ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต
ศัพท์คำหนึ่งที่สำคัญในวงการปรัชญาไทย และมีส่วนเกี่ยวเนื่องในวงการศาสนาที่จะต้องเข้าใจสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง นั่นคือ คำว่า “สัต”
คำว่า สัต เป็นคำที่เทียบสันสกฤตที่มีความหมายตรงกันกับคำภาษาละติน Esse (เอสเซ) ภาษากรีก On (โอน) ซึ่งมีความหมายว่า “เป็นอยู่, มีอยู่” ซึ่งคำนี้ในภาษาอังกฤษใช้ว่า Being ที่ใช้ B เพราะให้แตกต่างจาก being ที่แปลว่า สิ่งมีชีวิต และ to be ที่แปลว่า เป็น อยู่ คือ แต่จะเห็นรากของความหมายที่เชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกัน
ในทางปรัชญา สัต หมายถึง สิ่ง สิ่งนี้เป็นความเป็นจริง (reality) ที่ดำรงอยู่จริง (exist) หรือ เป็นอยู่จริง เป็นสภาวะความดำรงอยู่ของสิ่งนั้น ซึ่งจะเป็นฐานสำหรับไว้คิด (วัตถุแห่งความคิด object of thinking) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในหลักการของภววิทยา (ontology) เพื่อให้ได้คิดเพื่อเข้าใจทั้งในด้านจินตภาพ (image) และ มโนภาพ (concept) สำหรับเข้าใจความเป็นจริงทั้งหลาย ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการคิดอภิปรัชญา (metaphysics)
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ สัต นี้หากเข้าใจในแนวทางของชีวิต จะใช้คำว่า สัตว์ มาจากภาษาสันสกฤต สตฺตฺว แปลว่า ความเป็น (being) ซึ่งภาษาไทยนำมาใช้ในการหมายถึง สิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์ (animal) แต่ในทางศาสนาได้ใช้ สัตว์ ในความหมายของชีวิตแเช่น โพธิสัตว์ อันหมายถึง สิ่งที่มีปัญญาตรัสรู้ได้ จึงมิได้หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์ดังความหมายทั่วไป อีกทั้ง สัต ยังเข้าใจผ่านสสารนิยมว่าเป็น สิ่ง thing ที่หมายถึง สิ่งของ คือ สสารกายภาพต่างๆ อีกด้วย
ดังนั้น ในการตีความจะต้องมองฐานคิดของคำว่า สัต-สัตว์ ให้เป็นว่าในตัวบทนั้นใช้ในฐานะใด สัต ที่เป็นสิ่งนั้นมีความเป็นภาวะ (ภาวะวิสัย/อัตวิสัย) หรือเป็นกายภาพ (วัตถุวิสัย) ทั้งนี้ พาร์เมนิดีส (515-459 ก.ค.ศ.) นักปรัชญาแห่งสำนักอีเลีย (School of Elea) ได้เสนอแนวคิดว่าด้วย ความเป็นจริง/สิ่ง/สัต ไว้ว่า
“whatever is is, and what is not cannot be.”
ข้อความนี้ แปลได้ว่า สิ่งใดที่เป็นอยู่ย่อม “เป็น” สิ่งใดที่มิเป็นย่อม “มิอาจเป็นได้” พาร์เมนิดีสมีทรรศนะว่า สิ่งเป็นอยู่ทั้งหลายย่อมมีสภาวะเป็นนิรันดร์ ไม่ขึ้นกับกาลเวลาและไม่เปลี่ยนแปลงไปด้วยตนเอง ด้วยเหตุนี้ สิ่งใดที่เป็นอยู่ย่อมเป็นอย่างสมบูรณ์ ส่วนความเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นนั้นเป็นสิ่งลวง (illusion) ที่เรามองว่าสิ่งนั้นจะกลายเป็น (becoming) อะไร หรือ ไม่เป็นอะไร “not be”
อภิปรัชญา มองว่า สิ่งมีได้ 3 รูปแบบ คือ จิตนิยมเชื่อว่า สิ่งทั้งหลายเป็นจิต สสารนิยมเชื่อว่า สิ่งทั้งหลายเป็นสสาร และทวินิยมเชื่อว่า สิ่งทั้งหลายเป็นจิตและสสาร หรือเป็นทั้งจิตและสสาร
สัต ถูกละเลยในช่วงกระบวนทรรศน์นวยุค (modern) เนื่องจากเน้นการค้นพบสิ่งต่างๆ แยกเป็นสิ่งเฉพาะหน่วย (particular) เช่น อะตอม ชนิดของพืช สัตว์ เป็นต้น มุ่งไปสู่การจัดแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ตามฐานคิด แต่เรื่อง สัต ได้ถูกเน้นให้สำคัญอีกครั้ง ผ่านแนวคิดปรากฎการณ์วิทยา ซึ่งสนใจ สิ่ง ในฐานะของ “ภาวะ” ซึ่งเป็นภาวะเป็นที่มนุษย์รู้ได้โดยที่มนุษย์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของโลก (world) โดยมองผ่านแนวคิดของไฮเดกเกอร์ (1889-1976) ที่เน้นให้เราสนใจสิ่งต่างๆ ในฐานะ being-in-itself และ being-in-the-world ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างที่สิ่งนั้นเป็นตามความเป็นจริง

