวตน สามารถเข้าใจได้ว่า มนุษย์ไม่ว่าจะอยู่ในเชื้อชาติใด ประเทศใด ก็จะมีสัญชาตญาณ 4 ประการ ที่ครอบงำจิตมนุษย์ ซึ่งเป็นสมรรถภาพหรืออคติที่ทำให้ความรู้ของมนุษย์ทำงานผิดพลาดได้ เป็นอคติที่เป็นการรับการถ่ายทอดสืบกันมาช้านาน เกิดจากความเชื่อมั่นในการตัดสินใจ โดยเอาความชอบความพอใจเข้ามาตัดสิน เราอาจไม่ชอบความไม่โปร่งใสในหน้าที่ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะมีช่องว่างของโอกาสที่เปิดให้คอร์รัปชั่นเกิดขึ้น เพราะคอร์รัปชั่นเสมือนพื้นที่สีเทา ที่ยากจะชี้ชัดว่ามันเป็นสีขาว หรือสีดำ แต่เมื่อสีมันกลืนเป็นสีเทาแล้ว ในทรรศนะของผู้เขียนก็ต้องใช้หลักจริยธรรมหรือจรรยาบรรณ พิจารณาผ่านปรากฏการณ์และพิเคราะห์แต่ละเหตุการณ์ จะตัดสินเหมาทุกอย่างเหมือนกันมิได้

หลักคุณค่าที่แท้ของธรรมาภิบาลอันเป็นการปกครองที่ดีนั้นเป็นคุณค่าของการควบคุมตนเอง (Self-Control) ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีใครบอกหรือต้องใช้กรอบของกฎหมายบังคับ แต่ควรเป็นการปฏิบัติให้เกิดการทำดีจนเคยชินเป็นนิสัยโดยการฝึกฝน จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยที่ควรปฏิบัติเพื่อให้ตื่นจากการเพิกเฉย และมาหาวิธีการที่รวมพลังกันเพื่อความยุติธรรม หมั่นทบทวนตนเองจนสามารถใช้สัญชาตญาณปัญญา ทำให้กล้าตัดสินใจ กล้าเผชิญปัญหา และกล้ารับผิดชอบต่อผลของการกระทำ หากเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ต้องกล้าหลีกเลี่ยง

 

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018