ดร.รวิช ตาแก้ว:

คำว่า character ในภาษาอังกฤษ มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก charaktíras หมายถึง คุณสมบัติที่ระบุตัวบุคคล (the qualities which identify a person) ลักษณะประจำชาติ (National character) จึงหมายถึง “ลักษณะนิสัยบางอย่าง ซึ่งบุคคลที่อยู่ในประเทศเดียวกันมักมีอยู่คล้าย ๆ กัน ทั้งนี้เป็นผลเนื่องมาจากเติบโตขึ้นมาในสังคมเดียวกันและได้รับประสบการณ์และการอบรมต่าง ๆ อย่างเดียวกัน” คือ ได้ผ่านกระบวนการสังคมประกฤต หรือ socialization เดียวกัน เอกลักษณ์หรือลักษณะประจำชาติมี 2 ประการ คือ ประการแรก หมายถึง ลักษณะที่เป็นอุดมคติซึ่งสังคมต้องการ ให้คนในสังคมนั้นยึดมั่นเป็นหลักในการดำเนินชีวิต เป็นลักษณะที่สังคมเห็นว่าเป็นสิ่งดีงามและให้การเทิดทูนยกย่อง อีกประการหนึ่ง หมายถึง ลักษณะนิสัยที่คนทั่วไปในสังคมนั้นแสดงออกในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น ในการทำงานการพักผ่อนหย่อนใจ การติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น และในการดำเนินชีวิตทั่วไปในสังคมเป็นลักษณะนิสัยที่พบในคนส่วนใหญ่ของประเทศ และส่วนมากมักจะแสดงออกโดยไม่รู้ตัวเพราะเป็นเรื่องของความเคยชินที่ปฏิบัติกันมาอย่างนั้น (THAILAND CULTURE GUIDE, ๒๕๖๔) ถ้ากล่าวถึงลักษณะประจำชาติจึงต้องกล่าวถึงบริบทต่าง ๆ ในดินแดนนั้นที่ทำให้ชาตินั้นมีเอกลักษณ์ที่ต่างจากชาติอื่น เช่น ภาษา ศาสนา ศูนย์รวมจิตใจ การศึกษา วัฒนธรรม ลักษณะภูมิศาสตร์ ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯ

คำว่า ความเป็นไทย จะมีความหมายกว้างเกินกว่าจะอธิบายให้ชัดเจนได้ ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะกำหนดขอบเขตของคำว่าไทยไว้ว่าหมายถึงอะไร สิ่งหนึ่งที่จะสามารถกำหนดของเขตของการศึกษา ให้แคบลงได้คือการพิจารณาที่ตัวบุคคล

สุมิตร ปิติพัฒน์ (2544) อธิบายว่า ใครเป็นไทยเป็นเรื่องที่มีความสลับซับซ้อน มีประเด็นที่เกี่ยวข้องมากมาย ตั้งแต่มโนภาพของความเป็นไทยจากแง่มุมหรือมิติต่าง ๆ ซึ่งไม่เหมือนกันและไม่ชัดเจน ในทางตรงกันข้ามหากเราพิจารณาอย่างผิวเผินบางครั้งเราก็จะได้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ตัวอย่างเช่น เราเดินทางไปต่างประเทศพบคนที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายคนไทยแต่ก็อาจจะเป็นคนลาว คนเขมร คนพม่าก็ได้ หรือหากเราพิจารณราด้านภาษามีชาวต่างชาติจำนวนมากที่สามารถพูดภาษาไทยได้อย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันก็มีคนไทยจำนวนมากที่อยู่ต่างประเทศมาตั้งแต่เกิดและไม่สามารถพูดภาษาไทยได้เช่นกัน ดังนั้น การพิจารณาว่า “ไทย” คืออะไร เราอาจต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันหรือการพิจารณาในหลายมิติร่วมกัน ดังนี้

1) ด้านเชื้อชาติ การพิจารณาจากมิติทางเชื้อชาติเป็นวิธีการจัดแบ่งกลุ่มคนที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เช่น รูปร่างหน้าตา ลักษณะของผิวพรรณ เส้นและสีของผม รวมถึงลักษณะของโครงกระดูก ถ้าหากพิจารณาให้มากกว่านั้นก็อาจลงลึกถึงกลุ่มเลือดและองค์ประกอบทางพันธุกรรมด้วย

ลักษณะทางเชื้อชาติของคนไทย จัดอยู่ในกลุ่มเชื้อชาติ “มองโกลอยด์” หรือ “คนผิวเหลือง” สีผิวของกลุ่มคนเชื้อชาติไทยบางครั้งก็เข้มจนเป็นสีน้ำตาล ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม เช่น พื้นถิ่น  ทางตอนเหนือของทวีปเอเชียคนจะมีสีผิวเหลืองค่อนไปทางขาว ในขณะที่กลุ่มที่อาศัยแถบใต้เส้นศูนย์สูตรจะมีผิวสีเข้ม ลักษณะทั่วไปของคนเชื้อชาติมองโกลอยด์ก็คือ มีเส้นผมสีดำ รูปหน้าแบบ  มีโหนกแก้มสูง ตาเป็นรูปเรียว นัยน์ตาเป็นสีน้ำตาลหรือดำ ความสูงไม่มาก ขนและขาสั้น มือและเท้าค่อนข้างเล็ก แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มย่อย ประกอบด้วย กลุ่มจีนเหนือ กลุ่มมองโกลอยด์ กลุ่มเอเชียอาคเนย์ กลุ่มทิเบต และกลุ่มอินเดียน โดยคนไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มเอเชียอาคเนย์ที่อาศัยอยู่ในภาคใต้ของจีน ไทย เวียดนาม พม่า และอินโดนีเซีย

มีนักวิชาการจำนวนมากได้พยายามทำการศึกษาเพื่ออธิบายลักษณะทางเชื้อชาติของคนไทย เช่น  สุด แสงวิเชียร ได้ศึกษาเปรียบเทียบลักษณะกะโหลกของคนไทย  ประเวศ วะสี ศึกษาเกี่ยวกับเฮโมโกลบินเอ (Hemoglobin E) ของคนพื้นเมืองในเอเชียอาคเนย์ เสมอชัย พูลสุวรรณ เสนอผลการตรวจสอบความสัมพันธ์ทางเชื้อสายระหว่างประชากรของกลุ่มชาติพันธุ์ไทย  ถาวร วัชราภัย และคณะ ศึกษาทางพันธุศาสตร์ด้วยการวิเคราะห์ความถี่ของอัลลีน เป็นต้น ซึ่งการศึกษาของนักวิชาการเหล่านี้เป็นการพิจารณาลงไปในรายละเอียดของความเป็นเชื้อชาติ ซึ่งอธิบายได้ว่า คนไทยมีความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจนในเอเชียอาคเนย์ แม้ว่าอาจมีลักษณะทางกายภาพบางอย่างแตกต่างกันไปบ้าง แต่ข้อสรุปที่ได้ก็คือ คนไทยมีความคล้ายคลึงกันกับ มอญ เขมร อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเมื่อพิจารณาแคบลงมาในกลุ่มของคนไทยเองก็ยังคงมีความแตกต่างกันลงไปอีก ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่การพิจารณาความเป็นคนไทยจากเชื้อชาติในการหาคนที่เป็นไทยแท้ในมิติของเชื้อชาติได้

3) ด้านการเมือง  การพิจารณาทางจากมิติด้านการเมือง เป็นการมองถึงเรื่องของอำนาจรัฐ อาณาเขต และความเป็นสังคม ความเป็นคนไทย ความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์อื่นย่อมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในความรู้สึกของตนเอง ประเทศไทยเป็นรัฐที่สืบทอดมาจากอาณาจักรสยาม ซึ่งคำว่า “สยาม” นี้เป็นคำที่ชาวต่างชาติเรียกชนชาติไทยหรือไทมาตั้งแต่ครั้งโบราณ การรวมตัวกันเป็นรัฐเป็นอาณาจักรของ ชนชาติไทยเกิดขึ้นมาตั้งแต่ครั้งโบราณ แต่หากพิจารณาในความเป็นรัฐที่ชัดเจนแล้ว นักประวัติศาสตร์อธิบายว่าเริ่มต้นเมื่อครั้งกรุงสุโขทัยและสืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบัน อำนาจทางการเมือง ขอบเขตทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลามีความแตกต่างกัน ดังนั้น การพิจารณาความเป็นคนไทยในมิติทางการเมือง จึงยังคงเป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น การขยายพระราชอาณาเขตกว้างขวางออกไป   ในสมัยกรุงศรีอยุธยาสืบต่อมาจนถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ และการมีอำนาจทางการเมืองในหลายพื้นที่ในยุคล่าอาณานิคมตะวันตก เป็นต้น ที่สำคัญการพิจารณาความเป็นคนไทยในมิติทางด้านการเมืองบางครั้งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่ต้องคำนึงถึงมิติทางด้านอื่นประกอบด้วย เนื่องจากอำนาจเหนือพื้นที่ในแต่ละช่วงเวลานั้นมีความแตกต่างกัน

จะเห็นได้ว่าความเป็นไทยที่ชัดเจนนั้นหาข้อสรุปได้ยาก อย่างไรก็ตาม การศึกษาเรื่องของไทย ก็ไม่จำเป็นจะต้องกำหนดชัดลงไปเสียทั้งหมด แต่เป็นการศึกษาในมิติของไทย เช่น การศึกษาเรื่องวัฒนธรรมของชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ที่แม้วัฒนธรรมจะมีความคล้ายคลึงกันกับชาวมุสลิมในประเทศมาเลเซีย การศึกษาเรื่องประเพณีของชาวอีสานที่มีความคล้ายคลึงกับชาวลาว เป็นต้น แต่เราก็ศึกษาภายใต้กรอบของไทยเอง เช่น พื้นที่ กลุ่มคน ลักษณะ เป็นต้นได้ ประเด็นสำคัญไม่ใช่การชี้ชัดที่ไทยหากแต่เน้นความถูกต้องตามหลักวิชาการเป็นสำคัญ (สำราญ ผลดี, 2561)

ลักษณะอุปนิสัยประจำชาติของคนไทยนั้น มีผู้ให้ทัศนะแตกต่างกันมาก ตัวอย่างคือบางท่านกล่าวว่าคนไทยเป็นคนเมตตากรุณา แต่ก็มีการอภิปรายว่าการทะเลาะเบาะแว้งในระหว่างคนไทยอยู่บ่อย ๆ จนถึงขนาดเลือดตกยางออก ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นคนไทยที่อยู่ในประเทศหรือไปทำงานนอกประเทศ ในอดีตชาวต่างประเทศมีความเห็นแตกต่างกัน บางคนเช่น เอนเยิลเนอร์ต แกมเฟอร์ กล่าวว่า “คนไทยโดยทั่วไปเรียบร้อยและมีการอบรมดี” ส่วนลาลูเบร์กล่าวว่า “ชาวสยามฝึกบุตรหลานของตนให้มีความสงบเสงี่ยมเจียมตัวอย่างที่สุด และความเชื่อของชาวสยามในด้านการค้า ทุกประเภทนั้นมีอยู่มาก” แต่ความเห็นของนักธุรกิจชาวฝรั่งเศส คือ Vest กล่าวว่า “คนไทยไม่ซื่อตรงในการค้า” บางท่านกล่าวว่าคนไทยชอบสนุก และมีโครงสร้างทางบุคลิกภาพและทางสังคมหลวม ๆ คือขาดวินัย เช่น กรณีของนายจอห์น เอมบรี นักมานุษยวิทยาตะวันตก การค้นคว้าว่าอะไรเป็นลักษณะพิเศษประจำชาตินั้นเป็นเรื่องยาก เพราะจะต้องมีการพิจารณาศึกษากันอย่างลึกซึ้ง ทั้งในด้านประวัติศาสตร์และในเชิงสถิติตัวเลข (จิรโชค วีระสัย, ๒๕๔๓) ลักษณะประจำชาติไทยมีลักษณะเฉพาะไม่ได้เป็นแบบ homogeneity แต่เป็นแบบ heterogeneity คือแม้จะมีวัฒนธรรมใหญ่เป็นวัฒนธรรมเดียว แต่ละท้องถิ่นและภาคจะมีวิถีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน แต่สังคมไทยก็ยังมีเอกภาพมีความมั่นคงภายในอันสืบเนื่องมากจากสถาบันที่มีความสำคัญทางสังคม ได้แก่ สถาบันพระมหากษัตริย์ ศาสนา การเมือง การปกครอง และอื่น ๆ มีกลไกดำเนินงานที่สอดคล้องกัน สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม สถานการณ์ทางสังคมที่เข้ามากระทบได้เป็นอย่างดี (ผจงจิตต์ อธิคมนันทะ, 2543) หรืออาจกล่าวได้ว่า วัฒนธรรมใหญ่ไม่กลืนวัฒนธรรมย่อยเหมือนในชาติอื่น ๆ นอกจากนั้นชาติไทยยังเปิดรับวัฒนธรรมของชาติต่าง ๆ ที่เข้ามาอาศัยและค้าขายเป็นอย่างดี เช่นในสมัยอยุธยามีทั้ง ฝรั่ง แขก มอญ จีน ญี่ปุ่น ดังนั้น การศึกษาลักษณะประจำชาติจึงมีเป้าหมายให้เข้าใจรากเหง้าของชาติตนเองว่ามีที่มาและคุณค่าด้านใดบ้างที่หลอมรวมให้ปรากฏออกมาเป็นลักษณะประจำชาติได้ เพราะในแต่ละประเทศ ก็มีหลากหลายภูมิศาสตร์ เช่น ภูเขา ทะเล ที่ราบสูง ที่ราบต่ำ ซึ่งมีผลต่อการใช้ชีวิตของประชากรในถิ่นนั้นจนออกมาเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรม การหลอมรวมวัฒนธรรมที่ต่างกันให้ออกมาเป็นลักษณะประจำชาติที่เหมือนกันจึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษาและรักษาไว้เพื่อคงความเป็นเอกภาพและสำนึกในความเป็นชาติไว้อีกด้วย

ลักษณะประจำชาตินั้นบ่งบอกถึงลักษณะเฉพาะ หรือความต่างที่เป็นเอกลักษณ์ของชาตินั้น ๆ (เอกวิทย์ ณ ถลาง, 2527) ได้วิเคราะห์และจำแนกองค์ประกอบของเอกลักษณ์ไทยที่แสดงออกถึงภาพรวมของความเป็นไทยในรูปแบบเบ็ดเสร็จไว้ ๓ ด้าน ดังนี้

ความสำคัญของปัจจัยด้านลักษณะประจำชาติ

ปัจจัยด้านลักษณะประจำชาติมีความสำคัญทางด้านจิตใจที่มีอิทธิพลต่อความเป็นเอกภาพของชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศไทยแล้วลักษณะประจำชาติมีผลช่วยให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอดเป็นอิสระ และเจริญมั่นคงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในอีกด้านหนึ่งคนไทยมีใจกว้างไม่ตัดสินลักษณะประจำชาติของผู้อื่นจนทำให้เกิดการเหยียดเชื้อชาติ หรือยึดมั่นว่าชาติของตนสูงกว่าชาติอื่นจนเป็นการคลั่งชาติ แต่การรับวัฒนธรรมใหม่เข้ามาโดยไม่ศึกษาให้ดีก็อาจเกิดปัญหาการเมาของใหม่ การศึกษาลักษณะประจำชาติจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนในชาติเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันและกัน ทั้งจากความเหมือนและความต่างกันในด้านต่าง ๆ ในปัจจุบันประเทศไทยมีอุดมคติที่เป็นศูนย์รวมจิตใจในลักษณะสถาบันหรือองค์คุณแห่งชาติ (sublime of national) คือ ชาติ ศาสนา พระมหา กษัตริย์ ที่มีความเป็นมา มีคุณความดีเป็นเอกไม่เหมือนใคร และถือได้ว่าเป็นรากแก้วของชีวิตไทยค้ำจุน ให้ความเป็นไทยดำรงอยู่ได้ ภาษาไทยก็มีแบบอย่าง มีคุณความดีเป็นเอกไม่เหมือนใครโดยเฉพาะด้านที่สื่อความรู้สึก ส่วนโครงสร้างทางสังคม แบบอย่างวัฒนธรรม และลักษณะความสัมพันธ์ของสมาชิกในสังคมก็มีลักษณะยืดหยุ่น ผ่อนปรน สามารถปรับตัวเข้ากับสภาวการณ์อันเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นนิจ เปรียบประดุจน้ำที่อ่อนตัวแต่ทรงพลัง มีคุณ ทั้งหล่อเลี้ยงชีวิตและมีพลังทำลายล้าง ปัจจัยด้านลักษณะประจำชาติจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะใช้เป็นหลักหล่อหลอมด้านจิตใจในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สังคม เศรษฐกิจ และการปกครองในแต่ละภาค ให้ประเทศไทยมีความมั่นคงมากขึ้นด้วย

ดังที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (2532) ทรงตรัสแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัจจัยด้านลักษณะประจำชาติไว้ว่า “ความสามัคคีปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กับความรักใคร่เผื่อแผ่ช่วยเหลือกันฉันญาติพี่น้อง สองประการนี้ คือคุณลักษณะสำคัญของไทย ที่ช่วยให้ชาติบ้าน เมืองอยู่รอดเป็นอิสระ และเจริญมั่นคง มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน” พระราชดำรัสเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ๒๕๓๒ (BBC NEWS, 2546)

ในทรรศนะทางปรัชญา ลักษณะประจำชาติเป็นส่วนชาติ ชนชาติ หรือรัฐชาติ ซึ่งเป็นสาระหนึ่งในปรัชญาของสังคมศาสตร์ ปรัชญาของนิติศาสตร์ ปรัชญาของรัฐศาสตร์และปรัชญาการเมือง ซึ่งมีปรัชญาของประวัติศาสตร์เป็นฐานในการก่อตั้งรัฐชาติ

การตีความและวิเคราะห์ปัจจัยด้านลักษณะประจำชาติ

ลักษณะประจำชาติ มีที่มาจากองค์ประกอบหลายด้านที่ประกอบกันเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มมีรูปแบบที่เป็นลักษณะเฉพาะของตน และปัจจัยสำคัญคือคนภายในชาติ ที่สร้างสรรค์เป็นค่านิยม ขนบ ธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรม การสร้างสรรค์ในส่วนนี้เป็นการสร้างคุณค่าภายในกลุ่ม และเป็นการยอมรับร่วมกันของสังคมและชาติ

ลักษณะประจำชาติเป็นปัจจัยหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เป็นสาระในการจัดการเชิงเศรษฐกิจใหม่ เพื่อใช้เป็นปัจจัยหนึ่งการสร้างสรรค์เศรษฐกิจแนวใหม่ที่ใช้ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมเป็นปัจจัยหนึ่งในการสร้างระบบเศรษฐกิจ ดังภาพที่ ๕.๗

ภาพที่ 1สาระความรู้ปรัชญาของลักษณะประจำชาติที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาสาขาอื่น

จากภาพที่ 1 แสดงให้เห็นว่าในทรรศนะทางปรัชญา ลักษณะประจำชาติเป็นการประยุกต์ใช้ความรู้เชิงคุณค่าที่ถูกนำมาใช้เพื่อค้นหาลักษณะเฉพาะของประเด็นที่ต้องการเพื่อยืนยันว่ามีประเด็นใดบ้างที่เป็นประเด็นเฉพาะของสิ่งที่กำลังค้นหา

ในปรัชญาของลักษณะประจำชาติมีประเด็นที่สร้างคุณค่าได้หลายประเด็น ซึ่งแต่ละประเด็น มีส่วนประกอบมาจากองค์ประกอบของชาติที่มาจากลักษณะของคนในชาติ ค่านิยม ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม  เมื่อลักษณะประจำชาติถูกนำมาสร้างคุณค่า จึงมีแง่มุมในการสร้างสรรค์ได้หลากหลายประเด็นตามเป้าหมายที่ต้องการ

ลักษณะประจำชาติเป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่มคนที่อยู่รวมกันจนเกิดเป็นสังคมที่ได้จัดระบบและระเบียบในการอยู่ร่วมกัน จนกลายเป็นค่านิยม ขนบ ธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมซึ่งแต่กลุ่มชนจะมีวิถีและวิธีที่แตกต่างกัน ลักษณะเฉพาะที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า ลักษณะประจำชาติซึ่งถ้ามองในฐานะที่เป็นปัจจัยหนึ่งของพลังอำนาจ ปัจจัยนี้เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมกำลังอำนาจ ให้เกิดขึ้นแก่ส่วนอื่น ๆ ได้ ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018