ดร.พจนา มาโนช…ปร.ด. (ปรัชญาและจริยศาสตร์)…

อิงเกิลฮาร์ท (Inglehart, 1993) ชี้ว่าประชาชนมีการปฏิเสธอำนาจเชิงหน้าที่ของสถาบันข้าราชการและสถาบันศาสนา ผู้คนเกิดการไม่เชื่อใจต่อความเป็นสถาบันของรัฐและนำไปสู่การละเลยกฎหมายในที่สุด

ฮูดาชเชียน (Hoodashtian, 2002) ก็ชี้ว่า นอกจากความล้มเหลวของชาติรัฐสมัยใหม่แล้ว ในขณะเดียวกันการหมดไปของการปะทะกันทางอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ได้ทำให้คุณค่าเชิงอุดมการณ์หายไปด้วย เมื่อขาดอุดมการณ์ทางการเมือง รูปแบบความประพฤติตามอุดมการณ์ก็ถูกละเลยไปพร้อมๆ กัน ใครจะคิดจะทำสิ่งใดก็ทำได้โดยอ้างว่าเป็นเสรีภาพส่วนบุคคล และเริ่มทำการปฏิเสธกฎระเบียบและกฎหมายอันนำไปสู่ความล้มเหลวของระบบที่ออกแบบไว้เพื่อสร้างสังคมอุดมคติจากแนวคิดทั้งสองนี้จะเห็นได้ว่าระบบราชการหรือระบบการจัดการต่างๆ ที่ได้ออกแบบไว้อย่างนวยุค (modernism) นั้นกำลังเสื่อมอำนาจ ไม่อาจบังคับให้ผู้คนทำตามระบบได้ และเป็นช่องโหว่ (gap) ที่จะทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นได้ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะพยายามเสริมความแข็งแกร่งของระบบอย่างไรก็ตาม หรืออบรมผู้คนให้มีคุณธรรมจริยธรรมก็ยังไม่เท่าทันกับความรู้สึกปฏิเสธอำนาจเชิงหน้าที่ของระบบต่างๆ

ดังนั้น หากต้องการระงับยับยั้งคอร์รัปชั่นให้ได้รวดเร็วและเป็นจริงได้นั้น ฝ่ายคนรุ่นใหม่ย่อมมองได้ว่าไม่ควรชักช้าเสียเวลาไปกับกฎหมายและการอบรมคุณธรรมจริยธรรม แต่ควรคิดในเชิงปฏิบัติด้วยการใช้เครื่องมือเชิงระบบสมัยใหม่เข้ามาย่อมดีและง่ายกว่า ด้วยยุคปัจจุบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป กิจกรรมทางปัญญาของมนุษย์ คือ การปรับเปลี่ยนองค์กร การใช้ชีวิตประจำวันเป็นยุคการเปลี่ยนผ่านดิจิทัล (digital transformation) คือ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในโลกดิจิทัลให้สะดวกสบายและพรั่งพร้อมมากขึ้น ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบและการต่อต้านคอร์รัปชั่นก็มีการคิดค้นระบบ “บล็อกเชน” (Blockchain) โดย บล็อกเชนเปรียบเสมือนครือข่ายการเก็บข้อมูลแบบกระจายอำนาจซึ่งทุกคนสามารถเข้าถึงและได้รับข้อมูลชุดเดียวกัน โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บอยู่ในแต่ละบล็อก (block) ที่เชื่อมต่อกันเหมือนห่วงโซ่ (chain) ลักษณะเด่นของบล็อกเชนซึ่งเหมาะสมที่จะเป็นเครื่องมือช่วยสร้างระบบที่ดีโดยมีคุณสมบัติคือ

  1. มีความน่าเชื่อถือ (trust) เพราะเมื่อมีกิจกรรมหรือธุรกรรมใดๆ เกิดขึ้น ระบบจะทำการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดยผู้ที่อยู่ในเครือข่ายจะช่วยยืนยันความถูกต้องของกิจกรรมหรือธุรกรรมทำให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ
  2. กระจายข้อมูล ไม่รวมศูนย์ (decentralization) เพราะบล็อกเชนเป็นเครือข่ายแบบกระจายไม่มีศูนย์กลางจัดเก็บข้อมูล แต่ข้อมูลธุรกรรมต่างๆ จะถูกบันทึกและสำเนาข้อมูลไว้ในสมุดบัญชีแบบกระจาย (distributed leader) หรือถูกจัดเก็บโดยคอมพิวเตอร์จำนวนมากซึ่งทุกคนในเครือข่ายสามารถเข้าถึงได้
  3. ข้อมูลเปลี่ยน แก้ไข/ดัดแปลงไม่ได้ (immutability) เพราะหากใครก็ตามที่พยายามจะเข้าไปแก้ไขข้อมูลหรือใส่ข้อมูลปลอมจะถูกตรวจสอบได้ทันที เพราะข้อมูลปลอมจะไม่ตรงกับชุดข้อมูลในคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ในเครือข่าย
  4. โปร่งใส (transparency) เพราะข้อมูลเปิดให้ทุกคนเห็นได้ และตรวจสอบได้ง่ายไม่ขึ้นตรงกับคนหนึ่งคนใด
  5. ตรวจสอบย้อนกลับได้ (traceability) เพราะข้อมูลธุรกรรมหรือกิจกรรม ถูกจัดเก็บตามลำดับเวลา ทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับได้ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นและตลอดทางของทุกเส้นทางธุรกรรม
  6. เชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด (stakeholder connectivity) เพราะเครือข่ายแบบออนไลน์ทำให้สามารถเชื่อมโยงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้
  7. รองรับข้อมูลขนาดมหึมาได้ (big data : can be used) โดยกรณีบล็อกเชนของเงินดิจิทัลสกุลบิทคอยน์ (Bitcoin) ซึ่งมีเครือข่ายขนาดใหญ่ เมื่อหลายปีแล้ว บิทคอยน์มีกำลังของคอมพิวเตอร์เครือข่ายมากถึง 3.5 ล้านเทราแฮชต่อวินาที ซึ่งมากกว่าธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของโลก 1 หมื่นแห่งรวมกัน ปัจจุบันเครือข่ายของบิทคอยน์ มีกำลัง 17.6 ล้านเทราแฮชต่อวินาที ซึ่งใหญ่เกินกว่าระบบคอมพิวเตอร์ใดๆ จะเข้าแทรกแซงได้
  8. แสดงผลตามเวลาจริง (real time) /ปลอดภัย (security) เนื่องจากเป็นระบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับระบบออนไลน์ มีการรับประกันความปลอดภัยโดยวิทยากรการเข้ารหัส ทำให้มีความเสี่ยงน้อยกว่าระบบอื่น
  9. มีประสิทธิภาพชัดเจน (optimization) เหตุผลจากเป็นการทำธุรกรรมระหว่างบุคคลหรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านคนกลาง ทำให้ประหยัดเวลาและลดต้นทุนในการดำเนินธุรกรรม หลีกเลี่ยงระบบสินบนหรือผู้มีอิทธิพลมาครอบครอง
  10. ช่วยสร้างแรงจูงใจ (incentivitization) ระบบบล็อกเชนดำเนินไปได้ด้วยการตรวจสอบจากผู้เล่นต่างๆ ในเครือข่าย ระบบนี้จึงสร้างแรงจูงใจแก่ผู้เล่นในเครือข่ายให้แข่งขันกันตรวจสอบ และยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมต่างๆ บันทึกข้อมูลธุรกรรม โดยผู้เล่นที่ทำสำเร็จจะได้รับรางวัลเป็นเงินดิจทัล เป็นต้น

ระบบสมัยใหม่อย่างบล็อกเชนจะช่วยลดการทุจริตอันเนื่องจากการบิดเบือนข้อมูล ตัวอย่างเช่น โรงเรียน Holberson ในรับแคลิฟอร์เนียสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศว่าจะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาจัดการเกี่ยวกับใบประกาศนียบัตรให้กับนักเรียน ซึ่งจะทำให้ผู้เกี่ยวข้องมั่นใจได้ว่านักเรียนแต่ละคนได้ผ่านการเรียนการสอนของโรงเรียนอย่างแท้จริง ช่วยให้การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและเอกสารยืนยันต่างมีความน่าเชื่อถือโดยไม่ต้องมีการลงนามรับรองในเอกสารใดๆ ทั้งยังทำให้การปลอมแปลงวุฒิการศึกษาเป็นไปได้ยาก ดังนั้น จึงไม่ต้องวิตกอีกว่าจะออกฎหมายได้ครอบคลุมหรือไม่ หรือว่าอบรมคุณธรรมจริยธรรมแล้วได้ผลไหม เพียงแต่ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ก็จะทำให้ระบบมีประสิทธิภาพได้ ระบบที่เน้นการตรวจสอบตนเองซ้ำไปมาโดยผู้มีส่วนร่วมเช่นนี้ ดีเสียกว่าออกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชั่น อีกทั้ง สามารถช่วยในส่วนภาครัฐให้มีประสิทธิผล ป้องกันข้อมูลให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และลดการทุจริตคอร์รัปชั่นในการดำเนินนโยบายของรัฐและเอกชนได้


อย่างไรก็ตาม ในอีกทรรศนะหนึ่ง มนุษย์เชื่อและคิดตามข้อมูลที่ได้รับรู้ ซึ่งรวมทั้งการรู้จักนำข้อมูลมาคิดวิเคราะห์ แยกแยะ แตกย่อยให้เห็นรายละเอียด คิดสังเคราะห์ คิดรวมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยใช้เหตุผลและประสบการณ์เชื่อมโยงข้อมูลเข้ากันด้วยเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ๆ แยกเป็นสาขาวิชาต่างๆ และที่เจริญก้าวหน้าที่สุดคือ เทคโนโลยี ที่เป็นผลผลิตของความรู้เหล่านั้น หากแต่การให้ความสนใจเทคโนโลยีในฐานะเครื่องมือและพึ่งพาเทคโนโลยีเช่นนี้ มนุษย์ก็จะกลายเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีเท่านั้น มองทุกอย่างเพียงประสิทธิภาพและประสิทธิผล มนุษย์เหล่านี้จะเป็นนักสสารนิยมและยึดมั่นในนวยุคนิยมไปในที่สุด ซึ่งการยึดมั่นเช่นนี้จะทำให้เกิดการลดคุณค่าของระบบอื่นลงไป เขาจะเพิกเฉยต่อหลักกฎหมายและการอบรมคุณธรรมจริยธรรม นำไปสู่การละเลยปัญญาของตนเอง เป็นเพียงนักปฏิบัติที่ถือว่าอะไรปฏิบัติได้ก็คือ ดี สนใจแต่เพียงวิธีการและเชื่อว่าวิธีการจะนำไปสู่ผลที่ดี ในทุกด้าน

แม้ว่าบล็อกเชนจะเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบได้ โดยถือว่ามีการตรวจสอบข้อมูลโดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย แต่การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นด้วยความโปร่งใสแต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะคอร์รัปชั่นมีความหลากหลายในรูปแบบและวิธีการ มีการคอร์รัปชั่นอีกหลายอย่างที่ไม่ปรากฎบนระบบเทคโนโลยี เช่น คอร์รัปชั่นกลุ่มสีขาว คอร์รัปชั่นกลุ่มสีเทา เช่นนั้น ระบบบล็อกเชนย่อมไม่อาจตรวจพบได้ เช่น การเปิดเผยข้อมูลความลับแก่คู่แข่ง การฮั้วประมูล ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้เลยผ่านบล็อกเชนว่าได้มีการกระทำการเปิดเผยข้อมูลลับ เพราะอาจพูดคุยกันแบบพบหน้ากันเท่านั้น หรือตกลงกันในทางลับถึงการฮั้วประมูล นั่นย่อมเปิดช่องโหว่ที่เทคโนโลยีก้าวไปไม่ถึง หากมุ่งเพียงใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ก็เท่ากับการใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว ในที่สุดก็ย่อมจะมีปลาที่หลุดตาข่ายไปจำนวนมาก

การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นตามแนวทางหลังนวยุคสายกลาง เน้นไปที่การทำให้ระบบที่เสียหายจากคอร์รัปชั่นได้รับการแก้ไข้ การแก้ไขย่อมต้องใช้คนเข้ามามีส่วนแก้ไข การออกกฎหมายใหม่ให้รัดกุม การออกแบบระบบให้รัดกุม รวมไปถึงการฟื้นคืนระบบที่หย่อนยานไปแล้วก็คือ การอบรมคุณธรรมจริยธรรมแก่เจ้าหน้าที่และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเกี่ยวข้องกับคน ดังนั้น อาจมองได้ว่ากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodern paradigm) ให้ความสำคัญกับการเข้ามามีส่วนร่วมของทุกฝ่าย อีกทั้งกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางไม่ต้องการเพียงการเข้ามาเพราะมีผลประโยชน์ร่วมกันเท่านั้น แต่ต้องการให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยตระหนักได้ถึงหน้าที่และจิตสาธารณะ ซึ่งควรส่งเสริมจนเป็นวัฒนธรรมของสังคมและในระดับประเทศจนเกิดเป็นวัฒนธรรมต่อต้านการคอร์รัปชั่น

ในแต่ละองค์กรต่างก็ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องวัฒนธรรมขององค์กร ที่เริ่มด้วยการสร้างค่านิยมที่จะเป็นจิตวิญญาณของบริษัท เช่น การรทำธุรกิจอย่างซื่อตรง ถ่ายทอดให้เกิดการปฏิบัติทั้งองค์กร นำไปสู่วัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง อีกประเด็นที่ควรกล่าวถึงคือ ประโยชน์ที่ทั้งบริษัทและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะได้จากการทำธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล เช่น ความไว้วางใจของทุกฝ่ายที่มีต่อธุรกิจของบริษัท ชื่อเสียงและการยอมรับของสังคม สำหรับระดับประเทศสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ภาคธุรกิจของประเทศจะเป็นภาคธุรกิจที่น่าเชื่อถือ ที่ทุกคนอยากทำธุรกิจด้วย มีความโปร่งใส มีการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นพลังที่ต่อยอดไปสู่ความเข้มแข็งด้านนวัตกรรม ดั่งมีความตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2520 ความว่า


“…การจะทำงานให้สัมฤทธิ์ผลที่พึงปรารถนา คือ ที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรมด้วยนั้น จะอาศัยความรู้แต่เพียงอย่างเดียวมิได้ จำเป็นต้องอาศัยความสุจริต ความบริสุทธิ์ใจ และความถูกต้องเป็นธรรม…”


จากแนวคิดทั้งสองฝ่าย การนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ในระบบการจัดการ ระบบการทำงานเพื่อให้เกิดการควบคุมและการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ การสร้างระบบที่มีการแข่งขันกันอย่างเสมอภาค สามารถนำใช้ได้ แต่ไม่อาจถือเอาเป็นหลักเพียงหลักเดียวได้ ควรที่จะวางมาตรการทางกฎหมาย มาตรการทางสังคม รวมไปถึงการอบรมคุณธรรมและจริยธรรมร่วมด้วยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดปัญญาที่จะรู้ว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี และควรปฏิบัติต่อสิ่งต่าง ๆ อย่างไร เพื่อให้ระบบหรือองค์กรดำเนินกิจกรรมของตนได้อย่างยั่งยืน

ส่วนหนึ่งของ พจนา มาโนช. (2562). มรดกเชิงพลวัตผ่านกระบวนทรรศน์ทั้งห้ากับการแก้ไขทุจริต: การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน. วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018