ผศ.(พิเศษ). ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

การมองเห็นปัญหาที่ผู้อื่นมองไม่เห็น และการแสวงหาคำตอบเท่าที่เป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นคำตอบใหม่หรือคำตอบเก่าแต่แสดงเหตุผลดีกว่าเดิม หรือต่างไปจากเดิม ถือเป็นหน้าที่อย่างสำคัญของผู้สนใจปรัชญาจนถึงระดับนักปรัชญา กระนั้น การเข้าใจปัญหานั้นจะต้องมองสถานภาพ (status) ของปัญหาให้ชัดเจน มองเห็นสารัตถะ (essence) หรือแก่นแท้ภายในของปัญหา และมองลักษณะปรากฎ (character) ของปัญหานั้น ซึ่งได้มีการแนะนำวิธีไว้หลายอย่าง เช่น อุปมานิท้ศน์ การแขวนความหมาย การทำใจเป็นกลาง และปรากฎการณ์วิทยา ซึ่งวิธีเหล่านี้ล้วนมุ่งไปสู่การมองสิ่งที่เป็นปัญหานั้นในระดับภววิทยา (ontological perspective) เพื่อให้เข้าใจความเป็นจริงอย่างที่ปรากฎ

ปัญหาในศาสนาพุทธของประเทศไทย (มองอย่างปรัชญาศาสนา จึงใช้คำว่าศาสนาพุทธ มิใช่พระพุทธศาสนา) หลายปัญหาก็เป็นปัญหาของศาสนาพุทธในประเทศอื่น หลายปัญหาก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตที่ยังคงเป็นปัญหาในปัจจุบัน การมองให้ลึกลงไปถึงระดับภววิทยาของปัญหาจึงเป็นส่วนสำคัญ แรกเริ่มของปัญหานั้นพึงต้องกำหนดให้ปัญหาในศาสนาพุทธเป็นปัญหาในระดับอภิปรัชญา คือ ความเป็นจริงของปัญหา มองหาแก่นของปัญหาเสียก่อน ก่อนที่จะมองว่าเป็นปัญหาจริยธรรม คือ การไม่ประพฤติดี การไม่ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นการมองในลำดับท้ายสุด เพราะมุ่งไปสู่การใช้ความรู้ในด้านต่าง ๆ เข้ามาควบคุม กำจัด ขจัดปัญญาเหล่านั้น สำหรับปรัชญาแล้วสนใจไปที่การมองในลึกซึ้งก็เพื่อจะได้วิเคราะห์ วิจักษ์ วิธานคำตอบไปแก้ไขปรับปรุงปัญหาได้ มิได้วิเคราะห์เพื่อวิพากษ์วิจารณ์แต่เพียงระดับเดียว และมิได้มุ่งควบคุมจัดการแต่อย่างเดียวเช่นกัน โดยมีส่วนของการวิจักษ์คุณค่าของสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นข้อต่อสำคัญในระบบความคิดเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ครบถ้วน รอบด้าน

ปัญหาในศาสนาพุทธของประเทศไทย เท่าที่ระลึกได้สามารถมองบนฐานคิดได้ 2 ฐานที่แตกต่างกัน ได้แก่ 1) ปัญหาของสังฆะ (ปัญหาของแต่ละหน่วยในศาสนาเอง) และ 2) ปัญหาของพุทธบริษัท (ปัญหาของศาสนากับคนในสังคม) ในการมองปัญหานั้น ปัญหาของสังฆะจะพิจารณาเฉพาะส่วนของสังฆสังคมและองคาพยพของสังฆสังคมเป็นสำคัญ ส่วนปัญหาของพุทธบริษัทจะมองภาพรวมของทั้งสังคมที่ศาสนาพุทธดำรงอยู่และดำเนินไป ทั้งนี้ การมองสังคมสามารถมองได้เป็น 2 มุมมองคือ การมองตามยาว (longitudinal perspective) เป็นการมองว่าแรกเริ่มสังคมเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของคน กลุ่มคนที่มีเป้าประสงค์เดียวกัน มารวมตัวกัน และต่อมามีการเพิ่มเติมสมาชิกของสังคมนั้นอย่างต่อเนื่องตลอดประวัติศาสตร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และการมองตามขวาง (vertical/trans-sectional perspective) เป็นการมองตัดเฉพาะสังคมในช่วงเวลาหนึ่งโดยพิจารณาองค์ประกอบของสังคมในเวลานั้นหรือช่วงเวลานั้นเป็นสำคัญ ดังนั้น จึงมีฐานอยู่ที่ว่ามีสังคมอยู่แล้ว มีบริบทใหม่เกิดขึ้น ผู้คนในสังคมมีการปรับตัวตามบริบทนั้นมากน้อยอย่างไร และมีการปรับปรุงบริบทของศาสนาให้เข้ากับสังคมด้วยเช่นเดียวกัน

เมื่อวางภววิทยาเช่นนี้ ก็จะมองเห็นปัญหาได้แตกต่างกันทั้งในด้านสารัตถะและบริบทของปัญหา ความแตกต่างกันเช่นนี้ จะทำให้การยกประเด็นปัญหามีการเรียงลำดับความสำคัญ แตกต่างกันไปตามความเข้าใจของผู้คิดปัญหานี้ ในระดับวิชาการทั่วไป จะยกประเด็นปัญหาจากลักษณะของปัญหาที่ปรากฎ (characters of problem) เช่น เห็นปัญหาใดปรากฎบ่อย ก็ยกเป็นประเด็นปัญหาขึ้นมาก่อน กระนั้น นักปรัชญาพึงวางปัญหาบนจุดที่ตนมีความมั่นใจในฐานคิดของตนว่ามีความรอบด้านเพียงพอ โดยประเด็นปัญหาแรกจะเป็นปัญหาที่เป็นศูนย์กลาง และมีปัญหาอื่น ๆ รายล้อมเป็นลำดับ ๆ ไป

A.S.Bundit, 2022

สถานภาพของปัญหาในศาสนาพุทธของประเทศไทยคือ ตัวปัญหามีการขยายตัวและเติบโตขึ้น (มีการเพิ่มทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณของปัญหา) และปัญหาที่เกิดในสังฆสังคมมีอิทธิพลต่อสังคมโดยทั่วไปด้วย เมื่อพิจารณาจุดยืนของปัญหาจะพบว่า ปัญหามีรากมาจากความไม่เข้าใจความเป็นจริง และปัญหาการยึดมั่นในเกณฑ์ตามคัมภีร์ตามกระบวนทรรศน์ยุคกลาง หรือยึดเกณฑ์ทางโลก (กฎหมาย) ตามกระบวนทรรศน์นวยุค ความไม่รู้และการยึดมั่นถือมั่นได้นำไปสู่การปฏิบัติที่แตกต่างกัน จนถึงการปฏิบัติผิด ซึ่งฝ่ายเคร่งครัดก็จะมีแนวคิดในการมุ่งแก้ไขปัญหาเพื่อให้กลับมาถูกต้องอย่างในอุดมคติของศาสนาพุทธ (เป้าหมายของฝ่ายนี้คือ ความสัมบูรณ์สูงสุด) ในขณะที่อีกฝ่ายได้แก่ ฝ่ายมนุษยนิยมก็จะมีแนวทางในการปรับตัวเพื่อให้ดำรงความเป็นมนุษย์และอยู่ร่วมกับยุคสมัยได้ (เป้าหมายคือ ความกลมกลืน) ดังนั้น จึงอาจนำประเด็นปัญหาที่ได้รับการวิพากษ์มาพิจารณาใหม่เพื่อให้ได้เข้าใจความเป็นจริงของประเด็นปัญหานั้นอีกครั้ง ตัวอย่างเช่น

สถานภาพ – ศาสนาพุทธดำรงอยู่มายาวนาน
สารัตถะ -ศาสนาพุทธเป็นหน่วยปฏิบัติและเผยแพร่ธรรมะเพื่อปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เพื่อนิพพาน
ลักษณะปรากฎ– ศาสนาพุทธมีศาสนสถานจำนวนมาก มีสำนักเรียน มีอาจารย์ผู้สอน

เมื่อพิจารณาจากสารัตถะของตัวอย่างที่ยกมานี้ ปัญหาหลัก ก็จะเป็นเรื่องของการเทศนาแบบธรรมเนียมไม่ได้รับความนิยม การพูดธรรมด้วยคำคม คำกระทบกระเทียบ ได้รับความนิยมมากกว่า ส่วนปัญหาอื่นที่ๆ ที่ปรากฎในสังคมก็จะถือว่าเป็นปัญหารอง เช่น
ปัญหารอง 1 : ภิกษุ (พระ) บางกลุ่มเน้นการจัดสร้างพระเครื่อง พระบูชา รวมถึงมีการสร้างเครื่องรางของขลังที่เป็นอวิชชา (เดรัจฉานวิชา)
ปัญหารอง 2 : วัดหรือศาสนสถานในพุทธ (วัดเถรวาท) มีรูปเคารพต่างนิกาย และเทวรูปต่างศาสนาที่เน้นการเซ่นสังเวยเป็นสำคัญ
ส่วนปัญหาที่เกี่ยวข้อง ก็เช่น ปัญหาค่านิยมการบวชตามธรรมเนียมไทย การยกย่องภิกษุเป็นพระ (วร=ดี) และปัญหาการเมืองของสังฆสังคม เป็นต้น

การจำแนกปัญหาก็จะวางลำดับความสำคัญได้ง่าย ซึ่งจากตัวอย่างนี้ ปัญหาหลักคือ การสอนผ่านการเทศนาแบบธรรมเนียมไม่ได้รับความนิยม การพูดธรรมโดยการใช้คำคมมาเป็นคำสอนธรรมได้รับคำนิยม ซึ่งเมื่อมองผ่านฐานคิด 2 ฐานคือ สังฆะและพุทธบริษัท ฝ่ายสังฆะสืบทอดคำสอน มีคัมภีร์เดิม (พระไตรปิฏก) ที่มีฉบับแปลหลายสำนัก หลายสำนวน มีสำนักเรียนและผู้สอนนำไปสอนได้แตกต่างกัน เน้นภาษาศาสนาและการอธิบาย แต่ไม่เป็นสำนวนเดียวกัน ในขณะที่หลายวัด พระก็มิได้มีการเรียนปริยัติ ทำให้ความรู้ความเข้าในธรรมในลำดับปริยัติต่างกัน ปฏิบัติและปฏิเวธจึงเกิดความแตกต่างกันไป ฝ่ายพุทธบริษัทหรือฝ่ายสังคมมีความก้าวไปตามบริบทโลก เน้นการใช้คำที่ง่าย (ภาษาสามัญ) และรูปแบบการนำเสนอที่ต้องดึงความสนใจของคนในสังคม แต่เดิมเน้นเป็นสุภาษิตคำกลอน ในปัจจุบันเน้นคำคม และคำวิพากษ์กระแนะกระแหน ซึ่งถูกใจคนรุ่นใหม่ อีกทั้งเนื้อหาที่นำมาสอนก็ปรับจากเนื้อหาพุทธประวัติ การบำเพ็ญบารมี มาเป็นข้อธรรมสำหรับปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

เมื่อวิเคราะห์ได้เช่นนี้ ก็พึงวิจักษ์คุณค่า คำสอนศาสนาแบบธรรมเนียม ทำให้มีการศึกษาภาษาบาลีอย่างจริงจัง มีการสอบเปรียญ มีการขยายความอย่างลึกซึ้งขึ้น แต่ก็ทำให้เกิดการตีความไปตามขนบของนิกายตนที่แตกต่างกัน จึงมีคำสอนที่สอดคล้องกันบ้าง ขัดแย้งกันบาง วัดมีทั้งวัดบ้าน วัดป่า ที่มีแนวคำสอนและการสอนปฏิบัติแตกต่างกัน หากแต่วางอยู่บนเส้นทางสายกลาง ซึ่งต้องเชื่อใจในผู้ออกบวช ไม่ระแวงกัน แต่ต้องระวังไว้มิให้ย่อหย่อนเกินไปหรือเคร่งครัดเกินไปจนพ้นจากทางสายกลาง สำหรับสังคมนั้น ฝ่ายเคร่งครัดจะเพ่งไปยังจุดที่ย่อหย่อน ตำหนิและเรียกร้องการกำกับควบคุม (วินัย) ในทุกๆ ด้าน ส่วนฝ่ายมนุษยนิยมจะเพิ่งไปที่การปฏิบัติที่พอดีหรือการสอนที่เข้าใจง่าย และไม่ยอมรับความมีอยู่ของภาวะอภิสิทธิชนของพระ แม้จะเป็นพระที่สอนดีก็ตาม

สำหรับการวิธานเป็นหลักคำตอบเพื่อแก้ไขปัญหา พึงใช้หลักความพอดี ความพอดีคือ สิ่งที่ปรากฎหรือกระทำมีความเหมาะสมกับกาลเทศะ มีการกำกับตนเองของภิกษุเป็นสำคัญ มิใช่การมองว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ซึ่งเป็นการนำเกณฑ์มาตั้ง แต่เป็นการย้อมทวนความเป็นจริงว่า การกระทำนั้นๆ เกิดจากความคิดอะไร ความต้องการอะไร มีสิ่งใดแฝงเร้น จนแสดงออกทางกาย วาจา และใจ ไปเช่นนั้น ไม่ว่าจะฝ่ายสังฆะหรือพุทธบริษัทก็พึงย้อนสำรวจตนเอง นำเอาทิฏฐิมาแผ่กางออกเพื่อดูตนเอง ซึ่งจะพบหลักปฏิเวธที่พอดีของตน และตระหนักถึงทิฏฐิ ความชอบ/ไม่ชอบที่ตนมีอยู่ เมื่อเข้าใจตนเองก็ย่อมแสดงออกไปสู่ผู้อื่นเป็นข้อคิดเห็นหรือคำแนะนำที่เป็นไปได้ ข้อสังเกตเพื่อให้นำไปทบทวนในการปฏิบัติต่างๆ ให้เหมาะสมกับบริบท ไม่เคร่งและไม่หย่อนจนเกินไป ปัญหาการสอนธรรมจึงมิได้อยู่ที่จะสอนอย่างธรรมเนียมหรือสอนเป็นคำคมอย่างสมัยใหม่ แต่อยู่ที่ว่า คิดอะไร จึงสอนอย่างนั้น ส่วนผู้ฟังชอบอะไรจึงสนใจความสอนอย่างนั้น การปรับตัวของแต่ละฝ่ายจะแสวงหาจุดสมดุลร่วมได้ในระดับสังคมได้

จากตัวอย่างที่ยกมาถึงปัญหาของศาสนาพุทธในประเทศไทย เป็นการทดลองคิดต่อปัญหา ซึ่งฝ่ายอื่น ผู้อื่น อาจกำหนดภววิทยาของปัญหาที่ตนสนใจเป็นปัญหาหลักได้ โดยให้พิจารณาสถานภาพและลักษณะปรากฎที่ชัดเจนเพื่อนำไปคิดต่อให้รอบคอบผ่านการวิเคราะห์ วิจักษ์และวิธานได้ เช่นนี้ ย่อมมีคำตอบใหม่หรือคำตอบที่ดีกว่าของปัญหาศาสนาพุทธในประเทศไทยได้

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018