ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

ขงจื้อ (551 – 479 ปี ก่อน ค.ศ) แห่งราชวงศ์โจว ก่อตั้งสำนักสอน ในนามสำนักหยู ต่อมาเรียกว่า สำนักขงจื้อ ปรัชญาขงจื้อมีความเห็นว่า ขนบธรรมเนียมโบราณที่ดีงามมีอยู่มาก ควรที่จะได้ฟื้นฟูเรื่องที่ดีงามนั้นขึ้นมาใหม่ แล้วนำมาเป็นหลักประพฤติปฏิบัติ ตำราสำคัญคือ หนังสือ “หลุน-อฺวี่” [สังเขปการสอนของขงจื๊อ] ได้เสนอถึงบันทึกและเรื่องราวต่าง ๆ เช่น คำพูด คำสอนของขงจื๊อและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ลูกศิษย์ของขงจื้อได้ช่วยกันรวบรวมขึ้นหลังจากการจากไปของขงจื๊อ ส่วนวรรณกรรมที่ท่านได้รวบรวมขึ้นมี 5 เล่ม ดังนี้ ชุนชิว ซือจิง ซูจิง อิ้จิง หลี่จี้ แนวคิดขงจื้อดำรงอยู่ในกลุ่มของปัญญาชนจีนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น (220 ปีก่อน ค.ศ.-ค.ศ.210) เป็นต้นมา ลัทธิขงจื้อได้เสื่อมลงตามลำดับโดยที่ชาวจีนโดยทั่วไปได้หันไปสนใจปรัชญาของลัทธิเต๋าและพุทธศาสนา   ช่วงแรกลัทธิขงจื้อพยายามประณามพุทธศาสนาในฐานะลัทธิของอนาอารยชนที่เข้ามาบ่อนทำลายจรรยามารยาทของชาวจีน แต่ก็ไม่สำเร็จ ในช่วงระยะที่เป็นยุคเสื่อมนี้ มีผู้พยายามฟื้นฟูคำสอนของขงจื้ออยู่ตลอดเวลาโดยนำเอาหลักพุทธศาสนา หลักลัทธิเต๋า และหลักนิตินิยมมาประสานเสริมแนวคิดขงจื้อเดิม เนื่องจากคำสอนดั้งเดิมไม่ครอบคลุมเรื่องราวในทางอภิปรัชญา เช่น กำเนิดจักรวาล แก่นแท้ของมนุษย์ เป็นต้น  โดยโจวตุนอี๋ สมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ.960-1279) ได้เสนอไว้ในอรรถาธิบายว่าด้วยแผนภูมิไท่จี๊ ว่าทุกสิ่งในจักรวาลนั้นมีกำเนิดมาจาก “ไท่จี๊”

หลักการ “หลี่ชี่ซิน

หลี่ คือ เป็นกฎเกณฑ์ที่กำหนดระเบียบของธรรมชาติ เป็นเหตุผลอธิบายความเป็นมา ความเป็นอยู่และความเป็นไปของทุกสิ่งและทุกปรากฏการณ์และเป็นผู้จัดการให้จักรวาลเป็นไปตามระเบียบตามครรลองที่ควรจะเป็น

ชี่ คือ พลัง ปราณ ที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์และสรรพสิ่งได้

แนวคิดหลี่ชี่เป็นรากฐานความคิดของลัทธิขงจื้อใหม่ (Neo-Confusionism) และทำให้สำนักขงจื้อมีความเป็นสำนักแห่งหลักการ (school of principle) ต่อมาจึงได้รับความนิยมในช่วงราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) ในฐานะสำนักแห่งความคิด (school of mind) โดยมีระบบความคิด “ซิน” เพิ่มขึ้นมา

ซินทำหน้าที่ในการคิดและมีอารมณ์ความรู้สึก เกี่ยวข้องกับการชี้นำและกำหนดทิศทางชีวิตของคน เจตจำนงชี้นำใจ ความปรารถนาชี้นำกาย มนุษย์สามารถเรียนรู้ ตรวจสอบและขัดเกลาเปลี่ยนแปลงตนเองได้

ในสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1636-1912) ก็ได้ใช้แนวคิดขงจื้อใหม่เป็นแบบแผนการอบรมสั่งสอนปัญญาชน แต่ก็ถูกลดบทบาทลงในช่วงปลายราชวงศ์ เมื่อเข้าสู่ยุคสาธารณรัฐจีน (ค.ศ.1912-1949) ได้มีขบบวนการเคลื่อนไหวของปัญญาชนในช่วง ค.ศ.1921-49 แต่ก็ถูกลัทธิเหมากดข่มไว้จนถึงช่วงเปิดประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับกระแสฟื้นฟูลัทธิปรัชญาจีนสำนักต่างๆ เพื่อการศึกษาในฐานะอารยธรรมจีนในช่วงปี 1990 สำนักคิดขงจื้อใหม่ (new Confucianism) ลัทธิขงจื้อใหม่เกิดจากลัทธิขงจื้อใหม่เป็นการรื้อฟื้นขนบธรรมเนียมในเชิงอนุรักษ์นิยมใหม่เน้นการพัฒนาพื้นฐานความดีเพื่อให้สังคม สิ่งแวดล้อม และการเมืองสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความกลมกลืนกัน ดังหลักการ “เฝ้ารักษาคุณความดีแห่งตน เมื่อบรรลุผลอย่าหลงลืมส่งผ่านความดีงามสู่แผ่นดิน”

การทบทวนคิดต่อระบบคิดขงจื้อด้วยกระบวนทรรศน์หลังนวยุค

การเรียนหนังสือรู้ตัวอักษรเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพื่อให้ตัวเองใช้งานความรู้นั้น แต่จุดมุ่งหมายหนึ่งคือ สามารถอ่านเหตุผลที่คนบางส่วนคิดขึ้นมาได้เข้าใจ จึงเป็นหน้าที่ของปัญญาชน การนั่งลงถกปัญหา พูดคุยในทางทฤษฎี ก็ดี ลุกขึ้นก้าวเดิน ลงมือปฏิบัติ ก็ดี ต่างก็จะทำให้คุณธรรมทั้งหลายมีที่ให้ยืนได้บนกาลเวลาแห่งความคิด ด้วยหลักการขงจื้อนี้ เราจึงอาจมองได้ว่า แม้ระบบระบบคิดของลัทธิขงจื๊อจะได้รับการยอมรับจากปัญญาชนจีนและนักวิชาการนานาชาติ แต่เมื่อพิจารณาผ่านแนวคิดหลังนวยุค (Postmodernism) ก็จะพบว่า ลัทธิขงจื้อ นั้นมีโครงสร้างระบบความคิดที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบไปทั้งหมด กฎเกณฑ์มากมายที่กำหนดนั้น มื่อกาลเวลาบนหมุนเวียนเปลี่ยนผันก็ใช่ว่าจะใช้ได้ตลอดไป เพราะสรรพสิ่งบนโลกย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ หากหลักการและเหตุผลล้วนเป็นสิ่งที่ปราชญ์และปัญญาชนในยุคแรกเริ่มสุดได้พูดไว้ได้ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด แล้วคนรุ่นหลังจะมีอะไรให้ทำ จะเล่าเรียนศึกษาไปเพื่ออะไร

ระบบคิดของลัทธิขงจื้อนั้นมองว่า กฎเกณฑ์ (law) และมารยาทพิธีการ (rite-norm) ก็คือ ความเป็นระเบียบเรียบร้อย (order) ระบบลัทธิขงจื๊อมุ่งแสวงหาความเป็นระเบียบ สรรพสิ่งบนโลกล้วนมีระเบียบ มีกฎเกณฑ์ กฎเกณฑ์เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ค้นพบจากมรรคาทีละขีดทีละเส้นอย่างยากลำบาก จนกระทั่งนำมาสร้างระบบจรรยาขึ้น อุปมาระบบนี้ได้ว่าเป็น ‘กระท่อมผุพัง’ ที่มีเพื่อบังลมบังฝนให้ปวงประชา กระท่อมแห่งความเป็นระเบียบนี้ใหญ่มาก ใหญ่จนถึงขั้นที่ว่าต่อให้คนแทบทั้งหมดใช้เวลาตลอดชีวิต ใช้ความรู้ที่ลึกล้ำที่สุดก็ยังเดินไปไม่ถึงกำแพงบ้าน ใหญ่จนต่อให้ปัญญาของผู้คนจะสูงเพียงใด ก็แต่ไม่ถึงหลังคา ดังนั้น พื้นที่ว่างภายในกระท่อมนี้ก็คือ ความอิสระเสรีและความมั่นคงของสรรพชีวิต

หากแต่ความมีระเบียบนั้น ทุกคนต่างก็ต้องเข้าใจในกฎเกณฑ์ หวังให้ทุกคนปฏิบัติตามกฎที่ตั้งไว้ ภายหลังเผยแพร่ให้กับปัญญาชนผู้มีความรู้ เมื่อปัญญาชนตั้งตระกูลสืบทอดกันรุ่นต่อรุ่นก็จะมีสืบทอดและสอนสั่งผู้นำในสังคม ชนชั้นปกครอง แต่ก็มีแนวทางในการเปิดโอกาสให้กับชาวบ้าน ไม่แบ่งแยกชนชั้น เปิดโอกาสให้ ลืมตาอ้าปากได้ กฎเกณฑ์นั้นจึงจะครบถ้วนครอบคลุม ผู้คนพึงมีชีวิตอยู่อย่างมั่นคงในระเบียบกฎเกณฑ์ ในบางครั้งจึงจำเป็นต้องจำยอมเสียสละเสรีภาพอย่างสมบูรณ์แบบของคนส่วนน้อย

กระแสอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระเสรี ดังนั้น เมื่อพบว่าตนอยู่ในโครงสร้างของระบบ ๆ หนึ่ง แม้ระบบนี้จะมีพื้นที่กว้างใหญ่ แต่ก็ยังมีความเป็นกรงขังความคิดของตนไว้ ไม่ได้เป็นอิสระอย่างแท้จริง ดังนั้น ปัญญาชนในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 จึงมุ่งที่จะแสวงหาอิสระเสรีอย่างเต็มที่ตามใจปรารถนา ผู้สนใจระบบคิดขงจื้อที่มีแนวคิดหลังนวยุคก็มีแนวโน้มที่จะทำการทุบทำลายกระท่อมผุพังที่มองแล้วว่าเป็นโครงสร้างที่มีข้อผิดพลาด มุ่งหวังว่าจะสร้างกระท่อมหลังใหม่ที่กว้างขวางกว่า แข็งแรงมั่นคงยิ่งกว่า เพื่อให้เกิดสูตรสำเร็จแห่งสังคมที่ดีขึ้น

ในระบบคิดขงจื้อนั้น สรรพสิ่งและเรื่องราวบนโลกนี้พึงจัดระเบียบ ลำดับขั้นตอน ได้อย่างชัดเจน ปมของปัญหาอยู่ที่ใด อยู่ที่มาตรฐานการตัดสินที่ได้มีการสั่งสอนมาหรือไม่ หรือเป็นเพราะผู้คนไม่เข้าใจเรื่อง ‘การแบ่งแยกก่อนหลัง’ เมื่อไม่อาจเข้าใจอย่างชัดเจน จะให้ความสนใจสิ่งที่ควรสนใจได้อย่างถูกต้องอย่างไร เส้นทางที่ทุกคนจะเดินไปนั้นควรเป็นไปตามลำดับขั้นตอนหรือไม่ก็เป็นความน่าสนใจบนฐานคิดขงจื้อเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม รากฐานความคิดหนึ่งของขงจื้อที่ไม่อาจละเลยคือ ธรรมชาติของมนุษย์นั้นชั่วร้าย จำเป็นต้องกล่อมเกลาด้วยพิธีการและดนตรี สั่งสอนให้ประพฤติในกิจการตามหน้าที่ของตนและให้รางวัลแก่ความดีความชอบ เป็นแนวทางในการดำรงอยู่และจะช่วยให้คนก้าวหน้าไปสู่ความเจริญยิ่งขึ้นต่อไป

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018