วิเศษ แสงกาญจนวนิช, เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2560). ความชอบธรรมของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะปรัชญาเพื่อการพัฒนาชาติ. รายงานการวิจัย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.

          ปรัชญากับการพัฒนาประเทศเป็นเนื้อหาวิชาการที่สำคัญในช่วงของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ เกิดการรื้อทิ้งความคิดความเชื่อเดิมโดยการใส่วงเล็บ อันเป็นไปตามแนวคิดของฮุสเซิร์ล (Husserl bracketing; epoche) ซึ่งเป็นการลดทอนทางปรากฏการณ์วิทยา (phenomenological reduction) เพื่อให้เกิดพื้นที่ว่างในทางความคิดเพื่อการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ตรงตามความเป็นจริง เพื่อบรรลุถึงความเชื่อมโยงโดยตรงและมีมาแต่เดิมกับโลกอีกครั้งมากกว่าที่จะสนใจแต่เพียงแนวความคิดหรือมโนคติที่เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ และเป็นช่วงที่เปิดรับความคิดและความรู้จากภายนอกอย่างเต็มที่

ในการพัฒนาประเทศในฐานะรัฐชาติจะต้องศึกษาปรัชญาที่เป็นรากฐานของระบบสมัยใหม่ที่เหมาะสมกับประเทศนั้น ไม่ใช่เพียงศึกษาและเลียนแบบการพัฒนาของประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศตะวันตกหรือตะวันออกใด ๆ แต่ประเทศนั้นจำเป็นที่จะต้องศึกษาปรัชญาที่เป็นเหตุผลเบื้องหลังของการพัฒนาประเทศให้ลึกซึ้งและเป็นกระแสความคิดในปัจจุบัน ความคิดเชิงเหตุผล ความคิดเชิงปรัชญาประยุกต์ และแนวคิดที่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ อารยธรรม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมของตน

เพื่อเกิดความเข้าใจร่วมกันในกรอบความคิดและแนวคิดในการปฏิบัติ จำเป็นต้องมีการตีความเพื่อการอธิบายที่ชัดเจน มีเป้าหมาย การตีความตัวบท (Text) ที่ใช้เป็นสัญญะ (Sign) เพื่อการสื่อสารซึ่งเป็นสัญญะทางภาษา (linguistic sign) โดยการใช้การตีความที่ตัวหมาย (signifier) และความคิดที่ถูกหมาย (signified) สำหรับการสื่อสารในเรื่องนั้น ๆ ด้วยระบบของภาษาย่อมทำให้เกิดการตีความ การแปลความที่แตกต่างกันออกไปตามทรรศนะของผู้คิดแต่ละฝ่าย

การวางรากฐานของการพัฒนาชาติของรัฐชาติสมัยใหม่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16-18 ดังนั้น ในปัจจุบันรัฐชาติเหล่านั้นจึงไม่เน้นปรัชญาพื้นฐานของการพัฒนาระบบต่าง ๆ ของประเทศ แต่พุ่งความสนใจไปในระดับรายละเอียดของระบบ ประสิทธิภาพ คุณภาพชีวิตและธรรมาภิบาล แต่ก็ส่งผลให้เกิดการคลายตัวลงของปรัชญาพื้นฐานของประเทศ ดังเช่น การคลายตัวของแนวคิด melting pot ไปสู่ salad bowl ของประเทศสหรัฐอเมริกา

แต่สำหรับประเทศในโลกเก่าที่เพิ่งขยับตัวเป็นชาติรัฐสมัยใหม่ เช่น ประเทศที่ปลดปล่อยตนออกจากระบบจักรวรรดินิยมได้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ได้มีการเฟ้นหาปรัชญาเพื่อวางเป็นหลักการสำคัญของประเทศตน เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ระบบการปกครองที่สอดคล้องกับแนวคิดอุดมการณ์ทางการเมือง-เศรษฐกิจ เช่น เสรีนิยมประชาธิปไตย สังคมนิยมเสรี และคอมมิวนิสต์ ได้รับการยอมรับในฐานะปรัชญาแห่งชาติของหลายประเทศ แต่หลังผ่านภาวะสงครามเย็น (1947-1991) ก็ได้พบว่า อุดมคติตามหลักการเหล่านี้มีจุดไม่ฟังค์ชั่นในการปฏิบัติ และมีความไม่คงตัวเนื่องจากภาวะการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกจากการแข่งขันทางเทคโนโลยี นำไปสู่การปรับตัวขนานใหญ่ของโลก มีการยกเลิกแนวคิดโลกที่ 1 โลกที่ 2 โลกที่ 3 คงเหลือเป็นประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา เป็นต้น

ประเทศกำลังพัฒนาต้องสนใจแนวคิดปรัชญาพื้นฐานกันอย่างจริงจังเพื่อให้การวางระบบสังคม เศรษฐกิจ การปกครอง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มีการประสานสอดคล้องกันเชื่อมโยงกันในมิติต่าง ๆ การกำหนดและทำความเข้าใจปรัชญาพื้นฐานของชาติตามหลักเหตุผลจะทำให้การเปลี่ยนผ่านประเทศ (transformation) จำต้องดำเนินไปโดยการเชื่อมโยงกับศาสตร์แห่งความรู้สมัยใหม่และการต่อยอดศาสตร์ความรู้ต่างๆ ไปสู่โลกทรรศน์ใหม่ที่ก้าวพ้นความเป็นปนะเมซโดดเดี่ยว (isolated country) แต่เป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านโลก

แนวคิดปรัชญาใดที่ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับกันและกันได้บนหลักการเอกภาพในความหลากหลาย (unity in diversity) นั่นคือไม่มุ่งเอาชนะกัน แต่เปลี่ยนมาเป็นส่งเสริมกัน ย่อมจะมีพลังแห่งการสร้างสรรค์ การปรับตัว การร่วมมือ และการแสวงหา ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและไม่มีที่สิ้นสุดของรัฐชาตินั้นได้

ในที่นี่ ก็พอจะมองได้ว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พอจะมีคุณลักษณะและคุณค่าในเชิงอภิปรัชญาและญาณปรัชญา มีภาคการประยุกต์เพื่อเป็นหลักความประพฤติดีที่ไม่ตายตัวในฐานะปรัชญาจริยะ เมื่อใช้วิจารณญาณอันประกอบด้วยการวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธานย่อมจะเห็นถึงหลักการเบื้องหลังปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ได้แก่

1) การไม่ยึดมั่นถือมั่น พบได้จากคำว่า “ทางสายกลาง” อันเป็นหลักการที่แสดงถึงความไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะทางสายกลางไม่ได้เอียงข้างไปซ้าย (อิสระ เสรี หย่อนยาน) หรือขวา (เข้มงวด ตามกฎเกณฑ์) โดยทางสายกลางคือสิ่งดีที่มีพื้นที่ของการแสดงความประพฤติที่หลากหลาย บนทางสายกลางจึงเปิดโอกาสสำหรับความคิดเห็น และการแสดงออกต่างๆ ได้มาก โดยไม่ปิดกั้น เพียงระวังไม่ให้ออกนอกกรอบทางสายกลางเท่านั้น

2) การเอาใจเขามาใส่ใจเรา พบได้จากคำว่า “แนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ” อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าเปิดให้มีการประยุกต์ใช้ได้ในบริบทที่แตกต่างหลากหลาย และมุ่งใช้กับผู้ด้อยโอกาส ชนส่วนน้อย คนชายขอบ ผู้เสียเปรียบในสังคม  เพื่อให้เขาได้มีโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิตและร่วมสร้างสรรค์สังคมไปพร้อม ๆ กันกับคนส่วนใหญ่โดยไม่จำเป็นต้องคิดและเชื่อเหมือนกัน ย่อมต้องใช้คุณค่าของความเข้าใจและการยอมรับในความเป็นอื่น 

3) การพัฒนาคุณภาพชีวิต การประพฤติดีในทางสายกลางอย่างหลังนวยุคคือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ จนพบความสุขในระดับที่พอใจ แล้วก็พัฒนาต่อไปสู่ความสุขที่มากขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด เป็นระดับคุณภาพความสุข ไม่ใช่ปริมาณความสุขมากที่สุด ความประพฤติใดๆ เพื่อการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงต้องกระทำด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ การปรับตัว การร่วมมือและการแสวงหา เพื่อให้เกิดการก้าวไปข้างหน้าเพื่อสิ่งที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆ (Proactive) ไม่หยุดนิ่งเฉยเพียงเท่านี้ และย่อมสามารถประยุกต์ใช้ในบริบทต่างๆ ได้

แต่สำนักคิดและนักคิดละฝ่ายต่างก็มีระบบมาตรฐานของตนเองสำหรับตัดสินใจเลือกความหมายในแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนหรือวิจารณ์คัดค้าน แต่ความคิดเหล่านี้ก็เป็นฐานที่จะเป็นพลังในการนำมาใช้ปรับปรุงปรัชญาของชาติให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ การไม่ปิดกั้นการตีความและกระตุ้นเตือนให้พัฒนาสำนึกมโนธรรมที่สามารถตัดสินใจเลือกวิถีในการปฏิบัติได้อย่างมีวิจารณญาณได้ ชี้ถึงเป้าหมายที่อยู่บนเกณฑ์กำกับความประพฤติดีที่สอดคล้องกับบริบทของรัฐชาติ เพื่อให้ได้เป้าหมายของชีวิตคือ ความสุข การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืน โดยชี้ชวนในส่วนที่คนส่วนมากในสังคมยังยึดถืออยู่เป็นจุดร่วม ถือเป็นหลักการที่ดี โดยใช้ “ความพอดี” เป็นหลักการร่วม และชี้แนวทางในการปฏิบัติที่เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างเหมาะสม เช่นนี้ การปฏิรูปหรือเปลี่ยนผ่านหรือจะเป็นการพัฒนาประเทศชาติก็ย่อมเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018