ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

วิมตินิยม (Skepticism) เป็นทัศนคติที่ตั้งคำถามหรือข้อกังขา (doubt) ต่อการกล่าวอ้างทางความรู้ที่ถือว่าเป็นเพียงความเชื่อ (belief) หรือหลักคำสอน (dogma) ทั้งนี้ skept มีความหมายว่า ค้นหา สืบค้นหา มองหา จึงหมายถึงผู้ที่ค้นหาความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม ชาววิมตินิยมมักจะแสดงตนผ่านทัศนคติเชิงลบ (negative attitude) ต่อคำกล่าวอ้าง ความเชื่อและคำสอนของสำนัก สถาบัน หรือหน่วยงานของรัฐ (governance claims) ในเรื่องต่าง โดยจะสงสัยว่าคำกล่าวอ้างเหล่านี้ถูกต้อง (accuracy) หรือไม่ แรงจูงใจของทัศนคตินี้มักเกิดในใจหรือความคิดของคนผู้นั้นว่า หลักฐาน (fact/evidence/data) ที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนข้อเชื่อหรือคำสอนว่าเป็นความเป็นจริง (reality) และในทางรูปแบบ ความสงสัยจะเกิดขึ้นกับวิธีการได้มาซึ่งหลักฐานหรือความรู้นั้น ด้วยเชื่อว่าวิธีการนั้น ๆ ไม่อาจเข้าถึงความจริงสมบูรณ์ได้ (absolute truth) ดังนั้น วิมตินิยมจึงเป็นฝ่ายตั้งคำถามกับนักอภิปรัชญา นักญาณวิทยาอยู่เสมอ  บางตำราก็เรียก วิมุตินิยม หรือ กังขาคติ

ชาววิมตินิยมมีแนวทางสำคัญในฝ่ายตนซึ่งน่าสนใจก็คือ ให้แต่ละคนที่เป็นผู้มีความรู้ ผู้รู้ ไม่ว่าจะเป็นในทางวิชาการ ทางเทคนิค ไม่ให้ตัดสินใจว่าสิ่งใดถูกหรือผิดด้วยหลักวิชาหรือหลักเทคนิคของตน เพราะจะเท่ากับมีอคติ (bias/prejudice) แต่ละคนพึงการรักษาทัศนคติที่เป็นกลาง (neutrality) ต่อความเชื่อและคำสอนต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ชาววิมตินิยมส่วนใหญ่ได้สะท้อนท่าทีต่อแนวทางนี้เป็นการไม่ยอมรับและก็ไม่ปฏิเสธต่อความเชื่อและคำสอนหนึ่ง ๆ ที่ตนมักรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง โดยจะตั้งคำถามเพื่อให้ความเชื่อและคำสอนนั้นมาตอบในสิ่งที่ตนสงสัย เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็ตั้งคำถามต่อ เพื่อให้ความเชื่อและคำสอนนั้นมาตอบต่อไปเรื่อยๆ โดยวางพื้นฐานว่า ตนสนใจในเรื่องนั้นด้วยความเป็นกลาง

วิมตินิยมเชิงปรัชญา (philosophical skepticism) เป็นรูปแบบหลักของความสงสัยในนักวิชาการที่มีความเข้าใจในระดับปรัชญา ชาววิมตินิยมในกลุ่มนี้จะมองเห็นอคติที่มีอยู่ในทฤษฎีต่าง ๆ เพราะว่าทฤษฎีเหล่านั้นมักจะเกิดจากการอ้างความรู้ที่แน่นอน (certain knowledge) จากมุมมองของสามัญสำนึก (common sense)

ในอีกระดับหนึ่ง ชาววิมตินิยมจะแสดงความกังขาต่อทุกความรู้ทางปรัชญา โดยปฏิเสธ “ความรู้หรือความเชื่อที่มีเหตุผลเป็นไปได้” ด้วยเชื่อว่า ความรู้และความเชื่อเหล่านั้นล้วนเป็นไปได้เพราะระบบเหตุผลเท่านั้น เป็นเพียงเรื่องของกระบวนการคิดและความของมนุษย์ (human thoughts) เท่านั้น และการแสดงความสมเหตุสมผล (reasonable) เป็นเพียงความได้เปรียบของผู้รู้ระบบเหตุผล (reasoning) เท่านั้น

ชาววิมตินิยมต่างจากชาวสมบูรณ์นิยม (Absolutism) ซึ่งเชื่อว่าตนเข้าถึงความเป็นจริงได้ และรู้ความจริงสมบูรณ์ สิ่งที่ต่างไปจากที่ตนรู้ล้วนไม่ครบถ้วน บกพร่องทั้งสิ้น ชาววิมตินิยมเชื่อว่า ตนรู้ได้เท่าที่รู้ตอนนี้และจำต้องสืบค้นหาความรู้ให้ยิ่งยวดยิ่งขึ้น จึงทำการตั้งข้อสงสัยต่อสรรพสิ่ง เกิดเป็นแนวคิดสงสัยสากล (universal doubt) ซึ่ง เดการ์ต (Rene Decartes) ได้นำเสนอต่อโลกปรัชญา อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ได้รับการต่อต้านอย่างยิ่งจากชาวสมบูรณ์นิยม ซึ่งมักจะเป็นนักปรัชญาศาสนา นักเทววิทยาและนักบวชในศาสนา ซึ่งจะต้องมีข้อเชื่อที่ห้ามสงสัยอยู่ในระบบคำสอนศาสนา และฝ่ายศาสนามักจะมองว่าปรัชญาคือ วิมตินิยม และถือว่า ปรัชญาวิมตินิยมนี้เป็นภัยต่อการมีอยู่ของศาสนาอย่างยิ่ง

ในยุคโบราณ ชาววิมตินิยมจะนำสิ่งต่าง ๆ มาไตร่ตรองคิดด้วยวิธีต่างๆ เพื่อให้ได้คำตอบอันจะเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่เน้นวิถีชีวิต (live a life) ที่เกี่ยวข้องกับความสงบภายใน (inner peace) ในยุคกลาง ชาววิมตินิยมสงสัยคำสอนและต้องการการอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้สูงสุด ในยุคใหม่ ชาววิมตินิยมสงสัยในความน่าเชื่อถือของเครื่องมือ และหลักฐานที่นำมาแสดงเพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือ แนวคิดในการสงสัยเหล่านี้ได้นำมาสู่ทฤษฎีการสมรู้ร่วมคิด (conspiracy theory) และมือที่มองไม่เห็น (invisible hand) ด้วยเชื่อว่า ความรู้และหลักฐานต่าง ๆ เท่าที่ปรากฎในสาธารณะล้วนถูกอำนาจหนึ่งทำการคัดกรองเพื่อให้คนทั่วไปได้รู้เท่าที่จำเป็น/ควรจะรู้เท่านัั้น แนวคิดนี้ได้ถูกฟูโกต์ (Michael Foucault) นำมาชี้ว่า ผู้มีอำนาจมักจะใช้ความครอบงำเพื่อปกครองผู้คนไว้ในอำนาจของตน)

รูปแบบหนึ่งที่เป็นที่นิยมของชาววิมตินิยมคือท่าที่เป็นกลาง โดยมักใช้แนวคิดของคานท์ (Immanuel Kant) หรือแนวคิดในแนวทางกังขามาสรุปว่า มนุษย์ไม่สามารถรู้ความเป็นจริงได้อย่างแน่นอน มนุษย์สามารถรู้ความเป็นจริงได้เพียงเล็กน้อยหรือไม่รู้เลยเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ใช่เชิงประจักษ์ (empiric) เช่น การมีอยู่จริงของเทพ พระเจ้า การมีเจตจำนงเสรี การมีคุณธรรมหรือจริยธรรมสมบูรณ์ รวมไปถึงการมีชีวิตหลังความตาย

แนวคิดในการไม่ตัดสินข้อเชื่อหรือคำสอน ได้รับการนำมาใช้ในช่วงต้นของปรัชญายุคใหม่ (modern philosophy) เพื่อสร้างกระบวนทรรศน์ของการไม่เชื่อสิ่งที่สืบทอดกันมา เพื่อเปิดพื้นที่ใหม่ในการคิด โดยให้นำสิ่งที่สงสัยมาทำการแขวนความหมาย (suspension) เพื่อที่จะได้ไม่ถูกอคติชี้นำการคิดถึงสิ่งนั้น และไม่ตัดสินล่วงหน้า เพื่อจะได้เข้าถึงความเป็นจริงของสิ่งนั้นได้ด้วยใจที่บริสุทธิ์ (pure mind)

อย่างไรก็ตาม ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) ได้ชี้ว่า ไม่มีทางที่มนุษย์จะไม่มีอคติ เพราะมนุษย์มีการเติบโต เราจึงมีสิ่งที่เราได้รับมาจากการเติบโตติดตัวมาเสมอและนั้นกลายเป็นความชอบ (favor) ที่เรามีต่อสิ่งต่าง ๆ และเป็นอคติในตน (in self) ซึ่งเราต้องตระหนักรู้และเข้าใจว่าตนเองมีความชอบนี้อยู่ จากนั้นจึงใช้ตัวตนนี้ในการเข้าใจสิ่งที่ตนสนใจ เราจึงรู้ความเป็นจริงได้ตามความชอบนั้น ต่อมากาดาเมอร์ (Hans George Gadamer) ได้นำแนวคิดนี้มาสรุปว่า มนุษย์แต่ละคนมีกรอบความคิดของตนซึ่งเติบโตได้ตามการเรียนรู้และการมีประสบการณ์โดยการขยายกรอบความรู้หรือครอบฟ้าความรู้ (horizon) ของตน และทำการสัมผัสกับครอบฟ้าความรู้อื่น ๆ ที่มีอยู่ในผู้อื่นหรือจากหนังสือความรู้ต่าง ๆ เพื่อให้ครอบฟ้าความรู้ของตนมีความกว้างและความลึกซึ้งยิ่งขึ้นในการเข้าใจในความเป็นจริง กาดาเมอร์นำแนวทางนี้มาใช้และเรียกวิธีนี้ว่า การตีความ/อรรถปริวรรต (hermeneutics) ซึ่งแตกต่างจากการตีความแบบดั้งเดิม (exegesis) และการตีความภาษา (interpretation) โดยให้ความสำคัญกับผู้แต่ง ตัวบท ผู้อ่านและสิ่งที่อยู่ระหว่างบรรทัด (between the line) ซึ่งผู้อ่านสามารถเข้าใจและแสดงออกมาได้ด้วยเพราะว่าตนมีประสบการณ์ในชีวิตเท่าที่ได้เติบโตมาจนถึง ณ เวลาที่ทำการตีความสิ่งนั้น

อย่างไรก็ตาม ชาววิมตินิยม ถือเป็นบุคคลสำคัญที่นักปรัชญาในสาขาต่างๆ ทั้งปรัชญาบริสุทธิ์และปรัชญาประยุกต์ต่างก็ยอมรับว่า เป็นผู้จุดชนวนสงสัย และชาวปรัชญาจะนำข้อสงสัยนั้นมาค้นหาคำตอบเท่าที่เป็นไปได้ และจำเป็นต้องหาคำตอบหรือคำอธิบายที่ลึกซึ้ง ชัดเจนและจำแนกแบ่งได้อย่างเหมาะสมมาใช้อธิบาย จึงจะทำให้ชาววิมตินิยมหมดข้อสงสัยในเรื่องนั้น ๆ ได้ชั่วคราว ทำให้เกิดความไม่จำกัดในทางปรัชญา และทำให้ปรัชญามีความน่าสนใจและเข้าถึงได้มากขึ้น ไม่ติดในคำอธิบายเก่า ๆ และเกิดความสร้างสรรค์ในทางปรัชญายิ่งขึ้น

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018