ศ.กีรติ บุญเจือ…

ปรัชญาตะวันตก พิจารณาได้ว่าเกิดในยุคโบราณ มีจุดเริ่มต้นจาก เธลิส (Thales) ซึ่งถือว่าเป็นคนแรกของปรัชญาตะวันตกเท่าที่รู้  ที่คิดว่าโลกมีกฎเกณฑ์ในตัวของมันเอง ขณะนั้นทุกคนยังคิดแบบดึกดำบรรพ์ คือ เชื่อว่าภัยธรรมชาติและเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นเกิดจากน้ำพระทัยของเบื้องบน เธลิสเองในระยะแรกก็คิดเช่นนั้น อยู่มาวันหนึ่งเธลิสเกิดเห็นปัญหาใหม่ขึ้นมาว่า” เราจะอธิบายเหตุการณ์ทั้งหลายโดยไม่อ้างเบื้องบนจะได้หรือไม่”[1]

เธลิสคิดว่าน่าจะได้ ถ้าเช่นนั้น “จะอ้างอะไร” สิ่งที่จะอ้างได้ก็มีเบื้องบน (On-High) กับเบื้องล่าง (On-Inferno) เมื่อไม่อ้างเบื้องบนก็ต้องอ้างเบื้องล่าง เธลิสตัดสินใจเลือกเบื้องล่าง จึงสอนว่า “เราจะอธิบายเหตุการณ์ทั้งหลายของเอกภพด้วยกฎของเอกภพเอง” เอกภพในทรรศน์ของเธลิส จึงมิใช่กลีภพ (chaos) อย่างที่ปรัชญาดึกดำบรรพ์สอน แต่เป็นเอกภพ (universe) ที่มีลักษณะเป็นจักรวาล (cosmos) คือเอกภพที่มีกฎเกณฑ์ในตัวเอง[2]

เธลิสบังมองเห็นปัญหาต่อไปว่า “เราจะรู้กฎของโลกได้อย่างไร” จึงมองว่าการรู้กฎนั้นต้องบุกเบิกคิดเอง แสวงหาเอง และเมื่อคิดค้นเองนั้นจะเริ่มตรงจุดไหนดี เพราะกฎของเอกภพมีมากมาย มีที่น่าเริ่มต้นได้มากมายเช่นกัน แต่เธลิสก็มองเห็นจุดเริ่มต้นได้อย่างเฉียบแหลม นั่นคือ จะรู้กฎของโลกต้องเริ่มค้นคว้าให้รู้ว่า “อะไรคือวัตถุดิบแรกของโลก”

วัตถุดิบแรก คือ วัตถุที่เป็นต้นตอของทุกสิ่งทุกอย่าง เรียกว่า “ปฐมธาตุ” (first element) เมื่อรู้ปฐมธาตุของโลกแล้วก็พยายามค้นคว้าหากฎการเปลี่ยนแปลงจากปฐมธาตุเป็นสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายต่อไป ยิ่งรู้มากเท่าใดเราก็ยิ่งสามารถควบคุมความเป็นไปของเอกภพได้มากเท่านั้น

เธลิสมีความสามารถสอนลูกศิษย์ให้เชื่อตามได้ และมีการสืบทอดแนวคิดนี้จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทรรศน์ และนำไปสู่นักปรัชญาสำนักต่าง ๆ ที่พยายามเสนอว่าอะไรคือ ปฐมธาตุ และการค้นพบกฎของโลก

นับแต่นั้นปรัชญาก็ได้ก้าวหน้า เมื่อย้อนรอยความคิดปรัชญาจึงแบ่งออกเป็น 3 สมัยตามปัญหาที่ถามเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ คือ กฎของโลก กฎความจริง และกฎความสุข ดังนี้

  • สมัยเริ่มต้น แสวงหากฎของโลก
  • สมัยรุ่งเรือง แสวงหากฎความจริง
  • สมัยเสื่อม แสวงหากฎความสุข

เมื่อศึกษาปรัชญาตะวันตกจะพบว่ามีการศึกษาตามนักปรัชญา เพราะยกให้นักปรัชญากรีกเป็นพระเอก มากกว่าสำนักคิดที่สังกัด และได้มีการศึกษาและจัดลำดับวิวัฒนาการความคิดไว้อย่างเหมาะที่จะเป็นตัวอย่างสำหรับการศึกษา  จึงนิยมระบุให้ชัดเจนลงไปว่าปรัชญากรีกยุคโบราณ โดยแบ่งออกเป็น 3 สมัย คือ

  • ปรัชญากรีกสมัยเริ่มต้น (Pre-Socratic philosophy)
  • ปรัชญากรีกสมัยรุ่งเรือง (Classic Greek philosophy)
  • ปรัชญากรีกสมัยเสื่อม (Hellenistic philosophy)

อย่างไรก็ตาม ปรัชญาที่ได้รับความสนใจมากที่สุดย่อมเป็นปรัชญากรีกสมัยรุ่งเรือง ที่เน้นการแสวงหากฎความจริง นั่นคือ การมองหา “สิ่งสากล” และ “มาตรการสากล” ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ยังสนใจมาจนถึงปัจจุบันผ่านแนวคิดของโสกราตีส เพลโต และอารีสโตเติล ที่เป็นส่วนสำคัญของวิชาอภิปรัชญาและญาณปรัชญา


[1]  ถ้าเธลิสคิดไม่ได้แหวกแนวเช่นนี้ แนวความคิดก็ยังคงเหมือนเดิม คือต้องอ้างน้ำพระทัยของเบื้องบนต่อไป แม้สมมุติว่าเธลิสคิดเช่นนั้น ก็ต้องยกย่องว่าเธลิสได้สร้างความก้าวหน้า ให้กับวงการปรัชญาแล้ว คือ สามารถมองเห็นปัญหาใหม่ที่ยังไม่มีใครเห็นมาก่อนเลย การเห็นปัญหาใหม่ก็นับว่าก้าวหน้าขึ้นมาขั้นหนึ่งแล้ว แต่ในความเป็นจริงนั้นเธลิสได้เห็นปัญหาใหม่ และได้พบคำตอบใหม่ซึ่งจะเป็นชนวนให้ก้าวหน้าต่อมาตามลำดับด้วย จึงต้องนับถือว่าเธลิสยิ่งใหญ่จริงๆ

[2] ตามบริบทที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เราต้องเดินตามนิยามว่าจักรวาล ได้แก่ วัตถุธาตุทั้งหลายที่มีอยู่รวมกันทั้งหมด ซึ่งอาจจะแบ่งส่วนออกเป็นหน่วยย่อย โดยมีวัตถุก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งเป็นศูนย์กลาง และก้อนเล็ก ๆ ใกล้เคียงเป็นบริวาร อย่างเช่น สุริยจักรวาลของเราก็เป็นจักรวาลย่อยในจักรวาลรวม

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018