ศ.กีรติ บุญเจือ…

ปรัชญาคือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต

คำว่าปรัชญาอาจเป็นคำที่ทำให้นึกถึงนักปรัชญาที่มักใช้คำพูดแปลก ๆ และดูเหมือนว่าจะเป็นคำพูดที่ขัดแย้งในตัวเอง หรือการใช้คำพูดสะดุดใจเพื่อให้ขบคิด ทำให้มองได้ว่าเป็นข้อคิดคำคมสอนใจ ใครพูดคำคม ๆ ก็เป็นนักปรัชญา คิดอย่างนี้ก็ไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกเสียทั้งหมด คำว่า philosophy มีความหมายตามรากศัพท์ภาษากรีกว่า ความรักหรือ “ความปรารถนาจะเป็นปราชญ์” นั่นคือ รู้ตัวเองว่ายังไม่ฉลาดแต่อยากจะฉลาด หรือแปลอย่างรวบรัดว่า “ความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด” และ philosopher ที่เราแปลกันว่านักปรัชญานั้น ก็ต้องแปลว่า “ผู้อยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด” ส่วนคนที่ฉลาดแล้ว เป็นนักปรัชญาตามความหมายของภาษาไทยนั้น ต้องใช้คำว่า “Sophist”

ปรัชญาเป็นทั้งเนื้อหาความรู้ และสาขาวิชา (discipline) ที่ทำให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษา นิสิตนักศึกษาที่ลงเรียนในวิชาปรัชญาหรือเรียนเอกปรัชญา ก็ย่อมต้องว่าเรียนเพื่อสอบเอาคะแนน และจำนวนหน่วยกิตเพื่อให้ครบตามเกณฑ์จบการศึกษา ผู้จะเป็นอาจารย์ในสาขาต่างๆ ก็มักเรียนเอาไว้สอนเป็นประวัติศาสตร์ความคิดของวิชาต่างๆ ที่ตนจะสอน สำหรับอาจารย์ปรัชญาก็เรียนเอาไว้เพื่อจะได้เป็นเนื้อหาสำหรับสอนและทำงานวิชาการ ส่วนคนทั่วไปนั้นเรียนไว้ให้รู้ เรียกว่ารู้ไว้ประดับปัญญา แต่หากมองในระยะยาว ไม่ว่าจะเรียนปรัชญาไปเพื่ออะไร ก็ต้องมองให้กระจ่าง

ถ้าจะถามว่าเรียนวิชาปรัชญานี้แล้วจะผลิตสินค้าอะไรขึ้นมาขาย หรือผลิตอะไรไว้ใช้เองได้บ้างหรือไม่ ก็ต้องตอบกันตรง ๆ ว่า ผลิตได้แค่หนังสือปรัชญาเท่านั้น ผู้ถามจะถามต่อไปได้ว่าหนังสือปรัชญาที่ผลิตขึ้นมานั้นมีประโยชน์อะไร ปัญหาก็วกเข้าหาเป้าหมายแท้ของวิชาปรัชญานั่นเอง คือ ถามว่าเรียนวิชาปรัชญาแล้วจะได้ความรู้อะไรบ้าง ก็จะตอบได้ว่า “รู้ปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก”

ปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกที่ว่านี้จะเป็นปัญหาอะไรก็ได้ อาจจะเป็นปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับชีวิตของเราเอง เช่น

  • คนคืออะไร
  • ตายแล้วไปไหน เป็นอย่างไร
  • ความดีคืออะไร
  • มาตรการใดเรียกว่ายุติธรรม
  • เวลาเป็นอะไรแน่
  • เวลาหวนกลับไม่ได้จริงหรือ
  • ศาสนาคืออะไร
  • ทำไมเราจึงต้องเคารพคำสอนของศาสนาอื่นด้วย
  • พระเทศน์บางทีก็ไม่ตรงกัน เราควรปฏิบัติตามคำสอนและคำแนะนำของพระแค่ไหน ในเรื่องใดบ้าง
  • ทำไมคนเราจึงต้องเชื่อคำสอนของศาสนา
  • ศาสดามีอยู่หลายองค์ด้วยกัน เราควรเชื่อองค์ไหน เชื่ออย่างไร และทำไมจึงต้องเชื่อ ฯลฯ

ปัญหาอีกส่วนอาจจะเป็นปัญหายาก ๆ ที่มีในวิชาการต่าง ๆ แต่ยังหาคำตอบแน่นอนไม่ได้ เช่น

  • เอกภพมีกำเนิดมาอย่างไร
  • มนุษย์เรามีความรู้ได้อย่างไร และรู้ตรงกับความเป็นจริงหรือไม่
  • สูตรคณิตศาสตร์อาจจะขัดแย้งกันได้หรือไม่
  • การปกครองระบอบไหนดีที่สุด เพราะเหตุใด
  • สสารและพลังงานเป็นอะไรกันแน่

ปัญหาเหล่านี้ บางปัญหา ต้องการความรู้ในวิชาสาขานั้น ๆ  จึงจะเข้าใจปัญหาได้อย่างแท้จริง แต่สาขาวิชานั้นยังไม่สามารถให้คำตอบที่แน่นอนตายตัวได้ ให้ได้แต่เพียงคำตอบชั่วคราวในระดับทฤษฎี ปัญหาจึงถือว่ามีคำตอบ แต่คำตอบยังไม่เป็นที่สุด จึงนับว่ายังเป็นปัญหาในระดับปรัชญา เพราะยังแก้ไม่ตก

ในเมื่อปัญหาปรัชญาเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสามัญหรือปัญหาทางวิชาการ นักปรัชญาและนักศึกษาปรัชญาจึงต้องพยายามรู้ต่อไปว่า ปัญหาแต่ละปัญหาเหล่านี้มีคำตอบใดบ้างที่พอจะรับฟังได้ เรียกได้ว่าเป็น “คำตอบที่เป็นไปได้” จะนับว่าเป็นคำตอบที่เป็นไปได้ก็ต้องมี “เหตุผลสนับสนุน” ให้เห็นว่าเป็นไปได้ หรืออย่างน้อยก็ต้องไม่ขัดแย้งในคำอธิบายของตัวเองและไม่ไร้ความหมาย

แต่การเรียนปรัชญาก็มิใช่เพียงเรียนเพื่อให้คิดปัญหาได้ หรือ หาคำตอบได้ แต่เป็นการสำรวจกระแสความคิดที่มีอยู่ของมนุษยชาติ ในลักษณะ “สำรวจใหม่หมดและไม่ละเลยอะไรเลย” (re-real all, reject none) ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่มีใจพร้อมที่จะย้อนอ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า และเลือกประเด็นที่สนใจเอามาคิดใหม่ เพื่อเสนอคำตอบใหม่ที่เหมาะสมกว่า หรืออย่างน้อยก็ชี้ได้ว่า คำตอบเดิมยังไม่เหมาะสม เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาความคิดของตน ผ่านการคิดวิเคราะห์ การแลกเปลี่ยนความรู็และประสบการณ์ การวิจักษ์คุณค่าของประเด็นที่คิดได้ และความพยายามนำเสนอคำตอบเท่าที่เป็นไปได้ ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นนิสัยที่ตรงตามคำว่า philosophy นั่นคือ ความอยากรู้ อยากเรียน อยากฉลาด และเป็นคุณลักษณะ (character) ที่สำคัญของคนที่จะพัฒนาตนเองในทุกด้าน อันเป็นเป้าหมายของกระบวนการของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า philosophy is character ปรัชญาคือนิสัย

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018