อ.ดร.รวิช ตาแก้ว
คุณค่าของปรัชญาเป็นความรู้ส่วนหนึ่งของปรัชญาเชิงคุณค่า ซึ่งคริสเตียน วอลฟ์ (Christian Wolff 1679-1754) ได้จำแนกไว้ว่าเป็นสาขาของปรัชญาเรียกว่า คุณวิทยา หรือ อัคฆวิทยา (Axiology) แบ่งเป็น 2 สาขาย่อย คือ จริยศาสตร์ (Ethics) และ สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) โดยใช้มาตรการที่ได้จากการรู้ในแต่ละเรื่อง นำมาวางเป็นเกณฑ์เชิงคุณค่า
คุณค่าคืออะไร คุณค่า (value) คือ ระดับของการประเมินค่าข้อเท็จจริงในแง่ต่าง ๆ (estimation upon facts)
การแบ่งประเภทของคุณค่าแบ่งได้หลายแบบ โดยทั่วไปในทางปรัชญา แบ่งตามชนิดและเกณฑ์ได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. แบ่งตามแง่พิจารณา
1) คุณค่าทางอภิปรัชญา (metaphysical value) เป็นระดับของการประเมินค่าของสิ่งต่าง ๆ ว่ามีอยู่จริงตามที่เรารู้หรือไม่ เราตัดสินด้วยคำว่า เป็นจริง เป็นมายา (real, unreal)
2) คุณค่าทางญาณวิทยา (epistemological value) เป็นระดับของการประเมินค่าความคิดว่าตรงกันกับความเป็นจริงเพียงไร เราตัดสินด้วยคำว่า จริง เท็จ (true, false) และความจริงยังแบ่งตามระดับของความมั่นใจในวิธีการได้เป็นความแน่นอน (certainty) และความน่าจะเป็น (probability) ความแน่นอนเป็นคุณค่าของความมั่นใจว่าตามวิธีการเท่าที่มนุษย์รู้จักใช้ เชื่อได้ว่าความจริงนี้น่าเชื่อถือที่สุด ไม่น่าสงสัยได้เลย ส่วนความน่าจะเป็นนั้นมีคุณค่าของความมั่นใจน้อยลงมา ซึ่งอาจจะมีระดับตั้งแต่เกือบไม่แน่นอนจนถึงไม่น่าจะเป็น หรือเกือบเท็จนั่นเอง
3) คุณค่าทางตรรกะ (logical value) เป็นระดับของการประเมินค่าความคิดว่าเดินตามกฎเกณฑ์ของเหตุผลหรือไม่ เราตัดสินด้วยคำว่า สมเหตุสมผล ไม่สมเหตุสมผล (valid, invalid)
4) คุณค่าทางจริยะ (ethical value) เป็นระดับของการประเมินค่าความประพฤติว่า ตรงกับจุดหมายของชีวิตมากน้อยเพียงใด เราตัดสินด้วยคำว่า ดี ถูกต้อง เลว ควร ไม่ควร (good, right, bad, evil, decent, undecend)
5) คุณค่าทางสุนทรียะ (aesthetic value) เป็นระดับของการประเมินค่าวัตถุ ความประพฤติและความคิดว่ามีคุณค่าด้านอารมณ์มากน้อยเพียงใด เราตัดสินด้วยคำว่า สวยงาม น่าเกลียด น่าทึ่ง หรือสูงส่ง น่าศรัทธา แปลกหูแปลกตา (beautiful, ugly, sublime, picturesque)
6) คุณค่าทางเศรษฐกิจ (economical value) เป็นระดับของการประเมินค่าวัตถุว่า มีประโยชน์ต่อการดำรงชีพของมนุษย์เรามากน้อยเพียงใด เราตัดสินด้วยคำว่า แพง ถูก มีประโยชน์ ไร้ประโยชน์ (dear, cheap, useful, useless)
2. แบ่งตามความน่าเชื่อถือ
1) คุณค่าอัตนัย (subjective value) เป็นคุณค่าที่เชื่อว่ามีอยู่ในจิตใจของผู้ประเมินค่าเท่านั้น ถ้าไม่มีผู้ประเมินก็จะไม่มีคุณค่าอะไรเลย ความเชื่อถือเช่นนี้ได้ชื่อว่า ลัทธิอัตนัยนิยม (Subjectivism)
2) คุณค่าปรนัย (objective value) เป็นคุณค่าที่เชื่อว่ามีจริงในสิ่งที่เราประเมินค่า เราประเมินค่าเพราะว่าคุณค่ามีจริง ไม่ใช่คุณค่ามีเพราะเราประเมินให้ ความเชื่อถือเช่นนี้ได้ชื่อว่า ลัทธิปรนัยนิยม (Objectivism)
3) คุณค่าสัมพันธ์ (relational value) เป็นคุณค่าที่เชื่อว่าขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประเมินกับสิ่งที่ประเมินไม่ใช่อัตนัย เพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประเมินกับสิ่งที่ประเมินมีจริง ไม่ใช่ปรนัย เพราะถ้าไม่มีผู้ประเมินความสัมพันธ์ก็ไม่เกิดขึ้น คุณค่าก็จะไม่มี ความเชื่อถือเช่นนี้ได้ชื่อว่าลัทธิสัมพันธ์นิยม (Relationalism) (กีรติ บุญเจือ, 2522)
คุณค่าของวิชาปรัชญา
กีรติ บุญเจือ (2546) กล่าวว่า “เราเรียนปรัชญาในยุคโลกาภิวัตน์เพื่อรู้ 3 อย่างตามเป้าหมายของวิชานี้ และเมื่อรู้แล้วย่อมคุ้มครองผู้รู้ได้ในหลายแง่หลายมุมทีเดียว… เป้าหมาย 3 อย่างดังกล่าว ได้แก่
1) เพื่อรู้จักมองเห็นปัญหาที่คนธรรมดามองเองไม่เห็น
2) เพื่อรู้จักมองหาคำตอบทุกคำตอบที่เป็นไปได้
3) เพื่อรู้จักเก็บส่วนดีของทุกคำตอบมาเป็นหลักยึดเหนี่ยวของตน”
ส่วนผลพลอยได้จากการได้ศึกษาปรัชญานั้นมีอยู่ไม่น้อย นอกจากจะมีโอกาสบรรลุเป้าหมาย 3 ประการข้างต้นแล้ว ยังมีโอกาสได้รับผลพลอยได้อีก 3 ประการคือ
1) เพื่ออ่านใจคน ว่าแต่ละคนนั้นคิดอย่างไร ชอบ-ไม่ชอบอะไร เชื่อ-ไม่เชื่ออะไร
2) เพื่อเห็นความสัมพันธ์ระหว่างวิชาต่าง ๆ
3) เพื่อเห็นความสืบเนื่องของความคิดมนุษย์ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้
วิทย์ วิศทเวทย์ (ม.ป.ป.) อธิบายว่า “วิชาปรัชญาเรียนแล้วนำไปประกอบอาชีพอะไรไม่ได้โดยตรง เพราะไม่ใช่วิชาชีพ ไม่ทำให้ผู้เรียนมีชื่อเสียงร่ำรวย หรือได้เลื่อนตำแหน่งหน้าที่การงาน เมื่อเป็นเช่นนี้จะเรียนปรัชญาไปทำไม คำตอบมีเพียงประการเดียวคือ เรียนไปเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็น หรือเพื่อค้นหาจุดหมายปลายทางของชีวิต”
สุเมธ เมธาวิทยกุล (2540) อธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า “บุคคลที่กระหายใคร่รู้ต้นตอในวิชาการทั้งหลายในโลกนี้ต้องศึกษาวิชาปรัชญาซึ่งเป็นคลังแห่งวิทยาการทุกสาขา หรือบุคคลผู้มีความประสงค์จะทราบว่าตนเองเกิดมามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไร ไม่มีวิทยาศาสตร์สาขาใดศึกษาเรื่องนี้ วิชาปรัชญาเท่านั้นที่จะสนองความต้องการในทำนองนี้ได้ ดังนั้น คุณค่าของปรัชญาก็อยู่ตรงที่มันสามารถสนองความปรารถนาของบุคคลประเภทนี้”
เมื่อมองโดยภาพรวมแล้วจะเห็นว่า ทรรศนะต่าง ๆ ของนักปราชญ์ทั้งหลายมุ่งอธิบายให้เห็นคุณค่าของปรัชญาว่าสามารถ “พัฒนาคุณภาพชีวิต” ของมนุษย์ได้อย่างแท้จริง ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์บนศักดิ์ศรีแห่ง “สัญชาตญาณปัญญา” (Intellectual Instinct) ที่มีในมนุษย์เท่านั้น ส่วนสสาร พืช และสัตว์ หาได้มีสัญชาตญาณนี้ไม่ การแสวงหาความสุขด้วยสัญชาตญาณปัญญาจึงเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับสูงที่วิชาปรัชญามอบให้แก่ผู้ที่ศึกษาทุกคนที่พยายามเข้าใจและเข้าถึง

